Get Adobe Flash player

ประชาสัมพันธ์ประเทศ ผ่านละครโทรทัศน์ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

 

สัปดาห์ก่อนโน้น ได้เขียนวิจารณ์ละครไทยที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทาส สมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นนิยายชิงรักหักสวาท “ในเรือนข้าราชการ” ปรากฏว่ามีกระแสตอบกลับมามากพอสมควร จนต้องนำมาขยายผลเพิ่มเติม

จากการที่ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับละครว่า ทำไมในเรือน ที่มีคนอยู่จำนวนมาก จึงมีแต่คนเลวมากกว่าคนดี แต่ละคนทำสิ่งชั่วช้าไม่จบสิ้น เช่นแย่งลูกของทาสไปจากท้องแม่ ริษยา อาฆาต หึงหวง กลั่นแกล้ง ใส่ความ แม้กระทั่งเอาชีวิต

พระเอกเป็นถึง “คุณพระ” นอกบ้านมีหน้าที่ดูแลงานบ้านงานเมือง แต่ในบ้านกลับโง่เขลา หูเบา ไม่ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ปล่อยให้คนชั่วทำร้ายคนดี

คนแบบนี้จะบริหารบ้านเมืองให้ดีได้อย่างไร

แน่นอน เนื้อหาในละครเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่ต้องไม่ลืมว่า ได้ทำให้คนส่วนหนึ่งเชื่อไปแล้วว่า เรื่องราวเหล่านั้น คงจะต้องมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ห่วงใยคือคนที่อยูในเหตุการณ์ในละคร ล้วนเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่เป็นคุณตาทวดคุณยายทวด ฯลฯ บรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น

ละครเรื่องนี้สะท้อนอะไร หรืออยากสะท้อนว่าภายในบ้านหมู่เรือนไทย แท้จริงไม่ใช่บ้านเรือนที่สงบสุข แต่เต็มไปด้วยความชั่วช้า ที่อยากตอกย้ำให้คนรุ่นหลัง หรือคนชาติอื่นๆ ที่ดูละครไทยเชื่อว่า รากเง่าของเราเป็นกันแบบนี้

หรือต้องการสะท้อนว่า คนไทย เป็นคนขี้อิจฉา ริษยา อาฆาต มาตั้งแต่อดีต ใช่หรือไม่

ซึ่งผมจะไม่มีวันยอมรับว่า “บ้านคนไทยในประวัติศาสตร์” บรรพบุรุษของคนไทย จะมีแต่สิ่งเลวร้าย เช่นบ้านคุณพระคนนี้

เพราะนอกจากไม่ช่วยกันทำประเทศให้สูง อย่างที่ชาติอื่นเขาทำแล้ว ยังดึงให้ต่ำลง จนรู้สึกน้อยใจว่า ในสายตาพวกคุณ “คนไทยโบราณ” ไม่มีคนดีสักคนหรืออย่างไร

ปัจจุบัน คนดูละครไม่เฉพาะในประเทศไทย เพื่อนบ้านในอาเซียนก็ดู แม้แต่คนเกาหลี ยังดูละครไทย

เสียดาย เราไม่ค่อยเอาละครมาทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

สะท้อนแต่ความอิจฉา แย่งสามี

พอจะยกย่องใคร ก็ยกซะเกินความเป็นจริง จนคนดูไม่มีทางเชื่อว่าจะเป็นจริงได้ กลายเป็นว่าเรามีสื่อโทรทัศน์ แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กับสิ่งที่มี

ถึงตรงนี้ ก็มีคนแย้งว่า มีคนรุ่นใหม่สร้างหนังสร้างละคร นำสิ่งดีดีแต่คนไม่ดู

นั่นไม่ใช่เพราะคนดูไม่ฉลาด

แต่เป็นเพราะผู้สร้างยังไม่เข้าใจ สิ่งที่นำเสนอ ไม่เข้าไปในหัวใจผู้ชม บางทีก็อาร์ตเกินไป จนคนดูไม่รู้เรื่องกับคุณด้วย

ละครที่ว่าหัวก้าวหน้า บางเรื่องสะท้อน พ่อติดเหล้า แม่ติดหรู ลูกติดยา ทุกตอนมีแต่เรื่องเครียดหดหู่ ยังจบแบบแซดเอ็นดิ้งอีก

คนเขาไม่ดูหรอกครับ เพราะทุกข์กับเรื่องส่วนตัวพอแล้ว จะให้มาทุกข์กับทีวีอีกทำไม

ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับละครเกาหลี

ไม่ใช่เห็นว่าเกาหลีดีกว่าไทย แต่อยากให้เห็นว่า เขาทำละครด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว

ที่ว่าเกาหลีก้าวหน้า เพราะเป็นการสร้างที่เรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์-ละคร

ถ้าใครดูละครที่เกี่ยวกับหมอ เขาจะรู้จริงเรื่องหมอมากๆ ขนาดคนเป็นหมอยังออกมายอมรับถึงข้อมูลที่เขาเอามานำเสนอ ทำให้คนดูเชื่อในเนื้อหา แล้วใส่ความบันเทิงลงไป ทุกข์ สุข หัวเราะ ร้องไห้ แทรกอยู่ตลอด เพื่อเป็นรสชาติให้ละครสมบูรณ์

อย่างละครย้อนยุค “แด จัง กึม” (ที่ยกเรื่องนี้เพราะแฟนละครส่วนมากรู้จัก) เขาสามารถขายวัฒนธรรมผ่านละครอย่างได้ผล ทำให้คนในโลก หันมาสนใจอาหารเกาหลี รักคนเกาหลี

ทั้งๆ ที่คนเกาหลีใน “โคเรียนทาวน์” ไม่เห็นเหมือนในละครซักคน

พูดปากเปล่าอาจไม่ทำให้เห็นภาพ

จากข้อมูล เมื่อปี 2012

ที่ญี่ปุ่น ช่วงกระแสแห่งความคลั่งไคล้ “ยองซามา” (แบยองจุน) ที่มีต่ออุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี ส่งผลทางเศรษฐกิจของเกาหลีมีมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์

นี่ก็ได้มาเพราะโฆษณาแฝงจากละคร

“ลียองเอ” เป็นดาราที่โด่งดังไป 60 ประเทศ ส่งผลต่อเศรษฐกิจเกาหลี 3 พันล้านดอลลาร์ ถึงแม้ “ลียองเอ” แต่งงานและมีลูกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังสวยอยู่

ส่วนหนุ่ม “แบยองจุน” ยังไม่แต่งงาน เป็นที่คลั่งไคล้ของสาวๆ ที่อยากได้มาเป็นแฟน ไม่ได้คลั่งเพราะ 6 แพค จากกล้ามเนื้อหน้าท้อง เหตุผลสำคัญเป็นเพราะกระแสนิยมที่มีต่อละครเกาหลี เขาถึงได้รับการยอมรับ

หนังสือเล่มหนึ่ง เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการโทรทัศน์เกาหลี กล่าวไว้ว่า

แม้หนุ่มสาวในเวียดนาม ไม่ทราบชื่อของหัวหน้าผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของพวกเขา แต่ก็พูดได้ว่า ไม่มีใครไม่รู้จักดารายอดนิยมเกาหลี “แจดองกัน” 

เพราะเหตุกระแสนิยมเกาหลี ทำให้รายได้สุทธิของการส่งออกสินค้าทั่วไปในแต่ละปี มีมูลค่าถึง 27 ล้านล้านวอน

รวมถึงการส่งออก ดีวีดีละคร เพลงประกอบ เครื่องสำอางที่ปรากฏในละคร แม้แต่รถยนต์ที่ใช้ขับในละคร ทุกอย่างกลายเป็นเงินเป็นทอง

“ด๊กบุกกิ” ที่ปกติกินกันเป็นอาหารข้างถนน กลายเป็นที่นิยมเทียบเท่ากับพาสต้าชั้นยอด เมนูอันดับ 1 ในร้านอาหารของอิตาลี ทันทีที่วางจาน “ด๊กบุกกิ” ลงให้ดารายอดนิยมกินในละครแล้วพูดว่า อร่อยจังเลย เท่านั้นพวกเขาก็ตกหลุมรักเกาหลีเข้าให้แล้ว

แม้แต่ญี่ปุ่น ประเทศที่ตกต่ำจากการล่าอาณานิคมถึง 36 ปี หรือแม้แต่ประเทศจีน ที่คิดว่าดินแดน “โครยอ” (เกาหลี) เป็นดินแดนของพวกเขา เจงกิสข่าน ผู้ซึ่งประสบความสำเร็จ พิชิตไปทั่วแว่นแคว้นในประวัติศาสตร์ (มองโกเลีย)

ไม่มีละครประเทศไหนเหนือละครเกาหลี พวกเขากำลังคลั่งไคล้อย่างที่สุด

เพียงเพื่อให้ได้เรตติ้ง 1 เปอร์เซ็นต์ของยอดผู้ชม เป็นการแข่งขันในเกาหลีที่เหมือนอยู่ในสมรภูมิ ด้วยเหตุผลเดียวกัน ในเมื่อละครเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก จึงต้องได้นักเขียนมือทอง เพื่อให้ได้มาซึ่ง เงิน เงิน เงิน 

สิ่งที่กล่าวมา คนไทยทำได้แน่นอน

ดาราไทยปัจจุบันล้วนมีฝีมือ ส่วนบุคคลากรเกี่ยวกับการสร้าง เรื่องเทคนิค เรื่องโลเคชั่น เราก็พร้อมมาก

ถ้าเราระดมนักเขียน “มือทอง สมองเพชร” วางเป้าหมายกันให้ชัดเจนว่าต้องการนำเสนออะไร ต้องการผลตอบรับแบบไหน ใส่ “ดราม่า” เข้าไปเป็นสีสันรสชาติ เราก็จะได้ละครดีๆ มาประดับวงการบันเทิงไทย เพื่อตามเข้าให้ทัน และแซงไปให้ได้

ให้โลกรู้จักประเทศไทยในแง่มุมที่น่ารัก และน่าชื่นชม

ให้เกิดความรู้สึกรักคนไทย อยากมาเมืองไทย

เหมือนกับที่คนไทยเราเคยทำ “ส้มตำหน้าปั๊ม” ให้เป็นเมนู “ปาปาย่า ซาหลัด” ในภัตตาคารหรู จนสำเร็จมาแล้ว.