Get Adobe Flash player

อำนาจสมัยจอมพล ป. โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมเกิดในยุคที่ประเทศไทย มีการปกครองระบอบเผด็จการ ในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และอยู่ภายใต้ระบอบนี้มากกว่าประชาธิปไตย แม้ประเทศไทยบอกชาวโลกว่าเรา เป็นประเทศประชาธิปไตยก็ตาม

วันก่อนได้อ่าน “ย้อนอดีตยุคเผด็จการครองเมือง: จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตอนที่ 1 จากlonesomebabe.wordpress.comไม่ทราบว่าท่านผู้ใดได้บันทึกไว้ โดยมีบางประเด็นที่น่าจะมาเล่าสู่กันฟัง

 เป็นยุคที่เรียกว่า“รัฐนิยม” และ“เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ถือเป็นยุคที่มีด้านสว่างและด้านมืดที่น่ากลัวสำหรับผู้ที่มีความเห็นไม่ตรงกับท่านผู้นำ อาจต้องติดคุกหรือตายอย่างง่ายดายโดยไร้หนทางที่จะเรียกร้องขอความเป็นธรรม

จอมพล ป. ผู้ยิ่งใหญ่ เกรียงไกร ได้รวบเอาตำแหน่งใหญ่สุดมาไว้กับตัวเองทั้งหมด จึงเป็นทั้ง จอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ

ครองอำนาจ เป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 8 ยุค ยึดอำนาจตัวเองก็เคยทำ อยู่ในตำแหน่ง รวม 14 ปี 11 เดือน 18 วัน

ผลงาน แปลกๆ ของจอมพลที่ชื่อแปลกคนนี้คือได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม

ให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน,ห้ามประชาชนกินหมาก สั่งโค่นต้นหมากถอนต้นพลูให้หมด, ให้ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน เปลี่ยนมานุ่งผ้าถุงแทน, สวมรองเท้าสวมหมวก หากผู้หญิงคนใดไม่ใส่หมวกจะถูกตำรวจจับและปรับ

ไม่ส่งเสริมศิลปะและดนตรีไทยเดิมแต่ส่งเสริมดนตรีสากล

มีการตัดตัวอักษรที่ออกเสียงซ้ำกัน ให้เปลี่ยนแปลงการสะกดคำมากมาย เช่น “กระทรวงศึกษาธิการ” เขียนเป็น “กระซวงสึกสาธิการ” “วัธนธัม” เป็นต้น

มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์และ พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ยศขณะนั้น)

โดย พล.ต.ต.เผ่า สร้างรัฐตำรวจ ตั้งอัศวินตั้งแต่แหวนเพชรปูนบำเหน็จรางวัลแก่นายตำรวจที่จงรักภักดีตน เป็นยุคอำนาจมืดครอบงำไทยมีการปราบปรามนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ ถูกคุมขัง ถูกลักพาตัว ถูกฆ่าโดยไม่มีกระบวนการยุติธรรมไต่สวนอย่างเป็นธรรม กลุ่มคนไม่กี่คนตั้งตนเป็นตุลาการตัดสินความด้วยอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ

รัฐบาลจอมพล ป.ได้จับกุมพลเรือนนักการเมืองสายเสรีไทย ได้แก่นายทิม ภูริพัฒน์, นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์,นายถวิล อดุล, นายฟอง สิทธิธรรม,นายเตียง ศิริขันธ์ ในข้อหา “กบฏแบ่งแยกดินแดน” จอมพล ป. ได้ปราศรัยทางวิทยุปลุกระดม ว่าขณะนี้มีผู้ไม่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง สมคิดกันเพื่อกบฏ ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอะไร

กุมภาพันธ์ 2492 เกิดกบฏวังหลวงสฤษดิ์-เผ่า ออกทำการกวาดล้าง

มีการบุกค้นบ้านผู้ต้องสงสัยและมีการสังหารโหดอย่างเช่น “พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข” ซึ่งเคยร่วมงานกับ “นายปรีดี พนมยงค์” ได้ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นพวกกบฏ โดย กองกำลังฝ่ายจอมพล ป.เข้าตรวจค้นภายในบ้าน เกิดเสียงปืนดังหลายนัด ผู้เข้าจับกุมให้การว่า พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ขัดขืนและกลายเป็นศพ เหมือนหลายๆ คดีที่ตำรวจมักกล่าวว่า ผู้ต้องหาต่อสู้เจ้าหน้าที่พนักงาน สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป

เพียงแค่สงสัยใครเป็นพวกนายปรีดี บุคคลนั้นก็ชะตาขาดเสียแล้ว

รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ที่จะโค่นอำนาจ “นายปรีดี พนมยงค์” และกลุ่มเสรีไทยแบบถอนรากถอนโคน เพียงแค่สงสัยใครเป็นพวกนายปรีดี บุคคลนั้นก็ชะตาขาดพล.ต.อ.เผ่า ปรามปรามประชาชนและนักการเมือง รวมถึงทหารที่เอาใจออกห่างคนแล้วคนเล่า ข้าราชการนายตำรวจและนายทหารหลายคนถูกพวกอัศวินของ พล.ต.อ.เผ่า สังหารโดยไม่มีความผิด

บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เสียงไทย ถูกลอบยิง ผู้นำกรรมกรถูกจับ สมาคมกรรมกรถูกค้นโรงเรียนจีนและนสพ.จีนถูกค้นหลายครั้ง ครูโรงเรียนจีนและนักหนังสือพิมพ์จีนถูกจับและถูกเนรเทศเป็นจำนวนมาก

รวมถึงการพัวพันสังหารโหด “หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์” นักการเมืองไทยมุสลิมผู้กล้าหาญแห่งภาคใต้ และ “นายพร มะลิทอง” ส.ส.สมุทรสาคร

มีการจับกุมตัว นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายถวิล อดุล,นายจำลอง ดาวเรือง,มีการค้นบ้าน ดร.เปลว ชลภูมิและจับตัวในเวลาต่อมา

คนทั้ง 4 ที่ถูกจับกุมเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน ทราบกันว่าเป็นสายเสรีไทยสนิทกับ “นายปรีดี พนมยงค์” และตายอย่างมีเงื่อนงำ

รถตำรวจ 3 คัน เบิกผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปสอบสวนระหว่างรถถึงถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 13 เสียงปืนดังแผดคำรามขึ้นหลายนัด แล้วผู้ต้องหาการเมืองทั้ง 4 ก็เสียชีวิตตรงนั้น ทุกศพมีรอยกระสุนคนละหลายนัด

โดยอ้างว่าโจรมลายูเข้าชิงตัวผู้ต้องหา

นายเตียง ศิริขันธ์เป็นบุคคลที่มีความห่วงใยในการศึกษาของชาวบ้าน กับเพื่อนครูอีก 2 คน คือนายปั่น แก้วมาตรและ นายญวง เอี่อมศิลาถูกจับข้อหามีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์

 ต่อมาในปีเดียวกัน นายเตียงกับนายปั่นถูกปล่อยตัว ส่วนนายญวงถูกตัดสินจำคุกพร้อมเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง

ในปี 2497นายเตียง ศิริขันธ์พร้อมคนขับรถถูกจับไปสังหารโหดที่กลางป่าจังหวัดกาญจนบุรี

พล.ต.อ.เผ่า สร้างรัฐตำรวจขึ้น ก่อตั้งตำรวจรถถังและยานเกราะ ตำรวจกองปราบ ตำรวจพลร่มและอื่นๆ พล.ต.อ.เผ่า มีความสนิทกับจอมพล ป. เป็นพิเศษ เคยเป็นทหารยศพันเอกแต่ถูกโอนมาคุมตำรวจ ไต่ตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ได้ทำการกวาดล้างเสี้ยนศัตรูทางการเมืองของจอมพล ป. อย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ตำรวจยุคนี้ได้มีส่วนในการเข่นฆ่า ขังลืม ขังห้องมืดนักโทษการเมืองรวมถึงสังหารโหด 4 รัฐมนตรีกลางถนนที่บางเขน นักการเมืองจำนวนมากต้องลี้ภัยหนีตายและหลบไปกบดานอยู่ในชนบท

พฤศจิกายน 2495 รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในความสงบทางวิทยุกระจายเสียง รัฐบาลได้ดำเนินการกวาดล้างจับกุมนัดคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์เป็นจำนวนมาก ในข้อหากบฏ อาทิเช่น

นายอารีย์ ลีวีระ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยพาณิชย์การ จำกัด, นายแสวง ตุงคบรรหาร บก.หนังสือพิมพ์สยามนิกร, นายบุศย์ สิมะเสถียร หนังสือพิมพ์ไทย, นายอารี อิ่มสมบัติ บ.กฺ. ธรรมจักรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ, นายเปลื้อง วรรณศรี, นายฉัตร บุณยศิริ, นายนเรศ นโรปกรณ์, นายมารุต บุนนาคและผู้ถูกกล่าวหารวม 104 คน เรียกว่า “กบฎ 10 พ.ย. 2495”

มีการวางแผนฆ่านักหนังสือพิมพ์ ในคืนวันที่ 6 กุมพาพันธ์ 2496 ศาลได้สั่งปล่อย นายอารีย์ ลีวีระ

แต่วันที่ 23 กุมพาพันธ์ ปีเดียวกัน นายอารีย์ได้เข้าสู่พิธีสมรสกับ นางสาวกานดา บุญรัตน์และเดินทางไปพักผ่อนที่หัวหิน จนเช้าวันที่ 9 มีนาคม 2496 เวลา 08.50 น. มีรถจี๊ปสีเขียวเข้าไปในเรือนพักของหนุ่มสาวคู่นี้ แล้วมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด แล้วรถดังกล่าวได้ขับออกไป ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เป็นฝีมือของอัศวินกับลูกน้อง

จอมพล ป. มักแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลของเขามีประชาธิปไตย เห็นความสำคัญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 26 กุมพาพันธ์ 2500 ปรากฏว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตอย่างเอิกเกริก เป็นที่มาของคำว่า พลร่มไพ่ไฟและการเวียนเทียนลงคะแนน

ประชาชนและนักศึกษาที่รักประชาธิปไตยพยายามต่อสู้แต่ก็มีอันธพาลทางการเมืองเข้ารุมซ้อม ทำให้ประชาชนบาดเจ็บมากมาย

ถูกระบุว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสกปรกที่สุดในประเทศไทย ผลการเลือกตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาได้ 86 เสียงจาก 160 เสียง

ขณะเตรียมจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเดินขบวนและออกใบปลิวโจมตี จอมพล ป. กับ พล.ต.อ.เผ่า ให้รับผิดชอบลาออก

จอมพล ป. ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินห้ามชุมนุมในที่สาธารณะและห้ามพิมพ์โฆษณาเกี่ยวกับการเมือง นักศึกษาธรรมศาสตร์ทำหนังสือเรียกร้องให้ผู้แทนฯ ลาออกจากตำแหน่ง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประท้วงด้วยการลดธงลงครึ่งเสา นักศึกษาทั้ง 2 แห่งกับประชาชนต่างลุกฮือบุกเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล

“สฤษดิ์” กับ “เผ่า” ขัดแย้งกันอย่างหนัก อำนาจของจอมพล ป. เริ่มพิกลพิการ ภายในพรรคเริ่มแตกแยกยากที่จะประสานผลประโยชน์กันต่อไปได้อีก

จอมพล ป. สั่งยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งของ “พล.อ.สฤษดิ์”

13 กันยายน 2500 พล.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจอมพล ป.และพล.ต.อ.เผ่า

จอมพล ป. หนีออกไปทางจังหวัดตราดผ่านกัมพูชา และลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่นและตายในเมื่อปี 2507 ที่บ้านพัก ชานกรุงโตเกียว อายุได้ 66 ปี

ส่วน พล.ต.อ.เผ่า หอบเงินออกนอกประเทศมากมาย ได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ติดทะเลสาบที่นครเจนีวา นิตยสารต่างประเทศฉบับหนึ่งจัดอันดับมหาเศรษฐี พล.ต.อ.เผ่า ติดอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ด้วย เป็นนกในกรงทอง แต่ก็หมดโอกาสที่จะกลับประเทศ

เป็นตำนานของจอมเผด็จการในโลกนี้มักมีจุดจบแทบไม่ต่างกัน