Get Adobe Flash player

ดูเขาแล้วย้อนดูเรา โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชุมชนชาวไทยต่างร่วมกันสืบสานประเพณี พากันไปทำบุญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ของชาวไทย ที่วัดบ้านป่านาบุญ เมืองไวท์ วอเตอร์ ร่วมฉลองรูปหล่อพระเกจิอาจารย์สององค์

องค์แรกคือ “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” หรือพ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (2419-2513)  อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช

“พ่อหลวง” เป็นคำภาษาถิ่นภาคใต้ มีความหมายเหมือนกับ “หลวงพ่อ” ในภาษากลาง ส่วนคำว่า “พ่อท่าน” ก็มีความหมายเดียวกันเพียงแต่เป็นคำยกย่องที่สูงกว่า เหมือนกับคำว่า พ่อ กับ ท่านพ่อ ของฆารวาส

พ่อท่านคล้าย เป็นพระของชาวบ้าน ที่หากรับปากชะช่วยใครแล้วท่านต้องทำให้ได้ตามสัญญา คำไหนคำนั้น จนเป็นที่กล่าวขานว่า “วาจาสิทธิ์” ด้วยบารมีของท่าน จึงได้รับการร้องขอให้สร้างสิ่งต่างๆ ไว้กับชุมชนมากมาย เพราะเมื่อพ่อท่านลงมือ ญาติโยมก็ศรัทธาบริจาค เช่น สร้างวัดพระธาตุน้อย วัดมะปรางงาม อ.ฉวาง วัดพิศิษฐ์อรรถการาม สร้างพระเจดีย์วัดสวนขัน เจดีย์บ้านควนสวรรค์ อ.ฉวาง เจดีย์วัดยางค้อม อ.พิปูน รวมทั้งที่ จ.สุราษฎร์ธานี คือ เจดีย์วัดสวนขัน(อีกแห่ง) อ.พระแสง เจดีย์หน้าถ้ำขมิ้น อ.นาสาร

ในด้านพัฒนาท้องถิ่น พ่อท่านได้สร้างถนนเข้าวัดจันดี, สร้างถนนสาย ต.ละอาย-พิปูน, ถนนจากวัดสวนขัน-สถานีรถไฟคลองจันดี, ถนนละอาย-นาแว, ถนนระหว่างหมู่บ้านใน ต.ละอาย, สะพานข้ามคลองคุดด้วนเข้าวัดสวนขัน, สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอ-นาแว,สะพานข้ามคลองเสหลา (4ศาลา) หน้าวัดมะปรางงาม, สะพานข้ามคลองจันดี

รูปหล่อพระอีกองค์คือ ครูบาเจ้าเกษม เขมโก หรือนามเดิม เจ้าเกษม ณ ลำปาง (2455-2539) อดีตเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักร ซึ่งเป็นพระเถระและเกจิอาจารย์ ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร

ครูบาเจ้าเกษม หรือ หลวงพ่อเกษมสำเร็จทางด้านปริยัติธรรมแล้ว ท่านแสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ในด้านวิปัสสนา ออกท่องธุดงค์ปลีกวิเวกและบำเพ็ญเพียรในป่าลึก จนถึงช่วงเข้าพรรษาซึ่งพระภิกษุจำเป็นต้องยุติการท่องธุดงค์ชั่วคราว พอครบกำหนดออกไปธุดงค์อีก

หลวงพ่อเกษม เขมโก เป็นพระสายวิปัสสนาธุระ ท่านได้ปฏิบัติธรรม ณ สุสานไตรลักษณ์ตลอดชนชีพ

........................

เดี๋ยวนี้..... การไปทำบุญที่วัดนอกเมืองระดับเฉียดๆ 100 ไมล์ สะดวกกว่าเมื่อก่อน เพราะหากจำนวนคนมีมากพอ ก็มีบริการรถทัวร์คันใหญ่มารับ โดยใช้สถานที่หน้าวัดไทยฯ เป็นศูนย์กลางนัดหมาย ออกเดินทางกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า  สายหน่อยก็ถึงแล้ว

ในการเดินทางไปวัดบ้านป่านาบุญ ใช้ฟรีเวย์สาย 10 มุ่งหน้าไปทางตะวันออก ก่อนแยกเข้า “ไฮเวย์ 29 ปาล์ม” อีก 2 เอ็กซิทก็ถึงวัด

ที่น่าสนใจระหว่างทาง คือช่วงที่อยู่บนสาย 10 เลย เอาท์เล็ท และคาสิโน “โมรองโก” ไปเล็กน้อย ตรงช่วงเขา “ซาน ฮาซินโต” และเทือกเขาใกล้เคียง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองปาล์มสปริงส์ ทั้งสองข้างทางจะเห็นกังหันลมขนาดใหญ่สีขาว มีใบพัดสามแฉก ที่ปักเป็นแถวเป็นแนวหลายชั้นเรียงรายจนเต็มหุบเขา

เหมือนประติมากรรมกลางทะเลทรายที่ศิลปิน บรรจงวางไว้ จำนวนเกือบ 8,000 กังหัน สุดลูกหูลูกตา

บริเวณแถบนี้เป็นช่องลม จะมีลมพัดแรงเกือบตลอดเวลาและตลอดปี ทำให้ใบพัดของกังหันส่วนใหญ่ หมุนวนอยู่ตลอด เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ

ที่นี่กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังลม ที่ให้ประโยชน์มหาศาลกับมวลมนุษย์

เป็นพลังงานสะอาด ที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง และไม่มีวันหมด

นอกจากกังหัน บนหลังคาบ้าน หลายแห่งและหลายเมืองในอเมริกา มีแผง “โซล่า ซิสเต็ม” ติดอยู่ แผงนี้เป็นตัวรับแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าให้กับบ้านนั้นๆ โดยรัฐจะเป็นผู้ออกทุนให้ก่อน แล้วให้ผ่อนชำระ เท่ากับค่าไฟฟ้าที่เคยจ่าย

มองผ่านความเวิ้งว้างของทะเลทราย และภูเขาสูงที่ไม่มีต้นไม้ บนพื้นล่างจะมีบ้างก็เป็นไม้ทะเลทราย ตะบองเพชร เปปเปอร์ทรี หรือไม้บางจำพวกที่ต้องการน้ำน้อยมาก เหนือขึ้นไปบนยอดเขา ยังมี “สโนว์” ปกคลุมขาวโพลน

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แผ่นดินอเมริกา กันดารกว่าเมืองเรามากมาย เพียงแต่ ความกันดารก็ไม่อาจทำให้มนุษย์ย่อท้อ

นึกถึงเมืองไทยบ้านเรา ที่ตอนเด็กๆ เราเคยท่องว่า เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสม เป็นนาสวน ฯลฯ มีแดดแรงตลอดปี มีลมแรงในหลายพื้นที่ มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ป่าภูเขา แม่น้ำ ลำคลอง มากมาย มีทะเลทั้งสองฟากฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน มีทุกอย่างที่หลายแห่งในโลกไม่มี

หากจะยกกังหันลมตรงนี้ไปไว้ที่ประเทศไทย ในภูมิภาคที่มีลมพัดแรงตลอดปี เราจะได้พลังงานไฟฟ้าสะอาด ปราศจากมลพิษ โดยไม่ต้องไปพี่งถ่านหินสกปรก หรือพลังงานนิวเคลียร์เพื่อเสี่ยงอันตราย

ปีสองปีมานี้ ประเทศเราเผชิญวิกฤตภัยแล้งอย่างหนักมาก และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น เราก็โทษว่านี่เป็นปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” โดยไม่แข็งขืน

ประกอบกับช่วงนี้ เป็นหน้าร้อน มีสภาพอากาศร้อนจัดหลายจังหวัด ข่าวบอกว่า “ติดอับดับร้อนตับแตก” อุณหภูมิพุ่งทะลุ 44 องศาเซลเซียต ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวน หลายจังหวัดเกิดพายุลูกเห็บถล่ม พายุฤดูร้อน พัดเรือกสวนหักโค่น ยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกได้รับความเสียหาย บ้านเรือนเสียหายนับพันหลัง  ครอบคลุม 53 จังหวัด

รัฐบาลก็หวังว่าอีกไม่กี่เดือน ฝนก็จะตกลงมา ปัญหาก็จะหมดไปเอง แต่ถ้าฝนไม่ตกปีนี้ ปีหน้าก็น่าจะต้องตก

ช่วงนี้ก็แก้ปัญหาด้วยการให้ประชาชนเลิกทำนาไปก่อน หาไม้อื่นมาปลูกพืชน้ำน้อยทดแทนไปพลางก่อน ไม่ได้ให้ความหวังอะไรไปให้มากกว่านี้

พอแล้งหนัก นานเข้า น้ำกินน้ำใช้ก็กำลังจะขาดแคลน ประปาบางแห่งน้ำไม่พอ ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หากไม่มีน้ำจริงๆ จะทำอย่างไร

เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว มีคนไทยจากแอลเอท่านหนึ่งเป็นวิศวกร เคยเสนอให้ต่อท่อน้ำจากแม่น้ำโขง แล้วปล่อยน้ำเป็นกิ่งก้านสาขา ไปยังเมืองที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ส่วนหนึ่งใช้ประโยชน์ ที่เหลือให้กักเก็บไว้

ข้อเสนอนี้ถูกหัวเราะยาะ และไม่มีใครคิดจะสานต่อ จนผู้เสนอจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว ทำให้ข้อเสนอตายตามเจ้าของไปด้วย

ว่ากันว่า ฝนน้อยเพราะป่ามีน้อย ดินไม่อุ้มน้ำทำให้ต้นน้ำลำธารแห้ง แล้วกระทบกันเป็นลูกโซ่

เคยได้ดูภาพถ่ายทางอากาศ บนเทือกเขาแถบจังหวัดแถบทางภาคเหนือ เห็นภูเขาหัวโล้นครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ยังไม่นับรวมเขาหัวโล้นที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ที่เหล่านี้ เราอยากเห็นการปลูกป่าสร้างป่าขึ้นมาใหม่อย่างจริงจัง หรือพัฒนาป่าที่ทรุดโทรม ให้กลับมาเป็นสมบูรณ์ เพราะเชื่อว่า ศักยภาพบุคคลากรที่เรามี สามารถที่จะทำได้

คำว่าป่า ไม่ใช่พื้นที่สีเขียวอย่างสวนยางพารา แต่คำว่าป่า จะต้องมีความแน่นหนาด้วยต้นไม้ใบหญ้า ที่พึ่งพากัน อยู่ด้วยกันตามระบบนิเวศวิทยา ครอบคลุมยึดดินเอาไว้ แบ่งอากาศแบ่งปุ๋ยจากการทับถมของใบไม้ชนิดต่างๆ จนเกิดความชุ่มชื้นเพียงพอในการเจริญเติบโต

บนเขาหัวโลนของเมืองไทย จากสภาพดิน สภาพอากาศและฝน สามารถพัฒนาให้เป็นป่าได้อย่างสบายด้วยเวลาเพียงไม่กี่ปี สิ่งที่ขาดก็เพียงแต่ไม่ได้เริ่มลงมือทำเท่านั้น  

เมื่อป่าดี น้ำก็จะดี อยากเห็นแม่น้ำลำคลองสะอาด ให้ในน้ำมีปลาทำสายน้ำให้เป็นวิถีชีวิต

ไม่ใช่อย่างที่เห็นในบางจังหวัด เมื่อแม่น้ำมีน้ำน้อย ก็ทำเขื่อนไว้สองด้านของเมือง แล้วปล่อยน้ำลงไป ให้เห็นว่ามีน้ำเต็ม แต่ดวามจริงเป็นการทำแม่น้ำให้เป็นสระ เพื่อหลอกตัวเอง

เห็นอเมริกาทำทะเลทรายให้เป็นป่า ทำหุบเขาให้เป็นโรงไฟฟ้า ทำทะเลทรายให้เป็นแหล่งประชุมใหญ่ระดับโลก ขณะเดียวกันพยายามรักษาสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์

นึกถึงประเทศเรามีขนาดเล็ก ง่ายต่อการออกแบบ หากมีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติดีๆ บ้านเมืองก็จะกลับมาสมบูรณ์ สวยงาม ภาคการเกษตรอยู่ได้และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต บ้านเราจะน่าอยู่มาก.