Get Adobe Flash player

คิดถึงอีสานในอดีต โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมไปอีสานครั้งแรกเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว อีสานในยุคโน้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยปัจจุบัน เพราะโทรทัศน์ วิทยุ มีอยู่จำกัด ทำให้เด็กต่างจังหวัดที่มาจากภาคอื่น รู้จักอีสานน้อยมาก  

แต่เมื่อได้สัมผัสความสวยงามตามธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ของท้องถิ่น กลับทำให้เกิดความประทับใจไม่อาจลืม

สมัยนั้นผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง ที่นอกจากเรียนวิชาช่างวาดเขียนแล้ว ยังหลงใหลวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์เป็นอย่างมาก ยิ่งได้รู้ว่ายุคไหนสมัยใด “ช่างไทย” ได้สร้างอะไร แบบไหนไว้ให้กับบ้านเมือง นึกถึงทุกครั้งก็ขอบพระคุณทุกครั้ง สำหรับคุณครูอภัย นาคคง ที่ท่าน ทุ่มเทสอนแบบสุดชีวิต จนแทบไม่น่าเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีครูแบบนี้อยู่ ทำให้ลูกศิษย์ค่อยๆ ซึมซับสิ่งที่ครูถ่ายทอดทีละน้อย ให้เห็น “ค่า” ในสิ่งที่คนรุ่นเก่า ได้สร้างสรรค์ไว้ให้กับแผ่นดินและคนรุ่นหลัง เกิดเป็นความภาคภูมิใจ

การเรียนในห้องเรียน เราก็รู้แค่ภาคทฤษฎี แต่การออกไปเรียนนอกสถานที่ได้สัมผัส “ภาพจริง” ทั้งสภาพบ้านเมือง โบราณวัตถุ-สถาน และวิถีชีวิตผู้คน ทำให้มีความรู้สึกรักและผูกพัน กับสิ่งที่ได้รับรู้

เมื่อแรกๆ เรียนในปีต้นๆ เราเริ่มได้ออกไปเรียนนอกสถานที่ใกล้ๆ ก่อน เช่นล่องเรือไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองบางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ไปนนทบุรี ฯลฯ ชมบ้านเรือนผู้คน วัดวาอาราม สถาปัตยกรรมปลายอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ที่อยู่ริมน้ำ

ทางรถ เราเริ่มต้นกันแถวพระประโทน พระปฐมเจดีย์ เจดีย์องค์แรกๆ ของไทย ที่นครปฐม  

แล้วไปอยุธยาตามรอยอารยธรรมของกรุงเก่า เส้นทางพระเจ้าอู่ทอง ดูอาคารไทยสองชั้นที่วัดพุทไธสวรรย์ วัดที่มีพระปรางค์และต้นตาลสูง เข้าสู่เกาะกรุงศรีอยุธยา ที่มีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ

รู้จักอาณาจักรอโยธยาศรีรามเทพนคร เมืองเก่าที่ล่มสลายไปนาน ก่อนกรุงศรีอยุธยา จะมาสร้างเมืองซ้อนอยู่

ยิ่งได้เรียนรู้ ยิ่งสนุก “ยิ่งรู้มากก็ยิ่งไม่รู้” เพราะสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในประวัติศาสตร์มีมากมาย บางแห่งแทบจะไม่มีหลักฐานหลงเหลือไว้เลย

คณะนักศึกษากับการเรียนแบบเคลื่อนที่ เราพากันไปไกลถึง ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก  สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร ซึ่งก็เป็นอีกราชธานีหนึ่งทางแถบเหนือตอนล่าง ที่ถือว่าเป็นยุคทอง หรือยุคสูงสุดของศิลปะไทย อีกทั้งมีความเป็นมาที่น่าติดตามยิ่ง

พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ที่เคยอ่านในหนังสือ ทำให้เกิดอยากตามหาชื่อเมืองเหล่านี้ ว่าอยู่ที่ใด พ่อขุนได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้บ้าง

ไปตามหาเมืองไตรตรึง และ ตามหาเส้นทางพระแก้วมรกต ก่อนที่จะมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระแก้ว ฯลฯ

แต่ที่ตื่นเต้นที่สุด ไปไกล และเดินทางลำบากที่สุด

คือการไปเยือนถิ่นอีสาน

คณะครูและนักศึกษา เหมารถทัวร์กันไปคราวละหลายวัน ค่ำลงก็ไปพักนอนตามโรงเรียนที่รุ่นพี่ๆ เป็นครูอยู่ ผู้หญิงนอนในห้องที่มีประตูปิด ส่วนผู้ชายนอนห้องโถง กางมุ้งเรียงกันเป็นแถว หัวถึงหมอนก็หลับด้วยความอ่อนเพลีย

รถทัวร์สมัยโน้น ไม่แตกต่างจากรถเมล์ ที่เรียกว่า “รถร้อน” ที่รับส่งผู้โดยสารในกรุงเทพฯ ปัจจุบันไม่ได้มีแอร์เย็นเหมือนสมัยนี้ เสน่ห์ของอีสานเริ่มต้นจาก “สระบุรีเลี้ยวขวา” รถค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นที่ราบสูง เข้าสู่ประตูสู่อีสานที่โคราช

ตื่นเต้นกับการผ่านเส้นทางที่เรียกว่า “ดงพญาไฟ” ที่คนสมัยก่อนต้องเสี่ยงชีวิต จึงจะข้ามพ้นไปได้ แม้ต่อมาจะเปลี่ยนเป็น “ดงพญาเย็น” แต่ชื่อก็ยังยะเยือกน่ากลัว

ที่โคราช ได้กราบย่าโม ได้ดูทุ่งสัมฤทธิ์ พื้นที่ๆ ย่าและคนโคราชแลกชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดิน

คุณหญิงโม เป็นภริยา พระยาสุริยเดช ปลัดเมืองนครราชสีมา วันหนึ่งปลัดเมืองไม่อยู่ มีกองทัพข้าศึกเข้ามายึดเมืองโคราช กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย ย่าถูกปะปนในหมู่เชลยด้วย ได้วางแผนการต่อสู้ที่ “ทุ่งสัมฤทธิ์” จนได้ชัยชนะ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2369 สามารถกอบกู้นครราชสีมากลับคืนมา ย่า จึงเหมือนแม่ของคนแผ่นดินนี้

ปีต่อมา ในหลวงที่กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ขึ้นเป็น ท้าวสุรนารี

ประวัติศาสตร์ สอนให้คนรุ่นเราได้รู้ว่าแผ่นดินที่เราอาศัย แลกมาด้วยความกล้าของบรรพบุรุษ ด้วยการต่อสู้ที่มีเพียงดาบอยู่ในมือ ฟันกันจนกว่าใครจะจมกองเลือดตายก่อน

เราได้เห็น “ปราสาทหินพิมาย” เป็นครั้งแรก ครูบอกว่าปราสาทหินแห่งนี้เป็นการจำลองเขาพระสุเมรุมาศ ต้นแบบของการสร้างปราสาทหินที่ “นครวัด”

ยุคโน้น ปราสาทหินพิมาย ไม่ได้สวยงามเหมือนเช่นปัจจุบัน ปรางค์ประธาน ยังมีสภาพไม่สมบูรณ์ มีแท่งหินทรายขาวรูปสี่เหลี่ยม ตกหล่นระเกะระกะอยู่ จำนวนมาก

ข้างๆ ปรางค์ประธาน มีปรางค์องค์หนึ่ง ก่อด้วยศิลาแลง

และปรางค์อีกองค์ เป็นหินทรายแดงอยู่ด้านขวาของปรางค์ประธาน  สภาพหักพัง

 ซึ่งกรมศิลปากร ก็ค่อยๆ กู้ขึ้นมา ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ บูรณะไปทีละน้อย จนมีสภาพสมบูรณ์อย่างเช่นปัจจุบัน

ที่โคราช ได้ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านทำเครื่องปั้นดินเผา “ด่านเกวียน” ในอำเภอโชคชัย ดินเผาที่นี่มีความแกร่ง เพราะมีเนื้อเหล็กผสมอยู่ในเนื้อดิน เผาออกมาเป็นสีคล้ำกว่าดินจากที่อื่น เครื่องปั้นดินเผาที่ด่านเกวียน ส่วนใหญ่ทำเป็นของใช้ ไม่ได้มีการออกแบบอย่างปัจจุบัน

จากนครราชสีมา เรามุ่งหน้าสู่กาฬสินธุ์ ไปชมเมืองโบราณ ที่ชื่อว่า “ฟ้าแดดสูงยาง” เมืองที่ยังพบร่องรอยคูเมืองล้อมรอบ ปัจจุบัน เต็มไปด้วยใบเสมาหิน ที่มีการขุดพบเป็นจำนวนมาก

พบร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คน มากว่า 2000 ปี คนยุคนั้น รู้จักการถลุงเหล็กทำเครื่องประดับและของใช้

เมืองมารุ่งเรืองในสมัยทวารวดี ได้พบร่องรอยของวัดวาอาราม กว่า 14 แห่ง พบพระพิมพ์ดินเผา พบแม่พิมพ์แบบต่างๆ รวมทั้งพบการจารึกอักษร ซึ่งเราเคยรับรู้ว่าศิลปะทวารวดี มีอยู่ที่นครปฐม แต่เมื่อมาเจอที่กาฬสินธุ์ สร้างความแปลกใจให้กับนักเรียนประวัติศาสตร์มือใหม่เป็นอันมาก

ชุมชนที่นี่ อยู่มาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วล่มสลายไปโดยไม่รู้สาเหตุ พบเครื่องถ้วยจีนสมัยต่างๆ พบหลักฐานการบูรณะสร้างวัด แบบอยุธยาซ้อนอยู่บนฐานรากของวัดเดิม

แต่น่าเสียดาย ที่ไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ จึงยังคงเป็นเมืองที่ท้าทายการเรียนรู้อย่างยิ่ง

จากกาฬสินธุ์ มุ่งหน้าไป สกลนคร นครพนม ได้ไปไหว้ “พระธาตุพนมบรมเจดีย์” ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

ในตำนานอุรังคธาตุ ที่เกี่ยวเนื่องกับ รอยพระพุทธบาทโพนฉัน ตำนานภูกำพร้า และพระธาตุอิงฮัง ใน สปป.ลาว ต้องขอเล่าอย่างย่อๆ ตามข้อจำกัดของเนื้อที่

ไปอีสานคราวนั้น ได้เยี่ยมชม “เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง” หลักฐานเก่าแก่กว่า 5000 ปี สมัยที่พวกเราไป บ้านเชียง เหมือนหมู่บ้านชนบทอีสานทั่วไป มีบ้านสูง เสากลมต้นใหญ่ๆ ปลูกในรั้วซึ่งมีพืชผักสวนครัวอยู่สองข้างทาง มะละกอต้นสูงลูกดก กล้วยออกเครือ มะม่วง เถาตำลึง บวบ ฯลฯ รวมทั้งพืชผลอื่นๆ เพลินตา

จากวันนั้น หลังเรียนจบ ได้ย้อนกลับไปเยือนถิ่นอีสานอีกหลายครั้ง ยิ่งศึกษาลงในรายละอียด ยิ่งพบว่าในแดนอีสาน มีอารยธรรมที่งดงามน่าจดจำอีกมากมาย

“อีสาน บ่ ย่านไผ” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินมานาน คนอีสานไม่เคยหวั่นความยากลำบาก จนกลายเป็นนักแสวงโชคตัวยง

จากชาวบ้าน ที่ไปขายแรงในภาคต่างๆ วันนี้พวกเขาไปเป็นเจ้าของกิจการเรือประมง เจ้าของภัตตาคาร เจ้าของกิจการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ฯลฯ แม้กระทั่งเป็นนายแบบ เป็นพระเอก นางเอกภาพยนตร์ เป็นนักกีฬาระดับโลก

ในนครลอสแอนเจลิส มีพี่น้องชาวอีสานจาก 20 จังหวัด มาประกอบสัมมาอาชีพอยู่เป็นจำนวนมาก เขาเหล่านั้นไม่เคยลืมบ้านเกิด

ได้จัดตั้งสมาคมอีสานมาเป็นปึกแผ่นยาวนาน ปีนี้ได้เตรียมจัดงาน “อีสานบอลล์” ในวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2559 ที่อะเคเดีย คอมมูนิตี้ เซ็นเตอร์ ขอเชิญชาวอีสานทุกท่าน มาพบกันปีละครั้ง

เพื่อรำลึกถึงความหลัง และสิ่งดีๆ ร่วมกันครับ.

...............................................