Get Adobe Flash player

ขอบคุณรัฐบาล กรณีเลิกเหมืองทองคำ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

 

ข่าวดีครับ รัฐบาล มีมติให้ยุติการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดทั่วประเทศ หลังพบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม กระทบสุขภาพประชาชน เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ โดยให้มีผลตั้งแต่สิ้นปี 59

โดย ครม.มีมติให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ สำรวจแร่ทองคำและประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตร ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลประชาชนและบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ภายหลังสิ้นสุดการประกอบกิจการเหมืองแร่

ส่วนการช่วยเหลือพนักงาน จะประสานกับจังหวัดพิจิตร ให้นำเงินกองทุนพัฒนาท้องถิ่น 45 ล้านบาทมาช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

เจ้าของสัมปทานคือบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทฯ ยังคงมีประทานบัตรที่ได้รับอนุญาตอยู่จนถึงปี 2571 โดยได้วางแผนการทำเหมืองไว้แล้วจนถึงเวลาดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะหารือกับที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการด้านกฎหมาย

พูดถึงเหมืองทองคำ ผู้คนอาจมีความคิดว่าทำไมประชาชนถึงไม่เอา เพราะทองคำเป็นทรัพย์ในดินที่มีค่ายิ่ง อาจทำให้ประเทศร่ำรวยเป็นเศรษฐีไม่แพ้น้ำมัน

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า เจ้าของพื้นที่นอกจากจะไม่ได้ส่วนแบ่งทองแล้ว ยังเจอผลกระทบถึงตายทันที หรือไม่ก็ตายแบบผ่อนส่ง  

เพราะในการสกัดทองจะต้องใช้ “ไซยาไนด์” ซึ่งชื่อนี้เชื่อว่าจะคุ้นหูผู้คน

ข้อมูลจาก “อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ” ระบุว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตทองคำทั่วโลกแต่ละปี จำนวนกว่า 2,500 ตัน ใช้สารไซยาไนด์เป็นตัวสกัดที่สำคัญในกระบวนการชะล้างแร่ มีตัวเลขออกมาว่าเหมืองทองคำทั่วโลกน่าจะใช้ไซยาไนด์ในแต่ละปีสูงถึงประมาณ 182,000 ตัน

การเปิดเหมืองแร่เพื่อขุดทอง เป็นผลให้เกิดของเสียและสิ่งปฏิกูลจำนวนมาก มีของเสีย 79 ตัน เพื่อที่จะสกัดทองคำออกมาให้ได้ 1 ออนซ์ (เท่ากับ ½ ปอนด์)

ยังมี “สารซัลไฟด์” ในการระเบิดหิน เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำบนอากาศทำให้เกิดฝนกรด โดยไซยาไนด์ที่ใช้ในการสกัดแร่ทองคำนั้นเป็นสารเคมีที่อันตรายที่สุด โดยอาจจะทำให้ตัวผู้ได้รับสารเคมีนี้ตายอย่างกะทันหันได้

การแพร่กระจายของสารเคมีชนิดนี้ อาจจะเป็นต้นเหตุของการอาการปวดหัว อาการคลื่นไส้ สะอิดสะเอียน อาการหายใจไม่ออก อาการสับสน และระบบหลอดเลือดหัวใจล้มเหลว

ไซยาไนด์ คือสารเคมีแห่งความตาย ที่เคยถูกใช้ในห้องรมควันของทหารเยอรมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

หลายประเทศที่มีเหมืองทอง ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม่น้ำลำคลอง และชีวิตประชาชนอย่างรุนแรง

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ บอกว่า จากผลการสุ่มตรวจสารโลหะหนักในเลือดของประชาชนกว่า 600 คน ในพื้นที่ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตรพบว่า กว่า 200 ตัวอย่างหรือคิดเป็นร้อยละ 30 มีสารโลหะหนักในเลือด มีรหัสพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอบางส่วนหายไป หากเป็นส่วนโครโมโซมที่ควบคุมการเกิดมะเร็งและยังได้รับสารดังกล่าวอย่างต่อเนื่องยาวนานทั้งจากอาหาร อากาศ น้ำดื่มและจากห่วงโช่อาหารทุกชนิดที่เข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีผลให้ป่วยเป็นมะเร็งได้ทั้งสิ้น สารโลหะหนักที่เป็นตัวร้ายของงานนี้คือ สารหนู แมงกานีส

ถ้าได้รับในปริมาณมากจะมีอาการพิษเฉียบพลันคือ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง กล้ามเนื้อเกร็งและเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อยค่อยๆ สะสม จะมีอาการเรื้อรัง เช่น ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นจุดสีน้ำตาลกระดำกระด่าง มีตุ่มตามฝ่ามือฝ่าเท้า มีปัญหาทางระบบหลอดเลือด ระบบประสาท ระบบเลือด ฯลฯ

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่บริษัทได้รับสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ ชาวบ้านได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมาตลอด มีเรื่องมีราวถึงขั้นฟ้องศาลปกครอง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปแต่อย่างไร

มาถึงขั้นนี้ ท่านผู้อ่านคิดอย่างไร

เมื่อเดือนมีนาคม 2558 ชาวบ้านรอบเหมืองทองคำ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก ร้องเรียน จากปัญหา มีผู้ป่วยอาการสาหัส กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไอรุนแรง ท้องเสีย และมีผื่นขึ้นตามผิวหนังที่เปลี่ยนจากผื่นดำ เทา มีรอยช้ำ เป็นแดงและมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีอาการชา และหายใจลำบาก ยังพบว่ามีเด็ก ที่มีอาการชาตามแขนขา

“สำนักข่าวชายขอบ” รายงานว่า “คนคลองชมพู” ร่วมค้านเหมืองทอง เพราะพบ “สารโลหะหนัก” ปนเปื้อนป่าต้นน้ำ

ต่อมา มีกระแสค้านเหมืองทองขยายวงทั่วประเทศ ร่วมลงชื่อต้านแล้วกว่า 2 หมื่นคน

ผลกระทบที่เกิดจากการทำเหมืองทองคำมานานนับสิบปี โดยเฉพาะสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ผืนดินและอากาศ จนไม่สามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ และเกิดการเจ็บป่วยจากสารโลหะหนัก

“บทเรียนจากพิจิตร ทำให้เราไม่มั่นใจต่อระบบบริหารจัดการสารโลหะหนักของเหมือง โดยเฉพาะสารตะกั่ว สารหนู ทุกวันนี้ชาวบ้านที่นั่นไม่สามารถทำการเกษตรได้เลย ต้องรอน้ำจากจังหวัดที่จะส่งมาให้ชาวบ้านครอบครัวละ 14 แกลลอน น้ำบ่อน้ำฝนไม่มีใครกล้าใช้ ในร่างกายคนก็มีสารโลหะหนักตกค้าง

ส่วนผลกระทบจากสารพิษ ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้เสียชีวิต

กระแสต้านสัมปทานใหญ่เหมืองทอง ได้ขยายวงกว้างขึ้น

ขณะที่ภาครัฐยังละเลย

เดือนกันยายน ปี 2558 นักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต ออกรณรงค์ลงชื่อหวั่นภาคเกษตรหายนะ เครือข่ายภาคประชาชนได้จัดกิจกรรมตั้งโต๊ะรับลงชื่อคัดค้านนโยบายเหมืองแร่ทองคำ โดยมีนักศึกษาและคณะอาจารย์จากคณะต่างๆ มหาวิทยาลัยรังสิตเข้าร่วมกิจกรรม

ด้วยเหตุผลหลักคือ ไม่อยากให้ใครต้องตายและเจ็บจากโครงการขุดแร่ทองคำอีก “เราเห็นภาพเด็กป่วยเป็นผื่น ก็ตกใจ ไม่นึกว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เลยคิดว่า ทองคำไม่ใช่สิ่งจำเป็นแล้ว คือ ไม่มีก็อยู่ได้ ยิ่งเห็นภูเขาสวยๆ ถูกระเบิดแล้ว เรายิ่งรับไม่ได้ จึงอยากจะชวนเพื่อนในมหาลัยให้ช่วยกันทำกิจกรรม อย่างน้อยก็มาให้กำลังใจชาวบ้านในแต่ละจังหวัดที่กำลังจะมีเหมืองทองคำ”

การเปิดเหมืองทองเป็นหายนะที่คนไทยต้องแบกรับ ไม่ใช่แค่การรับสารพิษเท่านั้น แต่หมายถึงสูญเสียอู่ข้าว อู่น้ำมากขึ้น

แต่การต่อสู้อย่างเดียวดายของภาคประชาชนคนพื้นที่ นอกจากไม่ได้มีผู้รับฟังแล้ว ยังเผชิญปัญหาด้านกฏหมาย ที่ไม่เคยรับใช้คนจน

เดือนกันยายน ปี 2558 ตัวแทนชาวบ้านที่คัดค้านเหมืองทองคำ ถูกตำรวจ ดำเนินคดี สรุปสำนวนสั่งฟ้อง ตามที่บริษัท อัคราฯ แจ้งความ

ต่อมา ชาวบ้านทราบว่า บริษัทอัคราฯ มีเจ้าของเป็นคนออสเตรเลีย จึงจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวหน้าสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เพื่อแจ้งข่าวและร้องทุกข์ของชาวบ้าน ที่ประเทศออสเตรเลียก็ควรรับรู้ด้วย

เดือนเดียวกัน ชาวบ้านร่วมค้านเหมืองทอง บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พร้อม 5 ข้อเรียกร้อง เยียวยาผู้ป่วย ขอให้ยุตินโยบายสำรวจและสัมปทานเหมืองแร่ทองคำและระงับการทำเหมืองแร่ทองคำทุกแห่ง

ขณะเดียวกันยังคงมีประชาชนอีกหลายภาคส่วน เรียกร้องนายกรัฐมนตรีควรรับฟังปัญหาความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชน

กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ทองคำกว่า 700 คน ได้รวมตัวกันที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ปักหลักถือป้ายรณรงค์ต่อต้านการเปิดสัมปทานเหมืองแร่ทองคำรอบใหม่ ขีดเส้นไว้ 15 วันจะกลับมา

และขอให้เปิดเผยแผนที่ และพื้นที่สำคัญในการเปิดสัมปทานรอบใหม่โดยละเอียด พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นแบบโปร่งใส่

การเรียกร้องขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โลกโชเชียลมีเดียมีการแชร์ข้อความต่างๆ คนที่ไม่เคยรู้จัก ต่างจับมือร่วมกันต่อสู้ ขยายแนวร่วมเพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกืดกับคนท้องถิ่น ที่ไม่มีส่วนร่ำรวยจากการทำเหมือง

และข้อมูลใหม่โดย “คมชัดลึก” อ้างรายงานล่าสุดพบว่า ประชาชนรอบพื้นที่กว่าร้อยละ 55 และเด็กถึงร้อยละ 63 มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานตามผลการตรวจเลือดครั้งสุดท้ายจำนวน 1,004 คน ในปี 2558 (แถลงผลตรวจเลือดศาลากลางจังหวัดพิจิตร 10 มีนาคม 2559) ในขณะที่ปรากฏการณ์ทางกายภาพ พบว่าประชาชนและเด็กในพื้นที่รอบเหมืองทองคำ เกิดทุกขภาวะ มีสภาพร่างกายที่ผิดปกติ เด็กๆ มีการเจริญวัยที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

นี่เหมืองทองกำลังจะล้างเผ่าพันธูคนไทยหรืออย่างไร

เราแอบคิดว่า การต่อสู้ครั้งนี้ชาวบ้านคงไม่ชนะ เพราะค่าราคาความเป็นคนไทย ถูกกว่าราคาทอง แต่เมื่อได้ยินรัฐบาล โดยมติ ครม.ให้ยกเลิกสัมปทานเหมืองทอง จึงเป็นข่าวที่น่ายินดี และน่าจะได้รับคำขอบคุณ จากใจ.

..............................