Get Adobe Flash player

ช่วงอำนาจเปลี่ยนมือ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

โบราณว่า “ขี่หลังเสือ ยังง่ายกว่าลงจากหลังเสือ” เป็นคำเปรียบเปรยของการได้อำนาจ และการหมดอำนาจ เป็นสัจธรรมที่กล่าวถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยจะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้

ข้าราชการเกษียณ ถูกคนรุ่นก่อนแนะนำให้คนรุ่นต่อมาเป็นทอดๆ รู้จักทำใจ ยอมรับสภาพ ว่าในช่วงเวลาที่มีอำนาจ มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง สรรเสริญเยินยอ แต่เมื่อหมดอำนาจหมดประโยชน์ คนเหล่านั้นก็หายไป

อุปมาเหมือนเมื่อต้นไม้ออกผลสุกงอมมีรสหวานเต็มต้น บรรดานกหนู ก็ต่างพากันมากิน แต่เมื่อผลไม้หมด นกหนูก็ไม่มา เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่กับความเป็นไปของโลก

จะโทษใครคงไม่ได้

ในทางการเมือง ณ วันนี้มีคำถามออกมามากมายจากผู้สนใจ

ใครจะมามีอำนาจ จะถ่ายโอนอำนาจให้ใคร รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือเปล่า

สำหรับเรา คนเล็กๆ ในสังคมใหญ่

เห็นว่า ใครจะชอบหรือไม่ชอบให้มีการเลือกตั้งอย่างไร ก็ตามแต่ใจของแต่ละคนที่ต้องการ ไม่มีใครบังคับให้ใครเห็นด้วยหรือเห็นต่างกันได้

บางคนยอมสงบปากสงบคำ เพราะเกรงว่าจะมีภัยมาถึงตัว เพราะให้ความเห็นไปอย่างที่ใจคิด อาจถูกส่งไปปรับทัศนคติตามหลักสูตรใหม่ หรืออาจติดคุกตามกฏหมายของฝ่ายอำนาจก็เป็นได้

แต่สำหรับคนที่ผ่านชีวิตมายาวนาน ผ่านยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงมาแล้วเกือบทุกรูปแบบ ก็อาจมองไปอีกอย่าง

การร่างรัฐธรรมนูญ การถามพ่วงประชามติ การสืบทอดหรือไม่สืบทอดอำนาจ ใครหมกเม็ดหรือไม่ เพื่อหวังอะไร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็จะเป็นไปตามวิถีทางและตัวแปรของมันเอง

ก็ได้แต่นั่งดูตัวละครที่ออกมาแสดงในแต่ละบท ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนเล่นอาจไม่รู้แต่สำหรับคนดู แทบจะบอกได้ว่า เห็นตอนสรุปรออยู่ข้างหน้าแล้วว่า จะลงเอยอย่างไร

จึงไม่ได้ตื่นเต้นกับการเหลิงหลงของผู้ชนะ หรือเสียอกเสียใจกับผู้แพ้

เพราะที่สุดแล้วในทางธรรมะ หรือธรรมชาติ ย่อมไม่มีใครหนีกฏของความสมดุลไปได้

ในวิถีทางการเมือง ไม่มีอำนาจด้านใดจะคงทนถาวร ขนาดรักปานจะกลืนกินยังจืดจางได้

ถึงวันนี้ บางคนรู้สึกสะใจ ที่บรรดานักการเมือง ไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ บ้างก็ชื่นชม “ระบอบทหาร” ด้วยความเชื่อมั่นว่า เพราะทหารรักชาติ และซื่อสัตย์สุจริตกว่าอาชีพอื่น

จึงยอมให้ คสช.เป็นผู้กำหนดแนวทางปฏิรูปประเทศ ตามกรอบของเวลาที่ คสช.กำหนดเอง และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ ก็ยังมีความพยายามที่จะกำหนดอนาคตต่อไปอีก 5 ปี

โดยเรียกช่วงเวลานี้ว่า “การเปลี่ยนผ่าน”

ใช้วิธี ผ่องถ่ายอำนาจที่มีอยู่ ไปสู่อำนาจของ ส.ว. 250 คน ที่มาจากการคัดสรรของ คสช.

ท่านผู้นำ ปฏิเสธที่จะตั้งพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลว่าไม่ชอบการเมือง แต่การมี ส.ว.ที่มีอำนาจเต็มถึง 250 คน ดีกว่าจะเป็นเจ้าของพรรคการเมืองใหญ่ๆ เป็นไหนๆ แม่ทัพ นายกองระดับผู้นำเหล่าทัพ เข้ามามีบทบาท

ซึ่งถ้าตั้งพรรคการเมือง ประวัติศาสตร์ก็จะไปซ้ำรอยกับสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม

หากลงเลือกตั้ง ก็ไม่แน่ว่าลูกพรรคจะได้รับเลือกหรือไม่ จะต้องใช้เงินอีกจำนวนมากมายมหาศาลเท่าใด

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกพรรคที่กระจัดกระจายมาจากต่างถิ่นต่างที่ คุมยากกว่า ส.ว.ที่ตั้งขึ้นมาเอง

ตอนนี้ สิ่งที่ คสช.คาดหวังก็ได้สมใจตามต้องการหมดแล้ว รอเพียงรัฐธรรมนูญ จะผ่านประชามติหรือไม่เท่านั้น

ซึ่งถ้ารธน.ไม่ผ่าน คสช.ก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะอำนาจก็จะยังอยู่ที่เดิม

แต่ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านก็แปลว่ามีการเลือกตั้ง ก็ยิ่งเข้าทาง เพราะอำนาจก็จะยังอยู่ที่ ส.ว.

ส.ว.สามารถเลือกนายกได้ สามารถโหวตไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ แค่นี้ อำนาจก็ล้นเหลือ

ในช่วงเวลา ที่ ส.ว.มีอำนาจต่อรองที่สูง รัฐบาลใหม่ทำได้ก็แค่ประคองสถานการณ์ แต่ถ้าจะทำอะไรนอกเหนือ ก็ขึ้นอยู่กับ ส.ว.ว่าจะเห็นตามหรือเห็นต่าง ถ้าเห็นต่าง รัฐบาลก็เดินต่อไม่ได้

จบเทอมรัฐบาล 4 ปี ส.ว.ก็ยังมีสิทธิ์อีก 1 ปี ในการโวตเลือกนายกคนใหม่ที่มีเทอมอีก 4 ปี ก็เท่ากับว่า ช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็น 8 ปี ไม่ใช่ 5 ปีตามที่ประกาศออกมา

ส่วนพรรคการเมือง ณ ปัจจุบันและอนาคต แทบขยับตัวไม่ได้ แถมกำลังถูกสร้างภาพให้เป็นตัวโกงไปแล้ว และก็ได้ผลเสียด้วย

แม้จะมีคนพยายามบอกว่านักการเมืองที่ดี ที่มีจุดยืน และมีความรักชาติ พร้อมจะนำพาชาติและประชาชนไปสู่สิ่งที่ดี มีจำนวนมากกว่านักการเมืองเลว

พยายามบอกว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มีความผูกพันยึดโยงกับประชาชน

แต่ก็มีผู้ฟังและเห็นด้วยน้อย เพราะในสายตาของประชาชน ประชาธิปไตยถูกมองว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในช่วงเวลานี้ ถูกมองว่าเป็นตัวการของปัญหา สร้างความวุ่นวายในชาติ

พรรคการเมือง จึงถูกย่อส่วนให้เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย คนเห็นต่างก็เสี่ยงคุกตะราง ยิ่งนานไป พรรคการเมืองต่างๆ ก็ค่อยๆ เหี่ยวแห้งไปกับกาลเวลา เหมือนกับจะจบไป หากอยู่ใต้ระบอบอำนาจยาวนาน

แต่เรากลับเห็นว่า ในยุคสมัยใดก็ตาม ที่มีคติว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ภาคประชาชน อาจต้องซบเซาไปเมื่อถูกกฏหมาย ควบคุมไว้อย่างเข้มแข็ง

แต่ที่สุดแล้ว ในระยะยาวประชาชน จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของการเมือง และของนักการเมืองได้เสมอ 

บางคนฝันว่า จะทำการเมืองใหม่ จะต้องให้คนดีเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งแค่ฝันก็ผิดแล้ว เพราะโลกนี้มีความหลากหลาย ไม่ว่าองค์กรได ก็ย่อมมีความแตกต่างระหว่างบุคคลคละกันไป

เพียงแต่ ให้เรามีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ระบบนี้ก็จะเป็นผู้คัดผู้กระทำผิดจากกติกาที่กำหนด ออกไปจากองค์กรนั้นๆ ได้ในที่สุด

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส แต่สำหรับไพร่บ้านพลเมืองจำนวนหนึ่ง ยอมที่จะกลับไปเป็นทาส เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย

แต่ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่ง ไชโยโห่ร้อง เพราะพวกเขาพร้อมที่จะโบยบินไปสู่โลกเสรี แม้จะต้องแลกด้วยความยากลำบากที่คอยอยู่ตรงหน้า หรือต้องพบเจอกับพ่ายแพ้ก็ตาม แต่เมื่อใจมีเสรีภาพ ก็ย่อมเสพสุขกับเสรีภาพนั้น

เรา จึงไม่ร้อนใจ ว่าในทางการเมือง ใคร กำลังอยากได้อะไร หรือใคร จะพยายามกำหนดชะตากรรมประเทศไปในทิศทางใด

เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจทำได้ในช่วงเวลาครู่ยาม เหมือนกับทฤษฏีแรงผลักและแรงต้าน เพราะที่สุดแล้ว ไม่มีใครทำอะไรใครได้ฝ่ายเดียว แต่มั่นจะต้องกลับมาในที่ซึ่งมีความพอดี.