Get Adobe Flash player

ละคร สะท้อนอะไร โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

หลายปีก่อน มีละครย้อนยุคของเกาหลีเรื่องหนึ่ง ชื่อ “แด จัง กึม” เป็นชีวิตของหญิงสาวธรรมดา ที่เข้าไปทำงานในวังหลวง

ละครเรื่องนี้ นอกจากสะท้อนความสดใสของนางเอก อาจมีการอิจฉาริษยาบ้างพอให้เรื่องมีรสชาติ แต่เนื้อหาสาระที่ผู้เป็นเจ้าของบทประพันธ์ และผู้สร้างต้องการสะท้อน คือวัฒนธรรมในยุคสมัย เกี่ยวกับการปรุงอาหารที่ยอดเยี่ยมสวยงาม ไปจนถึงวัฒนธรรมการกินของชาวเกาหลีในยุคโน้น

ผู้ชม ได้อรรถรส ความพิถีพิถันของการเตรียมอาหาร ภาชนะ การใช้เครื่องปรุงอย่างมีวัฒนธรรม ทำให้ละครได้สร้างการเรียนรู้เรื่องอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม

ถ้าถามว่า ภาพที่ปรากฏ เป็นภาพจริงหรือไม่ แน่นอนว่าเป็นภาพที่ปรุงแต่งขึ้น โดยใช้มาตรฐานทางสาธารณสุขของปัจจุบันเป็นโจทย์ แล้วทำอาหารไปตามมาตรฐานของโจทย์ที่ตั้งขึ้น

ผลคือ ทำให้ผู้ชมปัจจุบันสามารถเชื่อยอมรับได้

เป็นการโฆษณาอาหารเกาหลี ผ่านสื่อภาพยนตร์อย่างได้ผล

แม้แต่ในหนังจากอเมริกาเอง ก็มีการปรุงแต่งทางวัฒนธรรมให้เกิดความสวยงาม ในภาพยนตร์ประเภท “เวสเทอร์น” จะเห็นผู้คนแต่งชุด “คาวบอย” มีเสื้อกั๊ก ผ้าผูกคอ เข็มขัด หัวเข็มขัด หมวกปีก และรองเท้าบู๊ท ฯลฯ อย่างมีรสนิยม ท่วงท่าขี่ม้าสง่างามยิ่ง

โลกที่เป็นลูกค้าหนังฮอลลีวูด เชื่อไปแล้วว่านี้เป็นความสวยงามของประวัติศาสตร์อเมริกา

แต่คาวบอยในความเป็นจริง หากดูจากรูปเก่าๆ จะพบว่า ไม่ได้สวยงามเหมือนในหนัง

การปรุงแต่งทางวัฒนธรรม ให้ประเทศดูดี ไม่ใช่ความผิด ตรงกันข้าม กลับทำให้ประวัติศาสตร์ดูสวยงาม โดยใช้สื่อภาพยนตร์เป็นตัวประชาสัมพันธ์

แล้วเราก็มาย้อนดูละครย้อนยุคของไทย

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ไม่กี่ปีที่ผ่านมา การถ่ายทำละครไทยพัฒนาไปแบบก้าวกระโดด ฉากแต่ละฉาก มุมกล้องแต่ละมุม ทำได้ดีในระดับสากล การแสดงของตัวละคร ฝีมือของการกำกับ ทำได้เยี่ยมยอด

ตรงนี้ต้องขอชื่นชม

จะมีผิดพลาดที่เห็นกันเสมอ คือยานพาหนะ ประเภท รถยนต์ที่นำมาประกอบ มักไม่ตรงกับช่วงเวลาในละคร ซึ่งก็ยังพอยอมรับได้ เพราะเราอาจหารถเหล่านั้นไม่ได้ในปัจจุบัน

พูดถึงข้อดีไปแล้ว ขออนุญาตพูดถึงข้อเสีย หรือข้อที่ต้องท้วงติงบ้าง

ผมมีโอกาสได้ดูละครไทยย้อนยุคผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องเช่าเทปทีละม้วนเหมือนสมัยก่อน

ละครเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับทาส สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวชิงรักหักสวาท “ในเรือนข้าราชการ” ที่มีเมียหลายคน และมีทาสอยู่เต็มบ้าน

เมื่อดูไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่า ในเรือน มีคนจำนวนมากเป็นคนเลว ทำสิ่งชั่วช้าไม่จบสิ้น เช่นแย่งลูกของทาสไปจากท้องแม่ ริษยา อาฆาต หึงห่วง กลั่นแกล้ง ใส่ความ แม้กระทั่งเอาชีวิต

ดูนางเอกซึ่งเป็นคนดี แต่ถูกเฆี่ยนตีครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับว่าความดีจะไม่ได้รับการปกป้อง

นางทาส ถูกทำร้ายปางตาย แต่ไร้วิธีช่วยเหลือตัวเองแม้แต่น้อย

ดูพระเอกเป็นถึง “คุณพระ” ซึ่งนอกบ้านมีหน้าที่ดูแลงานบ้านงานเมือง แต่ในบ้านกลับโง่เขลา หูเบา เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นปัญหา ก็ไม่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เห็นได้ชัดว่า บริหารงานในเรือนตัวเองก็ไม่ได้

จับเมียน้อยของตัวเอง ที่ถูกกล่าวหาว่า “คบชู้สู่ชาย” เฆี่ยนตี แล้วให้คล้องมาลัยดอกชบา ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของหญิงคบชู้ในยุคนั้น โดยต้องสวมไว้ตลอด ประจานทั่วบ้านร้านตลาด ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพราะเธอถูกกลั่นแกล้ง จากความริษยา

เห็นวิสัยทัศน์ของคุณพระ แล้วอดถามไม่ได้ว่า แล้วอย่างนี้จะไปบริหารประเทศให้เสี่ยงกับความล่มจมได้อย่างไร

ถ้าดูเอาสนุก ก็ถือว่าสนุกและมีอารมณ์ร่วม ละครก็ทำให้คนดูมีส่วนเจ็บแค้นไปกับคนที่ถูกทำร้าย ตอนแล้วตอนเล่า แม้ใกล้จบเรื่อง แต่ดูเหมือนผู้ประพันธ์ยังไม่หนำใจ ยังทำร้ายกันซ้ำซาก ยังยอมให้คนดีต้องถูกฆ่าตาย เพื่อให้เรื่องเข้มข้น

ถ้าไม่คิดอะไรมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง ดูเพื่อฆ่าเวลา ก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าดูในแง่อิงประวัติศาสตร์ บุคคลที่อยู่ในละคร ล้วนเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่เป็นคุณตาทวดคุณยายทวด ฯลฯ บรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น

ละครเรื่องนี้สะท้อนอะไร หรืออยากสะท้อนว่าภายในบ้านหมู่เรือนไทยอันร่มเย็น ที่มีชานแล่นกลาง มีสวนอยู่รอบเรือน แท้จริงไม่ใช่บ้านเรือนที่สงบสุข แต่เต็มไปด้วยความชั่วช้า ที่อยากตอกย้ำให้คนรุ่นหลังได้เชื่อว่า รากเง่าของเรามากันแบบนี้

หรืออยากสะท้อนว่า ความเป็นไทยแต่โบราณ มีเบื้องหลังที่โสมมไม่งดงาม ไม่ควรค่าแก่การจดจำ กระนั้นหรือ

คุณต้องการสะท้อนว่า คนไทย เป็นคนขี้อิจฉา ริษยา มาตั้งแต่อดีต ใช่หรือไม่

ซึ่งผมจะไม่มีวันยอมรับว่า “บ้านขุนนางไทยในประวัติศาสตร์” บรรพบุรุษของคนไทย จะมีแต่สิ่งเลวร้าย เช่นบ้านคุณพระคนนี้

เพราะนอกจากไม่ช่วยกันทำประเทศให้สูงอย่างที่ชาติอื่นเขาทำแล้ว ยังดึงให้ต่ำลง

ความจริง ละครไทยในยุคที่มีทาส สุวัฒน์ วรดิลก หรือ “รพีพร” ผู้ประพันธ์เรื่อง “ลูกทาส” ได้สะท้อนเรื่องราว ออกมาในลักษณะของการกดขี่บ้างพอสมควร และเราก็ได้เห็น “การต่อสู้กับตัวเอง” ของทาส ที่พยายามยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้เกิดความทัดเทียมของความเป็นมนุษย์ ที่เราค่อนข้างเห็นเจตนาที่ดี และควรค่าแก่การสนับสนุน

แต่พอผ่านจุดนั้นมา มีนักเขียนเรื่องทาสอื่นๆ ก็เห็นมีแต่สะท้อนแต่การกดขี่ และความอิจฉาริษยา เป็นตัวนำ

บ่าวก็สอพลอ นายก็ยะโสและฉ้อฉล

จนรู้สึกน้อยใจว่า ในสายตาพวกคุณ “คนไทยโบราณ” ไม่มีใครดีสักคนหรืออย่างไร

คนในเรือนสมัยนั้น หาความสุขกันไมได้เลยเชียวหรือ

ที่เขียนมายืดยาว ก็เพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของวิธีคิด ในเรือนไทยหลังหนึ่ง อาจมีเรื่องราวสุข ทุกข์มากมาย อาจมีความโต้แย้งเกลียดชัง แต่ต้องมีความดีเป็นหลัก และคนทำดีต้องได้รับการปกป้อง

ไม่ใช่ให้คนอื่นยอมรับ ก่อนสิ้นลมหายใจเพียงเล็กน้อย

เราเชื่อว่าละครจะจบลงแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง แต่ไม่ใช่ประจานความขี้อิจฉาสู่สายตาชาวโลกอย่างเดียว นางเอก ถูกโบยตีซ้ำแล้วซ้ำอีก จนหลังมีแต่แผลเป็นของรอยหวาย รอยหางกระเบน จนเกือบจะตอนสุดท้ายของเรื่อง พระเอกก็โง่แล้วโง่อีกซ้ำซาก   แล้วจะอดทน เพื่อเอามันทำผัวอีกหรือ

ปัจจุบัน คนดูละครไทย ไม่เฉพาะในประเทศไทย จึงอยากให้ผู้จัด ลองถามตัวเองว่า เราอยากสะท้อนอะไรให้คนดู.