Get Adobe Flash player

คดีโจรกรรมเพชรซาอุฯ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เพชรซาอุฯ เป็นคดีโจรกรรมระดับโลก มีจำนวนเพชรล้ำค่าจำนวนมากมายมหาศาล เหตุการณ์นี้ ได้สร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศไทยอย่างมาก

ข่าวนายเกรียงไกร เตชะโม่ง อายุ 60 ปี ผู้ก่อเหตุโจรกรรมเครื่องเพชรของกษัตริย์ไฟซาล แห่งซาอุดีอาระเบีย ประกาศจะบวชแบบไม่มีกำหนดสึก เพื่ออุทิศบุญกุศลนี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีและผู้ที่ล่วงลับ ได้ทำให้คดีนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง

เขากล่าวว่า หลังจากติดคุกและพ้นโทษออกมาชีวิตก็ไม่เคยมีความสุขเลย ส่วนตัวคิดว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ของเพชรซาอุฯ

โดยพิธีอุปสมบทมีขึ้นที่วัดท่ามะเกว๋น อ.เถิน จ.ลำปาง

ที่น่าสนใจคือ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจที่สอบสวนคดีเครื่องเพชร ได้นั่งรถเข็นมาร่วมสร้างบุญกุศลในครั้งนี้ และเพื่อขอขมาในสิ่งที่เคยทำไว้

วิกิพีเดีย กล่าวถึงคดีโจรกรรมเครื่องเพชรฯ เมื่อปี 2532 โดยลูกจ้างชาวไทย คือนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ซึ่งทำงานในพระราชวังของกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย ถึง 2 ครั้ง โดยที่ด่านศุลกากรของทั้งสองประเทศไม่สามารถตรวจสอบได้ เครื่องเพชรดังกล่าวถูกนำมายังจังหวัดลำปาง หลังจากนั้นไม่นานรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ประสานมายังรัฐบาลไทย ขอให้ติดตามเครื่องเพชรประจำราชวงศ์ส่งคืน

เจ้าหน้าที่จับกุมนายเกรียงไกร ผลการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การว่า ได้แบ่งเครื่องเพชรให้กับเพื่อนที่มีส่วนรู้เห็น โดยไม่รู้ว่าแบ่งเครื่องเพชรชนิดและประเภทใดให้เพื่อนไปบ้าง เนื่องจากมีความรู้เรื่องอัญมณีน้อยมาก เมื่อนำเครื่องเพชรทั้งหมดกลับมาบ้านที่ลำปาง ก็ได้ทำการแยกเพชรกับทองแยกออกจากกัน โดยนำทองไปขายที่ร้านทองใน จ.ลำปาง และ จ.แพร่ ผลการสอบสวนเจ้าของร้านทองไม่ปรากฏว่าพบเห็น

ส่วนเพชรบลูไดมอนด์ นายเกรียงไกรไม่รู้จัก รู้แต่ว่าเพชรมีความแข็งมาก จึงลองทุบบางส่วน เม็ดไหนแตกก็ทิ้งไป เม็ดไหนไม่บุบสลายก็แยกไว้

นำเพชร พลอย อัญมณีอื่นๆ ที่แยกออกจากทองแล้วไปฝังดินไว้

บางส่วนทยอยขายให้แก่นายสันติ ศรีธนขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชร ย่านถนนเจริญกรุง

บางส่วนถูกนำไปขายต่ออีกทอดโดยมี พล.ต.อ. คนหนึ่ง ซึ่งเป็น อดีตรอง ผบ.ตร. ชอบค้าของเก่าและของมีค่า ร่วมมือกับนายสันติขายเพชรซาอุ แต่หลักฐานสาวไปไม่ถึงจึงลอยนวลอยู่จนทุกวันนี้

การให้การของนายเกรียงไกร กรณีเพชรบลูไดมอนด์ มีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน เพราะนำเครื่องเพชรออกมาเป็นจำนวนมากจนไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ครบถ้วน

ทั้งนายสันติ และภริยา ต่างยืนยันว่า ไม่เคยเห็นเพชรบลูไดมอนด์

(ซึ่งต่อมา ความตายของนางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ศรีธนขันฑ์ เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่า ผู้รับซื้อเพชร ต่างไม่เคยเห็นเพชรบลูไดมอนด์)

ผลสรุปของการสอบสวนคดีเพชรซาอุ มีข้อยุติว่า ไม่มีใครที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เคยเห็นเพชรบลูไดมอนด์อยู่ในเครื่องเพชรที่นายเกรียงไกรขโมยมา

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพชรบลูไดมอนด์ ไม่เคยมีอยู่ในประเทศไทย การกล่าวหากล่าวอ้างว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ครอบครองเพชรบลูไดมอนด์ไว้ จึงไม่เป็นความจริง

ที่สำคัญเจ้าชายหรือเจ้าหญิงของซาอุดิอาระเบีย ไม่รู้ว่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยมีชนิดหรือประเภทใดอย่างครบถ้วน เพราะเครื่องเพชรมีเป็นจำนวนมากที่อยู่ในครอบครองและที่ถูกขโมยมา ทั้งยอมรับว่าเครื่องเพชรที่ถูกขโมยมีทั้งของจริงและของปลอม ที่ซื้อจากห้างซึ่งทำอัญมณีประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงมาก ทั้งไม่ทราบว่าเครื่องเพชรอันใดเทียมหรือจริง

อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ มอบหมายให้ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ ออกติดตามเครื่องเพชรคืนให้แก่รัฐบาลซาอุดิอาระเบีย หลังจากนั้นเมื่อนายเกรียงไกร ถูกชุดสืบสวนของ พล.ต.ท.ชลอ จับกุมและนำตัวมาสอบสวนจนยอมรับสารภาพ และให้การถึงบุคคลที่รับซื้อเครื่องเพชรไป

เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับส่งไปดำเนินคดีที่ซาอุฯ ซึ่งมีโทษเพียงสถานเดียว คือ "แขวนคอ" ทำให้ศาลพิพากษาตัดสินจำคุกนายเกรียงไกร เตชะโม่งในข้อหาลักทรัพย์ 7 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 3 ปี 6 เดือน

ในช่วงเวลานี้ยังมีนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียคนหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้ชิดกับราชวงศ์ได้เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อสืบสวนหาเครื่องเพชรดังกล่าว แต่บุคคลนั้นถูกลักพาตัวและถูกฆ่า อีกสามเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สามคนจากสถานทูตซาอุดิอาระเบียถูกยิงเสียชีวิต และมือสังหารก็ยังคงลอยนวลมาจนถึงปัจจุบัน

การจับกุมนายเกรียงไกร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดิอาระเบีย เริ่มดีขึ้น โดย พล.ต.ท.ชลอ ได้รับการยกย่องจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ให้เป็นแขกพิเศษ และถูกยกให้เป็น "ชี้ค" อีกด้วย

หลังจากนั้น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินทางไปเยือนซาอุดิอาระเบียอย่างเป็นทางการ แต่กลับถูกทางการซาอุดิอาระเบีย ตอบกลับว่า "คุณเอาเพชรปลอมมาคืน แถมชุดที่เหลือยังหายไปอีกมาก แบบนี้แล้วเราจะสานความสัมพันธ์กันได้อย่างไร" ส่งผลให้ฝ่ายไทยต้องตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา ตามหาเครื่องเพชรอีกครั้ง

นักการเมือง ตลอดจนคุณหญิง คุณนาย และ "คนมีสี" หลายคนก็ถูกกล่าวหาว่ามีการจัด "ปาร์ตี้เพชรซาอุฯ" ในสโมสรแห่งหนึ่ง

ระหว่างนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ได้ว่าจ้าง "ชุดสืบสวนพิเศษ" เพื่อแกะรอยอย่างลับๆ ตามหาเครื่องเพชรราชวงศ์แห่งซาอุดิอาระเบีย

สำหรับเครื่องเพชรชุดที่ทางการซาอุดิอาระเบียต้องการมากที่สุด คือ เพชรสีน้ำเงิน หรือ "บลูไดมอนด์" เนื่องจากเป็น "เพชรอาถรรพณ์" แม้กระทั่งช่างที่เจียระไนก็ต้องมีอันเป็นไปสาบสูญไปจากโลก จึงเป็นเพียงเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียก็จะทรงจำได้เสมอ เพราะมีการทำตำหนิไว้ด้วยแสงอินฟราเรดอยู่ภายในใจกลางของเม็ด แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครหาพบ ซึ่งนายเกรียงไกรสารภาพกับนายโคจาว่า ได้โจรกรรมมาจริง แต่จำไม่ได้แน่ชัดว่าอยู่ในมือใครระหว่างพ่อค้าเพชรกับชุดจับกุม

กรณีตระกูลศรีธนะขัณฑ์

พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ กลับมาทำคดีนี้อีกครั้ง จากคำให้การของนายเกรียงไกร ที่บอกว่านำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยขายให้ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ เสี่ยเจ้าของร้านเพชร ซึ่งภายหลังถูกตำรวจในทีม พล.ต.ท.ชลอ ข่มขู่คุกคาม แต่นายสันติก็ไม่ยอมคืนเพชรให้

ในที่สุด พล.ต.ท.ชลอ ก็ตัดสินใจให้คณะทำงานตั้งด่านตรวจ หน้าซอยบ้านนายสันติ ระหว่างที่ภรรยาของนายสันติคือ นางดาราวดี กำลังจะไปส่งลูกชาย ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ที่โรงเรียน ทีมของพล.ต.ท.ชลอ ก็ได้จับทั้งคู่ไปกักขัง เพื่อบังคับให้นายสันตินำเพชรส่วนที่เหลือมาคืน

ซึ่งนายสันติก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ ว่าลูกและเมียถูกอุ้ม แต่ขังไว้นานเป็นเดือน ซ้ำตำรวจคนหนึ่งยังได้ข่มขืนภรรยาของนายสันติ ทีมตำรวจชุดนี้จึงฆ่าปิดปากสองแม่ลูก แล้วอำพรางคดีให้เป็นเหมือนกับเกิดอุบัติเหตุรถชน

ทีมสอบสวนชุดใหม่ สืบพบว่าเป็นการอุ้มฆ่า จึงได้ทำการจับกุมตัว พล.ต.ท.ชลอ และลูกน้องทั้ง 9 คน มาดำเนินการทางกฎหมาย

 พล.ต.ท. ชลอถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานออกคำสั่งฆ่าสองแม่ลูกในปี พ.ศ. 2538 และในที่สุดศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษา ยืนให้ประหารชีวิต

แต่ พล.ต.ท.ชลอ (ซึ่งต่อมาถูกถอดยศเป็นนายชลอ) ก็ไม่ต้องตายเพราะติดคุกแทน จนกระทั่งพ้นโทษ

คดีขโมยเครื่องเพชรราชวงศ์ไฟซาลแห่งซาอุดิอาระเบีย ถูกปิดลงอย่างเด็ดขาด

ผลกระทบที่ตามมา ซาอุดิอาระเบียยกเลิกการทำวีซ่าทำงานให้กับคนไทย และประกาศเตือนคนในประเทศไม่ให้เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ทำให้จำนวนคนงานไทยในซาอุดิอาระเบียลดลงจาก 150,000 คน ในปี 2532 เหลือเพียง 10,000 คน ในปี 2549

ถือว่าปิดตำนาน “แรงงานไทยไปซาอุ” โดยสิ้นเชิง.

..............................................