Get Adobe Flash player

เกิดบนแผ่นดินเดียวกัน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การกล้าตัดสินใจในฐานะผู้นำประเทศ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเสน่ห์ของนักบริหารผู้มีวิสัยทัศน์ แม้แต่เรื่องเล็กๆ แต่ถ้ากระทบความรู้สึกของประชาชน ถ้าผู้นำ ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ ก็จะได้รับการยกย่อง

ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้เป็นยุคของจอมเผด็จการ แต่ก็กล้าที่จะการออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่นโดยเด็ดขาด

กฎหมายปราบปรามพวก “ผู้กว้างขวาง” นักเลง อันธพาล อย่างจริงจัง บางครั้งก็ขับรถจี๊ปไปลุยเอง เป็นเรื่องเล่าลือไปชั่วลูกชั่วหลาน

ในยุคประชาธิปไตยที่ลุ่มๆ ดอนๆ เราได้เห็นนักการเมืองลงพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งในช่วงแรกๆ เป็นภาพที่ประชาชนตื่นเต้นยินดีกันมาก

แม้วันนี้ จะเริ่มเห็นจนชินตา แต่การมาปรากฎตัว ก็ดีกว่าไม่มา

เมื่อวันก่อน ได้ดูข่าวจากคลิป ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ในรายการ “เคยเป็นข่าว” โดยคุณประภาพันธ์ ลอมศรี จากสำนักข่าวไทย ได้นำประเด็นนี้มา

เธอเล่าย้อนไปเมื่อ 6 ปีก่อน ได้กล่าวถึง “เด็กชายหม่อง ทองดี” เด็กไทยไร้สัญชาติ คว้าแชมป์เครื่องบินกระดาษพับ และเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งระดับนานาชาติ จนคว้ารางวัลที่ 3 ประเภทเยาวชนชายอายุไม่เกิน 12 ปีที่ประเทศญี่ปุ่น

ขอขยายความคร่าวๆ เกี่ยวกับเด็กชายหม่อง น้องเป็นเด็กชาวไทยภูเขา  ที่พ่อแม่ไม่มีสัญชาติ ลูกเกิดมาก็ไม่มีสัญชาติ เป็นเด็กนอกกฏหมาย ไม่มีสิทธิ์ใดๆ

ทันทีที่เด็กชายหม่องเดินทางกลับ หลายหน่วยงานผลักดันขอสัญชาติไทย ในฐานะที่เด็กชายหม่องสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ประกาศจะแต่งตั้งเด็กชายหม่องเป็นยุวทูตประจำกระทรวง และให้ทุนเรียนฟรีจนจบปริญญาเอก

ผ่านไปหลายปี ชีวิตของ “น้องหม่อง” เป็นอย่างไร ประภาพันธ์ ลอมศรี พี่นักข่าวจิตใจสวย ดั้นด้นไปตามหาน้องหม่องจนพบ

ตอนนี้ เรียนอยู่โรงเรียนหอพระ ชั้นมัธยมปีที่ 4 ศิลป-คำนวณ ครูบอกว่าหม่องเรียนไม่ถึงกับเก่งมากแต่ก็ใช้ได้เลย

พี่นักข่าวบอกว่าผ่านไป 6 ปี น้องหม่องเป็นหนุ่มน้อยและยังเล่นเครื่องบินกระดาษ และยังแข่งอยู่ในรุ่นทั่วไป

น้องหม่องบอกว่าวันนี้ก็ยังไม่มีสัญชาติ “ซึ่งระบุในบัตรเป็นบุคคลไม่มีสถานะ”

ถามว่ายังอยากได้สัญชาติอยู่หรือเปล่า น้องก้มหน้า แล้วตอบว่า อยากได้ เพราะไปไหนได้สะดวก สามารถไปเรียนที่กรุงเทพฯ ได้

ส่วนเรื่องทุนเรียนฟรี เรื่องก็เงียบหายไป ทำให้ความฝันเขาเปลี่ยน

(ถึงตอนนี้ เรารู้สึกไม่ดีเลยกับนักการเมือง)

“จำได้ไหมเคยบอกพี่ว่าอยากเป็นนักบิน” พี่ประภาพันธ์ถาม

“คงเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะบัตรไม่มี แม่ก็ทำงานหนัก”

พี่นักข่าวตามไปถึงบ้าน พ่อบอกว่า “ค่าเรียนเดือนละประมาณ 3-4 พัน ถือว่าก็หนัก สำหรับพ่อที่รับจ้างทำงานก่อสร้าง”

หม่องบอกเพียงว่า อยากทำงานดีๆ ที่เลี้ยงพ่อแม่ได้ ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาก็ไปถ่ายภาพมุมสูงร่วมกับสมาคมหนูน้อยเจ้าเวหา ก็สนใจอยากทำงานแบบนี้ครับ

พี่นักข่าวสรุปว่า แม้ความฝันในวัยเด็กของ หม่อง ทองดี จะเปลี่ยนไป พร้อมๆ กับโอกาสดีๆ ในชีวิต ที่ผู้ใหญ่ใจดีเคยรับปากว่าจะหยิบยื่นให้ แต่เด็กไร้สัญชาติคนนี้ยังคงมุ่งมั่นตามหาฝันอันใหม่ ที่เจ้าตัวเชื่อว่าจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้ด้วยสมองและสองมือของตัวเอง

ขอบคุณครับ สำหรับ ประภาพันธ์ ลอมศรี สำนักข่าวไทย ที่เอาสิ่งดีๆ มานำเสนอ แม้จะสะเทือนใจ แต่มันก็เกิดขึ้นจริง

รัฐบาลครับ ปัจจุบัน เราเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เปิดประเทศ ให้คนชาติต่างๆ ทะลักเข้าไทย แต่ทำไมเราไม่ดูแลชาวเขาชาวดอย “หวงสัญชาติ” อย่างไม่เข้าท่า ปิดโอกาสทางการศึกษา ปิดการเข้าถึงด้านสุขภาพ และอื่นๆ

อย่าลืมนะครับ ประเทศไทย ไม่ใช่ของคนไทยเท่านั้น ยุคก่อน เราก็อยู่กับ ขอม มอญ ละว้า ในยุคปัจจุบัน ประเทศเป็นของทุกชีวิตที่เกิดบนแผ่นดินนี้ อย่าทอดทิ้งกันจนเกิดปัญหา ไม่มีการศึกษา ไม่มีงาน ชาวดอยถูกชักนำไปขนยาบ้า อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่

อยากให้กรณีของ “น้องหม่อง” เป็นกรณีศึกษา อ้าแขนรับพวกเขา ให้เป็นพวกเรา ทำดีต่อกัน ก่อนที่ทุกชีวิตทั้งรวยทั้งจน จะตายจากกัน

อีกเรื่องครับ ชายฉกรรจ์นับร้อย ไปรุมตีชาวบ้านที่เป็น “ชาวเล” ให้พ้นพื้นที่หาดราไวย์ ของเกาะภูเก็ต เพราะนายทุนเจ้าของเอกสารสิทธิ์ ต้องการที่แปลงนี้ไปทำธุรกิจ

เรื่องก็คล้ายกับกรณีของน้องหม่อง

เพราะชาวเล อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่พอที่ดินมีราคา นายทุนก็เข้ามา โดยอาศัยกฏหมาย ไล่ที่เจ้าของเดิมแบบไม่มีทางสู้ ปิดแม้กระทั่งทางเดินของพวกเขา

รัฐบาลไหนๆ ก็ไม่เหลียวแล มาให้คำหวานหลอกลวงไปวันๆ

เกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินระหว่างชาวเลกับนายทุนที่นำชายฉกรรจ์มาทำร้ายชาวเลนั้น ข้อสงสัยประการสำคัญก็คือกลุ่มนายทุนที่ว่านั้นเป็นใคร

เห็นชื่อที่สำนักข่าวทีนิวส์ ไปค้นมา ต้องยอมรับว่านายทุนกลุ่มนี้ ใหญ่มากๆ มาในนามของ บริษัทชื่อ บารอน เวิลด์ เทรด จำกัด โดยมีเอกสารสิทธิที่ดินยืนยันการครอบครอง

เพียงแค่ชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเพียงชื่อเดียว เราก็รู้ว่า “ชาวเล” หมดโอกาส

ทางรอดพอมี หากปาฏิหาริย์มีจริง นั่นคือความกล้าหาญของรัฐบาล ที่จะเข้ามาจัดการ

เราเห็นว่า การที่ประเทศไทยมี “ชาวเล” เป็นความงดงาม ของวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในพื้นถิ่นของหมู่ชน

ทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของแผ่นดินไทย ไม่ว่าคุณจะเป็น ขาวไทย ชาวลาว ชาวแขก ชาวจีน ชาวเขา ชาวเล เซมัง ซาไก ฯลฯ    

ชาวเล มอแกน มอแกลน และอูรัคลาโวย เป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม อยู่กับทะเลอันดามันมากว่า 300 ปีนะครับ เป็นชาติพันธุ์ที่เป็นมิตร และน่ารัก  

“ชาวเล” ก็เป็นคนที่นี่ เกิดและตายที่นี่ ถ้ากฏหมาย ให้ความเป็นธรรมกับมนุษย์ กฏหมาย “คอมมอน ลอว์” ก็ต้องคุ้มครองปกป้องพวกเขา “คนกลุ่มน้อย” ที่น้อยมากๆ ไม่มีกำลังจะสู้รบปรบมือกับใครได้

สำหรับกรณีพิพาทระหว่าง ชาวเล กับนายทุน จนหัวร้างข้างแตก ตามที่เป็นข่าว จะต้องไม่จบด้วยการเรียกสองฝ่ายมาเจรจา เพื่อให้ชาวเลแพ้ซ้ำซาก

เพราะพละกำลังในระดับผู้ว่าฯ เอาไม่อยู่

ตอนแรกหลงคิดว่า ถ้าคนท้องถิ่นบ้านเรา ลงขันรวมหุ้นกันซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อยกให้เป็นที่สาธารณะ เราคิดว่าหลายคนพร้อมที่จะลงขัน เราก็ยินดีจะร่วมด้วยแน่นอน แต่เมื่อเห็นชื่อบริษัท เห็นชื่อผู้ถือหุ้น ต่อให้คนภูเก็ตทั้งเกาะ และคนจากจังหวัดต่างๆ มารวมกัน ก็สู้เขาไม่ได้

แต่ทางที่ดี เราอยากเห็นมากๆ คือ คิดว่ารัฐต้องออกมาแก้ปัญหานี้ อย่างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กล้าหาญและทันท่วงที

ยึดอำนาจก็ยึดแล้ว มาตรา 44 ก็มีแล้ว คงเหลือแต่ความกล้าและมนุษยธรรม ที่จะปกป้องเพื่อนมนุษย์

 ขอให้ถอนเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดิน “ริมเล” อย่าให้ มนุษย์สายพันธุ์นายทุน กลายเป็นผู้กว้างขวาง มีอำนาจเหนือมนุษย์สายพันธุ์อื่นๆ บนแผ่นดินเดียวกัน 

หรือ ถ้าเบาหน่อย ก็ควรเวนคืนที่ดินปัญหานี้ (จ่ายเงินชดเชยก็ได้) ให้คืนกลับมาเป็นที่สาธารณะ

ถ้ารัฐบาลทำเรื่องนี้ เราจะรักคุณมากๆ

อยากให้ช่วยกันปกป้องดูแล “ชาวเล” จัดหาที่อยู่ที่ไม่เป็นสลัม ให้การศึกษาเยาวชนให้เป็นเรื่องเป็นราว จัดระเบียบ แต่คงคุณค่ารักษาประเพณี ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมชาวเล หรือชาว “ไทยใหม่” ให้ชาวไทย และชาวโลกได้ศึกษา มาดู มาเห็นด้วยตา

อย่าดูแลแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ให้อยู่ตามยถากรรม หรือตามมีตามเกิด

ช่วยชนกลุ่มน้อย ไม่ว่าบนเขาหรือในทะเลให้เขามีความสุข ก็เปรียบเสมือนปกป้องคุณค่าความเป็นคนไทย ที่เห็นค่าความเป็นมนุษย์ บนความเท่าเทียมกันครับ