Get Adobe Flash player

ปัญหาประเทศ ที่คนในชาติต้องรอบคอบ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในกรณีที่ นายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวี่ส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ได้วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็มีกระแสไม่เห็นด้วยออกมามากมาย ในประเด็นการแทรกแซงกิจการภายใน

เช่นบางประเด็นที่ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์กรณีนี้ว่า ทูตสหรัฐ ไม่พยายามเข้าใจความแตกต่างในประเทศที่ตัวเองมาพำนักอยู่ หรือถ้าเข้าใจก็อาจไม่จริงใจ จึงแสดงการเคารพด้วยการไม่ให้เกียรติอย่างหยาบคาย การกระทำของนายเกล็น เดวี่ส์ ครั้งนี้ ทำให้คนไทยรู้สึกร้อนรุ่ม บางส่วนทนไม่ไหว ไปแสดงออกด้วยการประท้วง คัดค้าน ประณามหรือแม้แต่ขับไล่

ดร.เจิมศักดิ์ มองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กกว่าและยากจนกว่าสหรัฐฯ หลายสิบเท่า ผู้นำสหรัฐฯ จึงมักคิดว่าตัวเองเหนือกว่า คือปกครองโลก เป็นโลกบาล จึงยัดเอาค่านิยมของตัวเองให้คนอื่น ดังนั้น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ควรต้องใส่ใจด้วยว่า พระมหากษัตริย์ในระบบของไทย ไม่อยู่ในฐานะจะไปฟ้องร้องบุคคลที่มาดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายได้ด้วยพระองค์เอง แตกต่างจากชาวอเมริกัน รากฐานวัฒนธรรมต่างกัน กฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเรื่องการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ซึ่ง 3 อย่างนี้ กฎหมายอาญาทั่วไปของไทยก็ช่วยคุ้มครองทุกคน แม้แต่ชาวอเมริกัน ทูตอเมริกา ประมุขของอเมริกา ก็ได้รับการคุ้มครองในไทยเช่นกัน

ดร.เจิมศักดิ์ สรุปว่า นายเกล็น เดวี่ส์ ควรตระหนักว่า การเป็นเอกอัครราชทูตมีหน้าที่มาเจริญสัมพันธไมตรี มิใช่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในขณะที่ รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แสดงความเห็นกรณีนี้ว่า

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการตบหน้ากระทรวงการต่างประเทศของไทย ที่อ้างว่าไม่มีใครเข้าใจประเทศไทยแบบที่นายดอนอ้าง ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมากที่จัดให้มีการแถลงข่าว โดยเฉพาะเมื่อทูตเดวีส์ตอบคำถามเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนในไทยต่อนักข่าว แถมให้แปลจากอังกฤษเป็นไทยเต็มๆ เพื่อสื่อไทยจะได้เอาไปลงข่าวแบบไม่ต้องฉงนกันอีก ทำไมไม่คิดว่า สื่อจะต้องถามเรื่องท่าทีสหรัฐฯ ต่อการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มันรุนแรง

บางประเด็นที่ นายบุญญ์พัชรเกษม เสริมวัฒนากุล อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำจดหมายเปิดผนึกถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เขาบอกว่า เขียนในฐานะลูกคนหนึ่งของพ่อ ที่พร้อมจะปกป้องพ่อและครอบครัวในทุกกรณี

หากท่านได้เรียนรู้แก่นลึก ของค่านิยมแห่งสังคมตะวันออกที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะวัฒนธรรมไทยที่ให้ความเคารพอย่างยิ่งต่อหัวหน้าครอบครัวและให้เกียรติกับผู้ที่อาวุโสกว่าด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ   

หากเปรียบประเทศๆ หนึ่งคือ "บ้าน" ในบ้านก็ย่อมต้องมีพ่อแม่ลูก และก็เป็นเรื่องปรกติ ที่พ่อจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำและเป็นหลักของครอบครัว

เมื่อคนในครอบครัวเราเองจะพูดจะคุย จะปรึกษาหารือกันนั้น ก็มีคำถามว่า

-เราจำเป็นต้องไปขออนุญาตคนบ้านอื่นก่อนหรือไม่ ในการทำกิจวัตรส่วนตัวภายในบ้านเราเอง

-เราจำเป็นต้องฟังหรือไปขอความเห็นคนบ้านอื่นหรือไม่ หากคนในบ้านเรามีปัญหากันไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

-หากมีเพื่อนบ้านสักคนจะเดินเข้ามาในบ้านเรา เขาคนนั้นควรจะต้องขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อนหรือไม่

-หากมีเพื่อนบ้านที่มิใช่รั้วติดกันมายืนชี้นิ้วสั่งการอยู่หน้าบ้าน เราจะยอมให้เพื่อนบ้านคนนั้นกระทำเช่นนั้นหรือไม่

ทุกคำถามต้องการคำตอบที่มาจากสามัญสำนึกล้วนๆ สามัญสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม มิได้ต้องการคำตอบที่ต้องการข้อมูลอ้างอิงหรือการค้นคว้าในระดับจุลภาคหรือมหภาคแต่ประการใด

คำถามเดียวสำหรับจดหมายฉบับนี้ ในฐานะลูกหากมีใครไปยืนสั่งให้พ่อของท่านห้ามทำอย่างนั้นหรือต้องทำอย่างนี้ในเขตรั้วบ้านของท่าน ท่านจะยอมหรือไม่ และหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในบ้านของท่านจริงๆ ในฐานะลูกท่านจะต้องทำอย่างไร

ขณะที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศกล่าวถึงกรณีนายเกล็น เดวีส์ แสดงข้อห่วงใยต่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยว่าขอให้ก้าวข้ามในเรื่องนี้ เรามีเรื่องสำคัญกว่านี้ ส่วนกระแสการต่อต้านทูตสหรัฐอาจถึงขั้นให้เปลี่ยนตัวทูตนั้น อย่าไปถึงขนาดนั้นเลย หวังว่าไม่บานปลาย เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน นี่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เกิดขึ้นโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัว

ประเด็นที่ว่า เขาจงใจหรือไม่ ก็อาจจะมีส่วน แต่เราไม่อยากให้มอง เพราะเขาไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเมืองไทยมาก่อน เลยต้องใช้เวลา ไม่อยากให้พวกเราไปติดใจ ข้ามๆ กันไป เชื่อว่าอีกสักพักเรื่องอาจเบาบางลง และเชื่อว่าคนไทยคงไม่เกิดความรู้สึกสะสมกับการกระทำของทูตสหรัฐ

ทูตสหรัฐมารับตำแหน่ง โดยอาจไม่มีข้อมูลพื้นฐานเรื่องนี้ว่าไทยเป็นอย่างไร เขาไม่รู้จักประเทศไทย จึงไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พระมหากษัตริย์ของเราได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้าง เมื่อมารับตำแหน่งเพียงแค่รับทราบว่าพระองค์ท่านได้รับการสดุดีเป็นบิดาของชาติ ก็รู้แค่นั้น แต่เมื่อเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยเข้าเฝ้าจะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขาแคร์ประเทศไทยเข้าใจ และพูดกับคนไทยที่ถูกคนคือ คนที่เล่าเรื่องราวด้วยเหตุด้วยผล เขาอาจเข้าใจได้ดีกว่าไปเจอและพูดคุยกับคนไทยที่ผิดคน เพราะอาจเข้าใจไปอีกด้านหนึ่ง

                “ทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นบทเรียนของทุกเรื่องราว และเป็นบทเรียนของทุกคนด้วย รวมถึงผมและทูตสหรัฐด้วยที่จะรู้ว่าคนไทยให้อภัยง่าย และหวังว่าจะเข้าใจคนไทยดีขึ้น การจะให้อภัยหมายความว่าต้องเข้าใจคนไทยดีขึ้นอีกประมาณ 300%” นายดอนกล่าว

สำหรับเรา ประชาชน มองว่ากระแสต่างๆ ที่สะท้อนออกมาในโลกโซเชียลมีเดีย ในกรณีต่อต้าน ขับไล่ เป็นเหมือนดาบสองคม คือทั้งบาดฝ่ายตรงกันข้าม หรืออาจบาดตัวเราเองความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับท่าทีของทูตสหรัฐนั้นคนไทยเราเข้าใจ แต่การใช้ถ้อยคำที่รุนแรง หรือการแสดงความรู้สึกขับไล่ไสส่ง เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันระวังเพราะอาจทำให้เกิดผลกระทบที่อาจลุกลามออกไป

ตรงกันข้าม การให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างมีเหตุผล เป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างอดทน สังคมเล็กในชุมชน สังคมเมือง สังคมระดับประเทศหรือสังคมโลกก็คงไม่ต่างกัน เราไม่อาจอยู่ร่วมกับคนที่พร้อมจะเข้าใจทุกเรื่องได้ เพราะในความเป็นจริง เราจะต้องอยู่กับผู้คนที่มีความหลากหลาย

อยู่กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา อยู่กับคนที่พร้อมจะกดขี่ข่มเหงเรา ฯลฯ โดยเฉพาะอยู่กับคนที่เหนือกว่าเราซึ่งเราต้องอยู่ โดยไม่มีทางเลือกที่จะหนีไปไหนได้

การที่ต้องอยู่ จีงต้องใช้ความรอบคอบ สุขุมคัมภีรภาพ โดยไม่ใช้อารมณ์ หรือใช้ความสะใจในการแก้ปัญหา หรือแม้แต่ประโยคที่ว่า “ทีคุณยังทำสิ่งนั้นได้ ทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้” ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้ได้ในโลกของคนตัวเล็ก ที่จะตอบโต้หรือย้อนถามคนที่โตกว่า

การสร้างความเข้าใจ คือสิ่งที่ดีที่สุด แม้จะไม่สำเร็จ แต่ความเพียรพยายามในการสร้างความเข้าใจ ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ในจุดอ่อนอาจมีจุดแข็ง การสร้างแนวร่วมกับผู้พร้อมที่จะเข้าใจเรา ก็เป็นพลังที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งมีมากก็จะยิ่งเกิดประโยชน์สิ่งที่ต้องคำนึงที่สุดคือ ประชากรในชาติเราที่จะต้องอยู่อย่างมีความสุข จะต้องไม่รับผลกระทบใดๆ จากจากความขัดแย้งที่อาจเกิดจากภายนอก