Get Adobe Flash player

เรื่องของเด็กหญิงคนหนึ่ง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ความจน ความไม่ทัดเทียมของคนในสังคมมีอยู่มากมาย ที่นำมากล่าวถึงได้ไม่หมด ในแต่ละวัน จะเห็นข่าวผู้คนยากไร้ ตกทุกข์ได้ยาก ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้างอยู่เสมอ

ซึ่งภาวะตรงนี้ ถ้าชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ช่วยกันสอดส่องดูแล ช่วยกันแบ่งเบา ความทุกข์ยาก ก็จะเบาบางน้อยลง

วัดสำคัญยิ่ง เรามีโบสถราคาหลายสิบล้าน วัดเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวได้ แต่มีจำนวนน้อยเหลือเกิน ที่วัด ดูแลทุกข์สุขของลูกหลานชาวบ้านที่ตกระกำลำบาก

โรงเรียน ก็เป็นหลักได้มาก ครูจำนวนมาก ที่รู้ถึงสภาพความเป็นไปของลูกศิษย์ การได้พบปะพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้รับรู้ถึงปัญหา

อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้คนในชุมชน ถ้าสอดส่องกันจริงจัง ก็ถือว่าได้ร่วมด้วยช่วยกัน

อย่างเช่นเรื่องนี้

มีเด็กหญิงคนหนึ่ง เช่าบ้านอยู่กับยายอายุ 80 ปี ต้องลาออกจากโรงเรียน เพราะไม่มีเงินเรียนต่อ เรื่องน่ารันทดของเธอ ถูกเปิดเผยออกมา โดยพล.อ.ต. นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา 

ได้โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว Ittaporn Kanacharoen เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 โดยระบุว่า มีจดหมายเวียนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปราจีนบุรี โดยเป็นเรื่องราวของครอบครัวของคุณหมอรายหนึ่งชื่อ คุณหมอกฤษฎา วงศ์ดีเลิศ อดีตแพทย์โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2545 ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด

ซึ่งคุณหมอรายดังกล่าวเป็นพ่อของ เด็กหญิงอารดา วงษ์ดีเลิศ และด้วยการจากไปของคุณหมอกฤษฎา ทำให้ชีวิตของเด็กหญิงอารดา ต้องอยู่กับย่าวัย 80 ปี ด้วยความยากลำบาก และไม่ได้เรียนต่อเนื่องจากไม่มีทุนในการเรียนต่อ ซึ่งเธอได้เขียนเรียงความเอาไว้และได้รางวัลชนะเลิศเรียงความในวันแม่เมื่อ 4 ปีก่อน

โดยเด็กหญิงอารดา วงศ์ดีเลิศ ได้ระบุว่า แม่ของเธอประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตในขณะที่เธออายุได้เพียง 5 เดือน ซึ่งพ่อและย่าก็ได้เลี้ยงดูเธอมาอย่างดีโดยที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าขาดแม่ แต่พออายุได้ 2 ขวบ ขณะที่พ่อรักษาคนไข้โดยไม่ได้ใส่ผ้าปิดปาก ปรากฏว่าพ่อถูกคนไข้อาเจียนใส่ทำให้เชื้อโรคเข้าทางปาก ซึ่งพ่อไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองจึงไม่ได้ทานยา จนกระทั่งพ่อเริ่มล้มป่วย และเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น และตั้งแต่นั้นมาตนก็ได้ใช้ชีวิตอยู่กับย่าที่มีอายุ 75 ปี ซึ่งย่าไม่เคยทอดทิ้ง และตนก็อยากจะดูแลย่าแทนพ่อให้ดีที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ต. นพ.อิทธพรจึงขอให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนๆ พี่น้องใน กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันที่จบมา เพื่อพิจารณาช่วยลูกหมอกำพร้าด้วยตามสมควร และอาจต้องมีมาตรการต่อไปในอนาคตสำหรับกรณีเหตุการณ์เช่นนี้

ชนะเลิศเรียงความวันแม่ เรื่อง “ชีวิตของลูกกำพร้า” ของ เด็กหญิงอารดา วงษ์ดีเลิศ อายุ 11 ปี ม.1/1 โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใหม่ท่าพาณิชย์) ต.กบินทร์ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี.....

สวัสดีท่านผู้ปกครอง และคุณครูที่เคารพรักทุกท่าน หนูชื่อ เด็กหญิงอารดา วงษ์ดีเลิศ ขณะนี้หนูกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 หนูอยากเล่าชีวิตของหนูให้ทุกท่าน และเพื่อนทุกคนได้รับรู้ว่าชีวิตที่ขาดทั้งพ่อและแม่เป็นอย่างไร แต่ยังโชคดีที่หนูมีคุณย่าเลี้ยงหนูมาแทนคุณพ่อและคุณแม่ได้อย่างดีที่สุด

คุณพ่อของหนูชื่อ นายแพทย์กฤษดา วงษ์ดีเลิศ เรียนจบจากคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการทำงานมาหลายจังหวัด ครั้งล่าสุดย้ายมาเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ จังหวัดปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. 2544 ส่วนแม่ของหนูชื่อ คุณแม่อารมณ์ วงษ์ดีเลิศ มีกิจการเปิดร้านเสริมสวยอยู่ที่กรุงเทพฯ หนูเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว คุณพ่อและคุณแม่ของหนูก็เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว เมื่อทุกท่านฟังแล้วชีวิตของหนูน่าจะสมบูรณ์พร้อม แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน

คุณย่าเล่าให้หนูฟังว่าหนูกับญาติของแม่เดินทางไปทำธุระที่ต่างจังหวัด รถเกิดอุบัติเหตุ ทุกคนในรถเสียชีวิตพร้อมกันหมด เหลือเพียงหนูซึ่งมีอายุได้เพียง 5 เดือน รอดชีวิต หนูยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ที่คุณพ่อไม่ได้เดินทางไปด้วย

คุณพ่อของหนูเป็นแพทย์ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เคารพในจรรยาบรรณแพทย์อย่างเคร่งครัด มีจิตใจดี หลายครั้งที่รักษาคนไข้ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

คุณพ่อกับคุณย่าเลี้ยงหนูมาด้วยความรักและความเมตตา ไม่ทำให้หนูรู้สึกว่าขาดแม่ แต่ชะตาฟ้าลิขิตเล่นตลกกับครอบครัวหนู เมื่อหนูอายุได้ประมาณ 2 ขวบ คุณย่าเล่าว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับครอบครัวของหนูอีก วันหนึ่งคุณพ่อรักษาคนไข้ที่มีอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต ด้วยความเป็นห่วงคนไข้

ขณะที่พ่อกำลังปั๊มหัวใจให้คนไข้ คุณพ่อไม่ได้ใส่ผ้าปิดปาก ปรากฏว่าคนไข้ได้อาเจียนใส่คุณพ่อทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ทางปาก คุณพ่อไม่ได้คำนึงความปลอดภัยของตนเอง จึงไม่ได้ทานยาเพื่อป้องกัน

ต่อมาไม่นานคุณพ่อก็เริ่มป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วลามไปที่สมองอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดก็เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 30 กว่าปี เท่านั้น ซึ่งขณะนั้นหนูเองก็ยังจำหน้าพ่อไม่ได้ เพราะหนูก็มีอายุเพียง 2 ขวบ เท่านั้น

หนูไม่เข้าใจว่าครอบครัวของหนูทำเวรกรรมอะไรไว้ ถึงต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้

ปัจจุบันนี้หนูมีเพียงคุณย่าที่มีอายุถึง 75 ปี ส่งเสียเลี้ยงดูให้หนูได้เรียนหนังสือ โดยมีอาชีพขายขนมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประทังให้สองชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ หนูสงสารคุณย่ามาก สิ่งที่หนูทำได้ดีที่สุดในเวลานี้คือ ตั้งใจเรียนหนังสือ เป็นเด็กดี ช่วยเหลือคุณย่าทุกอย่างเท่าที่เด็กอายุขนาดหนูพึงจะทำได้ ขณะนี้หนูอาศัยอยู่ที่บ้านของคนอื่นที่เขาให้ความเมตตา โดยที่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันเลย

ทุกเย็นหนูกับย่าจะมาช่วยกันขายขนมบนทางเท้า ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน

ทุกวัน ต้องพยายามขายให้หมดไม่หมดก็ขาดทุน เพราะครอบครัวของหนูมีเงินน้อยมากแค่หมุนขายของไปวันๆ เท่านั้น

หลายครั้งมีผู้ใจบุญมาช่วยซื้อขนมจนหมด ทุกวันนี้หนูได้รับความเมตตาจากโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใหม่ท่าพาณิชย์) แห่งนี้เป็นอย่างมาก ครูทุกคนให้ความเอ็นดู หนูได้รับทุนการศึกษา ได้รับประทานอาหารกลางวันฟรี รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ โรงเรียนจ่ายให้หนูหมด แต่หนูไม่รู้ว่าเมื่อหนูจบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้แล้วชีวิตหนูจะเป็นอย่างไรต่อไป

หนูคิดแต่เพียงว่าการศึกษา และความรู้เท่านั้นที่หนูจะสามารถนำไปแลกกับการทำงานในอนาคตได้

ท่านทั้งหลาย และเพื่อนๆ ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ หลายคนมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความพร้อมในการเรียน

หนูอยากจะบอกทุกคนว่า เมื่อมีโอกาสแล้ว ขอให้ตั้งใจเรียนหนังสือ และรักคุณพ่อ คุณแม่ให้มากๆ

อย่าให้เหมือนกับหนูที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่ให้รัก

แต่หนูมีคุณย่าที่ประเสริฐที่สุด ที่ไม่เคยทอดทิ้งหนูเลย เราสองคนทุกข์สุขมาด้วยกัน

หนูสัญญาว่าหนูจะดูแลคุณย่าแทนคุณพ่อหนูอย่างดีที่สุดที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างหนูจะทำได้

ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่อดทนฟังประวัติชีวิตของหนู สวัสดีค่ะ

เด็กหญิงอารดา วงษ์ดีเลิศ

.............................................