Get Adobe Flash player

ผลประโยชน์ของคนในชาติ ต้องมาก่อนความขัดแย้ง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีคนเคยบอกว่า สังคมไทย กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ผู้นำเป็นหัวขบวน แล้วนำพาผู้ตาม เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ไปสู่ยุคที่ทุกคนมีสิทธิ์ ในการแสดงความเห็นในฐานะเจ้าของประเทศ ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”

ฟังดูก็ไพเราะหู แต่เราก้าวไปสู่จุดนั้นได้จริงหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ใจนัก

เรามีคำโบราณหลายคำ เช่น “เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด- ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน-เคารพความเห็นตามลำดับอาวุโส-เป็นผู้น้อยค่อยก้ม ประณมกร ฯลฯ”

จนกระทั่งคำว่า “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย”

ซึ่งล้วนเป็นทฤษฎีที่ “ฝากอนาคตไว้กับผู้นำทั้งสิ้น”

ต่อมาเมื่อหลังปี 2475 ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เริ่มเข้ามา สังคมก็เปลี่ยน จนมีคนมองว่ามันคือยุคเปลี่ยนผ่าน สู่ความมีสิทธิและเสรีภาพ

แต่ที่จริงแล้วมันก็ยังไม่ใช่ เป็นได้แค่เพียง “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” เพราะในภาพรวม สังคมยังเป็นระบอบผู้นำ และผู้ตามอยู่ดี

นั่นเพราะกลุ่มการเมือง ใช้กระบวนการประชาธิปไตย มาสร้างเป็น “ลัทธิแก้” เอาจุดอ่อนของประชาชน มาตั้งเป็นโจทย์ แล้วใช้ระบอบอุปถัมภ์เอาประชาชนเข้ามาเป็นพวก เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตน

จากหัวขบวน ไปถึงปลายแถว มีการบัญชาการกันเป็นทอดๆ เพื่อดูแลผู้ตามในกลุ่มนั้นๆ

เมื่อหัวขบวนมีเป้าหมายคือการแย่งชิงอำนาจรัฐ ท้ายกระบวนก็คอยตามรับใช้ เพื่อให้พวกตนบรรลุเป้าหมาย

การแข่งขันในแต่ละก๊กแต่ละกลุ่มเข้มข้น การใส่ความ ทำลายล้างระหว่างกันก็รุนแรง จนบางครั้งไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชาติและประชาชน จนกลายเป็นว่า

ใครที่ทำดี ถ้าไม่ใช่ฝ่ายตนก็ถือว่าชั่ว ถ้าฝ่ายตนทำชั่วก็มองข้ามไป ให้เห็นแต่ส่วนดี บ้านเมืองจะพังพินาศไม่เป็นไร ขอเพียงให้ฝ่ายตนเป็นผู้ชนะและได้ผลประโยชน์ก็พอ

ความคิดเช่นนี้ อันตรายมากๆ และกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

ยุคปัจจุบัน ความแปลกแยกในสังคมสูงมาก ผู้บริหารประเทศแต่ละยุคแต่ละสมัย ไม่สามารถครองใจประชาชนได้ทั้งหมด เพราะถ้าคนกลุ่มนี้ชอบ อีกกลุ่มก็จะไม่ชอบ แล้วก็เกิดการต่อต้าน

ผลก็คือ ไม่มีใครทำอะไรได้ ประชาชนเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย

ความจริง การต่อสู้แย่งชิง ก็เป็นเรื่องปกติของสัตว์โลก ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์

แต่ถ้าทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดิน มีความเข้าใจร่วมกันว่า ประเทศคือบ้านของทุกคน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเรา ประชาชนต้องช่วยกันสนับสนุน

เพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

ปัญหาการทำลายป่า แน่นอน ประชาชนบุกรุกแผ้วถาง ก็ถือว่าส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับฝีมือของภาครัฐเอง ในช่วงการให้สัมปทาน การบุกรุกเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนใหญ่ ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมของบุคคลระดับ “ขาใหญ่” ของประเทศ

ซึ่งบางครั้งกฏหมาย ก็เข้าไปจัดการไม่ได้

ปัญหาการกอบโกยมุ่งทำลายทรัพยากรทางทะเล การจับปลาในฤดูปลาวางไข่ การใช้อวนตาเล็กๆ เพื่อจับทุกสิ่งมีชีวิต เหมือนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งที่คนในชาติยอมไม่ได้

การทำลายทรัพยากรด้าน “พลังงาน” เรามีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน ที่จะให้ประชาชนได้รู้ความจริงว่า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันในประเทศไทย มีอยู่เป็นปริมาณเท่าใด มากมายก่ายกองอย่างที่เขาว่ากัน จริงหรือไม่ เราจะบริหารจัดการทรัพยากรอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของชาวต่างชาติ

ก็ยังไม่มีใครตอบได้ชัด   

ภาพลักษณ์ของประเทศ ก็เช่นกัน

ในขณะที่นำเสนอบทความนี้ มีข่าวออกมาว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจถอดประเทศไทยพ้นระดับเทียร์ 3 หรือกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ขึ้นสู่เทียร์ 2 หรือประเทศที่ต้องถูกจับตามอง

เมื่อวันพุธ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พูดถึงเรื่องนี้ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยังไม่ได้ประกาศรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์อย่างเป็นทางการ

ซึ่งการพิจารณาปรับอันดับรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์นั้น ดูจากผลดำเนินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ที่มีความคืบหน้า ภายใต้นโยบาย การบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินคดี การคุ้มครองป้องกัน และความร่วมมือกับหุ้นส่วน หรือที่เรียกว่า 5P

คือ Policy (นโยบาย), Prosecution (การฟ้องร้องดำเนินคดี), protection (การปกป้องผู้เสียหายหรือเหยื่อ), prevention (การป้องกันไม่ให้เกิดค้ามนุษย์) และ Partnership (ต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตรร่วมแก้ไขปัญหา)

เรื่องนี้มีความเป็นจริงแค่ไหน มีรายงานจาก “นันทิดา พวงทอง” ซึ่งได้นำเสนอไว้ใน คมชัดลึก ที่มองว่า ประเทศไทยจะได้ “เลื่อนชั้น” จริงหรือไม่ ต้องพิจารณาการดำเนินการของรัฐบาลในรอบปีที่ผ่านมาว่าได้แสดงให้เห็นว่า เอาจริงในการปราบปรามปัญหาการค้ามนุษย์เพียงใด

แน่นอน จากข้อมูลของ “นันทิดา พวงทอง” ทำให้เราได้เห็นความพยายามของฝ่ายไทย ที่ทุกฝ่าย ทุกกลุ่มน่าจะร่วมกันชื่นชม

รายงานได้อ้างการสัมภาษณ์พิเศษ นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงต่างประเทศ ต่อ “เครือเนชั่น” ถึงข้อมูลดำเนินงานแก้ไขและปราบปรามค้ามนุษย์ของไทย ว่า 

ทุกหน่วยงานมีความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ภายใต้การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้งบประมาณให้สูงขึ้นถึง 69 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ให้คล่องตัวขึ้น

การปราบปรามการค้ามนุษย์ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลและวาระแห่งชาติ เป็นสิ่งที่ไทยตั้งใจทำให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่า มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

การแก้กฎหมาย ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถจับกุม ดำเนินคดี ตัดสินและลงโทษผู้กระทำผิดมากขึ้น มีเงินชดเชยผู้เสียหาย และอบรม สร้างอาชีพเหยื่อค้ามนุษย์ได้กลับเข้าสู่สังคมได้

การกำหนดหลักเกณฑ์การให้ประกันตัวผู้ต้องหาเฉพาะคดีค้ามนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่มขู่เพื่อให้เสียรูปคดี โดยไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่มีกฎหมายนี้

เพื่อสามารถดูแลและควบคุมได้อย่างทั่วถึง อย่างเช่น บริษัทนายหน้านำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ จากนี้ไปบริษัทจะอยู่ภายใต้การดูแลโดยรัฐบาลต่อรัฐบาล มีการกำหนดโควต้านำเข้าแรงงาน หลักเกณฑ์นำเข้าแรงงาน  และกำหนดรายชื่อบริษัทแรงงานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันบริษัทเถื่อน

ไทยมีความมุ่งมั่นดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้อง มีการแก้ไขกฎหมายและลดช่องว่าง เช่นการบังคับใช้กฎหมายด้านการทำประมง มีการส่งดำเนินคดีภาคทำการประมงจำนวนมาก

ที่สำคัญ สามารถดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองท้องถิ่น

สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเป็นรูปธรรม จัดหาล่ามภาษาต่างๆ ให้กับเหยื่อผู้เสียหาย เช่น ภาษาโรฮิงญา กระเหรี่ยง กัมพูชา กะฉิ่น เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถขอความช่วยเหลือด้านพื้นฐาน

นอกจากนี้ ผู้เสียหายจากกระบวนการค้ามนุษย์ ได้รับเงินเยียวยาจากกองทุนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากการยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด โดยแต่ละคนจะได้รับเงินเยียวยาพิจารณาจากความรุนแรง และเสียหายของแต่ละคน

มีการพัฒนาแบบสอบถาม เพื่อจำแนกผู้เสียหายจากคดีค้ามนุษย์ หากเกี่ยวข้องคดีอื่น ก็ส่งต่อเพื่อเข้ากระบวนการตามกฎหมายของคดีนั้นๆ เช่น การกระทำความรุนแรง เด็กและผู้หญิง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาค้ามนุษย์

มีการประชุมกับหน่วยงานของประเทศเพื่อนบ้าน ทุกๆ 6 เดือน รวมทั้ง พันธมิตรภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศอีกมากที่ประเทศไทยมีบทบาทนำ

ประเทศไทยได้ดำเนินการ เพื่อปราบปรามปัญหาค้ามนุษย์เป็นเป้าหมายสำคัญ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่า จะถูกจัดอันดับประเทศไทยอย่างไร

นี่คือการจริงจังในการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากเห็น โดยไม่อยากให้มองว่า ใครจะเป็นคนทำ ใครจะมีผลงาน คนที่ทำเป็นพวกเราหรือไม่ เพราะผลประโยชน์ของคนในชาติต้องมาก่อนความขัดแย้งอื่นใด