Get Adobe Flash player

การแสดงความรู้สึกที่มีค่า โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ลงนามคำสั่งปรับรูปแบบการถามคำถามนายกฯ และรองนายกฯ มายังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดให้ถามผ่านไมโครโฟนได้แค่ 4 คำถาม

พร้อมต้องแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และต้นสังกัดก่อนทุกครั้ง ส่วนประเด็นย่อยอื่นๆ ต่อจากนี้จะให้โฆษกประจำสำนักนายกฯ ผู้ช่วยโฆษกประจำกระทรวง และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง โดยเริ่มหลังการประชุมวันที่ 16 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป และจะพยายามใช้รูปแบบนี้ในทุกครั้งที่มีการให้สัมภาษณ์

สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ

ทำให้วงการสื่อฯ มองเห็ได้ชัดเจนความห่างเหิน ระหว่างนายกฯ กับสื่อฯ ที่มีช่องว่างมากขึ้น

ถ้าย้อนไปช่วงที่นายกท่านนี้เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ จะเห็นว่าการสนทนามีบรรยากาศดีมาก จะได้ยินเสียงหัวเราะตลอดเวลา

ในแต่ละวันสื่อสื่อสายทำเนียบ ต่างรอคอยช่วงเวลาที่อบอุ่นนั้น ชาวบ้านเองก็รอดูจากข่าว ว่าวันนี้นายกจะตอบคำถามด้วยข้อมูลผสมอารมณ์ขันอย่างไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายก อาจทำงานหนักเกินกำลัง หรือฝ่ายที่เห็นต่างกับนายก ออกมาพูดจาโต้แย้งมากขึ้น ทำให้นายกเครียด

และตัดพ้อเสมอว่า ทำไมสื่อจึงให้ความสำคัญกับคนพวกนั้น

ทำให้นายกฯ “เกิดอารมณ์เสีย” จากน้อยไปหามาก และยิ่งมากขึ้น ในการตอบคำถาม จนมองว่า สื่อฯ คือฝ่ายตรงข้ามกับนายกเสียเอง

คนเป็นสื่อสายทำเนียบ ก็คงผิดหวังไม่มากก็น้อย กับท่าทีที่เปลี่ยนไป คำถามถูกมองว่าซ้ำซาก ไม่สร้างสรรค์ แม้แต่ชาวบ้านที่ติดตามข่าว ก็ยังอยากให้บรรยากาศดีๆ แบบเดิมกลับคืนมา

แต่นายกนอกจากจะไม่กลับ ยังเปลี่ยนไป แม้ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ นายก ยังได้กล่าวว่า

อย่ามองเลือกตั้งอย่างเดียว ถือเสียงส่วนใหญ่ ไม่สนใจส่วนน้อย เรียกร้องสิทธิอย่างเดียว ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกัน ไม่ช่วยตัวเอง ไม่เข้มแข็ง หรือเป็นการทำอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมาย หรือแสดงความเห็นต่าง ความไม่ร่วมมือ ตามสื่อ ตามโซเชียล-มีเดีย โดยที่ไม่มีข้อมูล ข้อเท็จจริง ตนคิดว่าหลายๆ อันผิดกฎหมายนะ ซึ่งกำลังดูอยู่

การพูดจาที่ไม่มีสาระ ไม่มีหลักฐานนี่ พูดเรื่อยเปื่อย อาจจะผิดกฎหมายด้วย

“ไม่ได้ขู่ เดี๋ยวหาว่าผมขู่อีก ผมไม่ชอบ คำ 2 คำนี่ ขู่ หรืออะไร จ้อ โม้ อะไรทำนองนี้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมเป็นทหาร ผู้บัญชาการทหารบกเก่า ผมเป็นหัวหน้าคณะปฏิรูป ไม่ใช่หมู หมา กา ไก่ เพราะงั้นจำไว้ด้วย”

ความรู้สึกไม่พอใจนี้ ได้สะท้อนออกมา จากการพูดที่น้อยลง รวมทั้งการเดินหนีไม่ตอบคำถาม

ทีมโฆษกฯ ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็คงรู้สึกได้ กับความรู้สึกผิดหวังของบรรดาสื่อ จึงได้ออกมาขยายความว่า

การปรับปรุงรูปแบบการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น มีคำสั่งมาจากสำนักเลขาธิการนายกฯ ไม่ได้มีเจตนาที่ปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อต้องการให้เกิดความหลากหลายในเรื่องการถามคำถาม ให้ทุกสำนักข่าวได้มีสิทธิ์ถามอย่างเท่าเทียม ไม่อยู่ที่กลุ่มเดียว

ทั้งนี้ ต้องการให้ประเด็นคำถามนั้น ขอให้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นประเด็นใหญ่ของเรื่องนั้น ส่วนประเด็นอื่นๆ อยากให้สื่อมวลชนไปสอบถามโฆษกประจำกระทรวงต่างๆ ที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีการสร้างความรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน

รัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศในการสร้างการรับรู้ และตอบคำถามสื่อเป็นไปด้วยดี เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในช่วงสำคัญ

ต่อมา พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้มาชี้แจงเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้

ว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่สบายใจกับคำถาม ซึ่งสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเกิดจากตัวผู้ให้ข่าวหรือสื่อมวลชน สำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯ จึงได้เขียนข้ออนุมัติหลักการ เรื่องการกำหนดกติการ่วมกันว่า ผู้ให้สัมภาษณ์จะเล่าในสิ่งที่อยากเล่า โดยเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ 3-4 คำถาม โดยขอให้แจ้งชื่อ-นามสกุล และสำนักข่าวเหมือนผู้นำต่างประเทศ ส่วนที่มีหนังสือลงนามนายกฯ ออกมานั้น เป็นการลงนามอนุมัติหลักการ

“เพราะทหารก่อนทำอะไร ต้องมีหลักการและรายงานให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ เพื่อตามใจผู้จัดและไม่ขัดใจผู้ฟัง”

การที่นายก ไม่ตอบคำถามสื่อ หรือสร้างกลไกออกมากำหนด สำหรับเราไม่เห็นด้วย ไม่เห็นว่าจะเกิดผลดี แต่พูดไปก็เหมือนติเรือทั้งโกลน

แต่เรากลับเชื่อในกระบวนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

เรามองว่า ในขณะที่นายก กำลังเรียกร้องการปรองดองของคนในชาติ แต่นายกกลับทนไม่ได้กับความเห็นต่าง มีพื้นฐานของอารมณ์ที่ไม่ปรองดองเสียเอง

พูดจากันดีๆ ก็ได้เพราะสื่อก็ไม่ใช่คนอื่นไกล ตรงกันข้าม สื่อจำนวนมากเลือกยืนข้างนายกด้วยซ้ำ

อยากยกเอานิทาน “นุสนธิ์บุคส์” ในโลกโซเชียลมีเดีย เรื่อง “หญิงสาวชาวเหนือแต่งงานกับหนุ่มใต้” มาเป็นอุทธาหรณ์

หญิงสาวไม่ทานเผ็ด แต่หนุ่มใต้ขาดเผ็ดไม่ได้ มีอยู่วันหนึ่ง หญิงสาวกลับบ้านแม่ พ่อของเธอซึ่งชอบทานเค็มเป็นคนทำอาหาร

เมื่อถึงเวลาทานข้าว คุณแม่ของเธอถือถ้วยใส่น้ำร้อนมาใบหนึ่ง ก่อนทาน แม่ก็คีบอาหารผ่านน้ำร้อนในถ้วย จากนั้นถึงคีบเข้าปาก ทานอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่พูดอะไร เธอสังเกตสิ่งที่แม่ทำ จึงเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่จึงอยู่กันได้ยืดยาว

วันต่อมา.... เธอทำอาหารที่สามีชอบทาน แน่นอน แต่ละอย่างมีรสเผ็ดจัดจ้าน แต่ตรงหน้าของเธอ มีน้ำร้อนอยู่ถ้วยหนึ่ง สามีของเธอเห็นภรรยาคีบอาหารผ่านน้ำร้อน แล้วก็ทานอย่างเอร็ดอร่อย น้ำตาก็รินขึ้นมา

วันต่อมา สามีของเธออาสาทำอาหารบ้าง แต่อาหารที่เขาปรุงไม่มีอะไรที่เผ็ดเลยสักอย่าง แต่ว่า ตรงหน้าของเขา มีจานเล็กๆ มีพริกอยู่เต็มจาน ทุกครั้งที่เขาตักข้าวเข้าปาก เขาก็จะหยิบพริกในจานนั้นตามเข้าปากไปด้วย ทุกคำข้าวอร่อยเหมือนเดิม...

เพื่อชีวิตร่วม เขาเลือกที่จะเพิ่มจานพริก เธอเลือกที่จะเพิ่มถ้วยน้ำร้อน นี่คือปรัชญาในการร่วมชีวิต

หรืออย่างนิทานจากคลิป เรื่อง “ชายตาบอดขอทาน กับหญิงคนหนึ่ง”

ชายคนนี้นั่งขอทานอยู่บนทางเท้า ในย่านที่มีผู้คนเดินผ่านขวักไขว่ โดยเขียนข้อความบนกระดาษลัง ว่า I am Blind Please Help ซึ่งหมายถึง  “โปรดเมตตาคนตาบอด” ซึ่งก็มีผู้ให้เงินบ้างประปราย

ต่อมาหญิงคนหนึ่ง มาเห็นแล้วเธอก็เขียนป้ายให้ใหม่ และได้สร้างความประหลาดใจให้กับชายตาบอดคนนี้ เป็นอันมาก

เพราะมีผู้หยอดเหรียญลงในกระป๋องมากมาย จนต้องถ่ายลงกระเป๋าครั้งแล้วครั้งเล่า

หญิงคนนั้นกลับมายืนตรงหน้าอีกครั้ง เมื่อเขาเอามือไปสัมผัสรองเท้าก็จำได้ จึงถามเธอว่า “คุณทำอะไรกับป้ายของผม”

หญิงคนนั้นตอบว่า “มันเหมือนเดิม แต่ใช้คำต่างกัน”

ซึ่งป้ายใหม่เขียนไว้ว่า

“มันเป็นวันที่สวยงาม แต่ผมมองไม่เห็น” It a Beautiful day and I Can’t see it.

เพราะฉะนั้น คำพูดที่เข้าไปสู่หัวใจผู้อื่น จึงมีค่า ซึ่งถ้าเป็นไปได้ นายก น่าจะเริ่มต้นพูดจาดีๆ ในฐานะที่ท่านเป็นใหญ่ เป็นอดีตผบ.ทบ.แม้กับคนที่ถูกจัดในประเภทหมูหมากาไก่ ก็ตาม เพื่อความรู้สึกที่ดี และเพื่อสิ่งดีอื่นๆ ที่จะตามมาโดยไม่ต้องเพิ่มระเบียบ หรือตั้งกฏ มาบังคับ.

...............................