Get Adobe Flash player

ความปรองดองจะไม่เกิดขึ้น โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

 

ในสังคมบ้านเรา หลายคนยังใฝ่ฝันที่จะเห็นความปรองดองภายในชาติ ไม่ต้องถึงขนาดว่าอะไรก็ว่าตามกัน ขอเพียงมีอะไรก็หันหน้ามาพูดจา เอาใจเขาใส่ใจเรา ถ้อยทีถ้อยอาศัย ร่วมกันแก้ปัญหา

แต่ในความเป็นจริง ผู้คนได้ก้าวพ้นยุค “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” หรือยุค “ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อน” มาสู่ยุค “ทุกคนมีสิทธิ์” และขอใช้สิทธิ์ เมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดจนไม่สามารถยอมรับกันได้ เมื่อนั้นความไม่ปรองดองก็จะเกิดขึ้นตามมา

เราจึงเห็นว่า ความขัดแย้งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกัน

ในโลกโซเชียลมีเดีย เป็นศูนย์รวมความเห็นที่แปลกแยก บ่อยครั้งที่ความเห็นไม่ตรงกัน ก็ใช้เวที่แห่งนี้ สาดใส่กันแบบไม่ยั้ง ทั้งกระบวนการทางความคิดและบ่อยครั้งที่มีภาษารุนแรง ที่เกิดจากอารมณ์ชิงชัง

ที่สำคัญมักมีฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาผสมโรง ไม่เกี่ยวข้องแต่รู้เรื่อง ยังไม่เป็นไร แต่ไม่เกี่ยวแลัวไม่รู้ เพียงได้ยินเขาว่ามา แล้วก็เชื่อทันที่ ด่าทันที หรือถูกผิดไม่รู้ ถ้าไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็อัดเอาไว้ก่อน สองประเภทหลังนี้ ทำให้สังคมป่วนได้

เราจึงมองว่า ความปรองดองไม่น่าจะเกิด

เอาแค่สื่อที่ประจำทำเนียบรัฐบาล กับตัวนายกรัฐมนตรี ในยุคสี่คำถาม หรือถามมาก็สวนไปแบบคำต่อคำ ก็น่าจะปรองดองลำบากแล้ว

ความจริง “การปรองดอง” ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่ประการใด เพราะความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน ความชอบที่ต่างกัน เป็นธรรมชาติของมนุษย์

การอยู่กันด้วยความเห็นต่าง ต่างหากที่จำเป็น

คุณเห็นอย่างไร ก็เป็นสิทธิของคุณ เธอเห็นต่างก็เรื่องของเธอ แต่ทั้งสองฝ่าย ต้องไม่ละเมิด หรือล้ำเส้นกัน โดยมีกฏหมายเป็นตัวควบคุม เมื่อมีการก้าวล่วงเกินขอบเขต

แล้วเมื่อใดที่จำเป็นจะต้องตัดสินถูกผิด ถึงตอนนั้นจึงจะต้องมีกระบวนการตัดสิน อาจเป็นเสียงข้างมาก หรือกติกาใดแล้วแต่สังคมจะเป็นผู้กำหนด

ฟังเหมือนยาก แต่อารยประเทศต่างๆ เขาก็ใช้วิธีทำนองนี้

เรื่องของ “การบินไทย” ขาดทุน ก็เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมาตลอด การยกเลิกเที่ยวบินกรุงเทพฯ- ลอสแอนเจลิส ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายเสียดาย

และอยากรู้ว่าปัญหามันมาจากไหน ทำไมสายการบินอื่นๆ เขาบินได้ แต่ทำไมการบินไทยถึงบินไม่ได้ และทำไมถึงได้ขาดทุนยับเยินจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวแบบนี้

แต่จากการติดตามข่าวสาร ก็พบว่า ความเห็นขัดแย้งกันมายาวนานนั้น ส่วนใหญ่ มาจากคนนอก กับคนนอกแทบทั้งสิ้น จึงไม่ค่อยรู้ว่า คนใน เขาเห็นอย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข่าวค่อนข้างจะดีออกมาว่า “การบินไทย” ขาดทุนลดลง

จากการเปิดเผยของ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ภายหลังผลดำเนินงานประจำปี 2558 ว่า

การบินไทยมีรายได้รวม 189,000 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 13,047 ล้านบาท แต่ดีกว่าปีที่ผ่านมา 15,573 ส่วนการดำเนินงานธุรกิจการบินขาดทุน 1,304 ล้านบาท แต่ดีกว่าการขาดทุนในปี 2557 ที่อยู่ที่ประมาณ 23,019 ล้านบาท

โดยการดำเนินงานที่ขาดทุนส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากบริษัทมีค่าใช้จ่ายพิเศษตามโครงการตามแผนปฏิรูปและการด้อยค่าของเครื่องบิน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารงานที่สะสมมาจากก่อนหน้านี้

ทั้งนี้แผนการดำเนินงานในปี 2559 การบินไทยจะเน้นขยายฐานรายได้จากลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งยังคงตั้งเป้าอัตราบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 80% โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 72% จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 68%

ส่วนแผนการรับมอบเครื่องบินใหม่ในช่วง 3 ปีนี้ รวม 14 ลำ อยู่ระหว่างเจราจรากับบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน ให้ชะลอการใช้จ่ายภายในองค์กรออกไปก่อน

รวมถึงเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ 3-4 เส้นทาง โดยเฉพาะในอาเซียน และมอสโคว์

รวมทั้งสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

แต่ในส่วนของการเพิ่มเส้นทางบิน ต้องรอผลการประเมินมาตรฐานการบิน จากสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา(FAA)อีกครั้งในปีหน้า

ก็ยังพอเห็นความหวัง

เอาละครับ คราวนี้เราลองมาฟัง ความรู้สึกของ “คนใน” ดูบ้าง

มีความเห็นถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว Atipoj Srisukhon Follow January 31, 2015 เป็นมุมมอง และความอัดอั้นตันใจของ “คนใน” ที่น่าสนใจทีเดียวครับ เขาให้ความเห็น (มีภาษาพ่อขุนรามฯ อยู่บ้าง) เอาไว้ว่า

ในโลกโซเชียล.......ด่ากันนักหนาว่าเอาภาษีกูไปอุ้ม วิจารณ์กันน่ะ รู้จริงหรือเปล่า ที่ผ่านมาห้าปี ไม่มีโบนัส ไม่ขึ้นเงินเดือน สองปีหลังเพิ่งได้ขึ้น 0.5% - 3% เท่านั้น

ตั้งแต่เปิดบริษัทมา ทำกำไรได้หลายพันล้านทุกปี กระทรวงการคลังสั่งห้ามแจกโบนัสเกิน 3 เดือน เงินกำไรส่วนที่เหลือ ทั้งหมดคลังเก็บเข้ารัฐหมดเอาไปใช้พัฒนาประเทศ

ในขณะที่รัฐวิสาหกิจด้วยกันเช่น TOT ไฟฟ้า การท่าอากาศยาน ทำไมสามารถแจกโบนัสได้ 6-11 เดือนล่ะ ชาวไทยได้ใช้เงินจากกำไรของการบินไทยมา 40-50 ปีแล้วนะ พอประสบปัญหาวิกฤตจากการบริหารหรือคอรัปชั่นจากคนระดับชาติทั้งหลายก็มาก่นด่าว่าสมควรเจ๊งบ้างล่ะ พนักงานแก่บ้างล่ะ สนุกปากเอามันกันไป เคยมาเห็นคนที่นี่ทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อยมั่งมั้ย SERVICE MIND น่ะ แอร์ไทยมาเป็นที่หนึ่ง การปฏิบัติการบินก็ยึด SAFETY เป็นที่หนึ่ง คุณจะซื้อตั๋วให้ถูกที่สุด!!!

จะเอาบริการดีที่สุด!!! มีกินตลอดทาง!!! จะเอาสะสมไมล์อีก!!! พอให้จ่าย บอกแพง จะเอาอะไรอีกมั้ย??!!

คนทำเจ๋งไม่ใช่พนักงาน... นักการเมืองกับบอร์ดทั้งหลายนั่นแหละตัวดีสงสารแต่คุณฉัตรชัย บุณยอนันต์ ที่สู้อุตส่าห์ฝ่าฟันอุปสรรค สร้างการบินไทยมาจนมีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งของโลก... แล้วก็ต้องมาฉิบหายขายชาติกันในมือนักการเมืองและผู้บริหารเลวๆ ไม่กี่คน

ผมยังขอยืนยันว่าสายการบินไทยยังเป็นหนึ่ง ในสายการบินที่ดีที่สุดในโลกเพียงแต่การเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ถูกพวกระยำไม่กี่คนทำให้เกิดผลในด้านลบมากกว่าด้านบวก ไม่เชื่อไปถามคนที่จ้างพนักงานมาเป่าแซ็คโซโฟนให้ตอนกินข้าวกลางวัน หรือพวกที่ชอบบินไปฮ่องกงไฟลท์เช้ากินข้าวกับห่านพะโล้เป็ดย่างแล้วบินกลับมาเซ็นชื่อกลับบ้าน หรือแม้แต่เครื่องต้องแวะโรมก่อนไป แฟรงเฟิร์ต นอกเส้นทางบิน แล้วเคเค ต้องมายืนแจกซองให้แต่ละรายหน้าประตูเครื่อง ท่ามกลางความสงสัยของผู้โดยสารว่า กูจะไปแฟรงเฟิร์ตแล้วพากูมาโรมทำไม

อยากให้ไปถาม อ. กับ ช. ว่า ทำบริษัทการบินไทยฉิบหายขนาดนี้ แล้วยังไม่รู้สึกรู้สาอีกเหรอ เพราะพนักงานเค้าไม่ได้ผิดอะไรเลย แล้วจะไปลอยแพเค้าทำไม

คุณ Atipoj Srisukhon จบความเห็นไว้เพียงแค่นี้ แต่สำหรับเรา ซึ่งเป็นคนอ่าน ยอมรับว่าเห็นใจ “คนใน” ที่มีความรัก และทุ่มเทให้กับองค์กร แต่ถูกนักการเมืองเข้ามา “ปู้ยี่ปู้ยำ” จนเกิดความเสียหายอย่างที่เห็น

เราไม่รู้หรอกครับว่า ใครคือ อ. หรือใครคือ ช. ถึงรู้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมโดยไม่ฟังความข้างเดียว

แต่จะปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสอบก็ไม่ได้ เราจึงเห็นว่า กระบวนการตรวจสอบ กระบวนการทางกฏหมาย ต้องเข้ามาจัดการตรงนี้ เพื่อให้ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายโดยประมาท หรือลุแก่อำนาจ ต้องรับผิดชอบ

ผิด เพราะวางแผนผิด ยังพอทำใจได้ แต่ผิดเพราะ “เจตนา” เข้ามาล้างผลาญ ก็ไม่ควรจะให้ลอยนวล

และความปรองดองจะต้องไม่เกิดขึ้น จะมีแค่ถูก หรือผิด โดยจะไม่ให้เป็นเหมือนมวยล้มต้มคนดู.

..............................................