Get Adobe Flash player

การมีส่วนร่วมทำความดี โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมมีความสุขทุกครั้ง ที่เห็นคนไทยในอเมริกา หรือคนไทยในประเทศไทยก็ตาม ร่วมแรงร่วมใจไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน

เช่นพระทำโครงการ “อานม้า เพื่อน้อง” ให้ครู ให้เด็กในถิ่นธุรกันดาร ได้มีอานม้า ที่รองนั่งพอสบายเมื่อต้องขี่ม้าไปโรงเรียน

พระ อุทิศตัวเองเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย หรือรับอุปการะเด็กกำพร้า

ครู ทิ้งความศิวิไลซ์ไปสอนหนังสือบนป่าดอย ให้กับเด็กๆ ที่ห่างไกล

คนในเมืองหาทุนไปสนับสนุนด้านการศึกษา สร้างโอกาสให้กับเด็กผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ

แล้วเมื่อเดือนก่อน มีข่าว รศ.วราพร สุรวดี อดีตอาจารย์ประจําภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยเอกชน วัย 81 ปี

ท่านผู้นี้เคยมอบบ้านและที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ของตนเองมูลค่ามหาศาล ในซอยเจริญกรุง 43 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก เพื่อให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก” โดยได้มอบให้เป็นสมบัติของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่า 10 ปี

ต่อมาเมื่อไม่นานมานี้ ทราบว่า ที่ดินข้างพิพิธภัณฑ์ จะถูกนำไปสร้างเป็นอาคาร 8 ชั้น ซึ่งทาง รศ.วราพร เห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นการบดบังทัศนียภาพที่สวยงามของพิพิธภัณฑ์ และไม่เป็นไปตามความตั้งใจของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกแห่งนี้มาแต่ต้น

สิ่งที่ทำได้ก็คือ ต้องรีบซื้อที่ดินผืนนั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ข่าวระบุว่า เดิมทีที่ดินด้านข้างพิพิธภัณฑ์ เป็นโรงขายกระดาษ ต่อมาเจ้าของได้ขายต่อให้กับเจ้าของปัจจุบัน และมีโครงการจะก่อสร้างอาคารสูง

ที่ผ่านมาทาง รศ.วราพร ได้ไปเจรจาให้ทาง กทม. ซื้อที่ดินดังกล่าวไว้ แต่ก็ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีงบประมาณ และไม่ได้มีการทำโครงการไว้

ด้วยเหตุดังกล่าวเจ้าตัวจึงตัดสินใจ เจรจากับเจ้าของเพื่อขอซื้อและตกลงขายกันในราคา 40 ล้านบาท โดยทาง รศ.วราพร ได้ใช้เงินส่วนตัวมัดจำไปแล้ว 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 10 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดที่จะต้องชำระภายในวันที่ 2 กันยายน 2559 นี้

พยายามขายทรัพย์สินของตัวเอง ที่มีอยู่ แต่หาผู้ซื้อได้ไม่ทัน

จึงได้มีการขอรับบริจาคเงินจำนวน 10 ล้านบาท โดยเจ้าตัวได้ร้องขอไปยังผู้ใจบุญให้ร่วมกันบริจาครายละ 100 บาท หรือตามกำลังศรัทธา

เพื่อนำไปซื้อที่ดินดังกล่าว

ข่าวนี้แพร่ออกไป ตามหน้าหนังสือพิมพ์และโลกโซเชียลมีเดีย

แม้แต่ในกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ของพวกเรา ที่หลายคนเห็นค่าของการอนุรักษ์ ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือตามกำลัง บางคนโทรกลับไปให้ลูกหลานที่เมืองไทยช่วยโอนเงินให้ บางคน โทรถามวิธีส่งเงินกลับเมืองไทย

ด้วยความหวังว่า จะมีผู้ใจบุญมากพอกับจำนวนเงิน 10 ล้านบาท

แล้วเมื่อวันก่อน  “น้องมิงค์” หลานสาวลูกของเพื่อน ได้ส่งข้อความสั้นๆมาบอกว่า

“อาเจตคะ พวกเราทำสำเร็จกันเเล้วคะ”

หลังจากที่เธอ เพิ่งผ่านความดีใจจากเรื่องนี้มา

 “น้องมิงค์” ซึ่งเป็นกำลังเล็กๆ เหมือนมดงานตัวน้อย ที่พยายามบอกต่อไปยังหมู่เพื่อนพ้อง แล้วก็รอลุ้นระทึกว่า ความฝันของ “อาจารย์ยาย” จะเป็นจริงหรือไม่

ระหว่างอาคาร 8 ชั้น กับทัศนียภาพของพิพิธภัณฑ์ อะไรจะมีค่ามากกว่ากัน

แล้วในที่สุดเธอก็พบว่า คนไทยในบ้านเมืองของเรา ไม่เคยแล้งน้ำใจ ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของมดงานตัวน้อยๆ ในจำนวนหมื่นแสนตัว

ครบแล้ว10ล้าน "พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก" ประกาศปิดรับบริจาค

ข่าวนี้ ทำให้หลายคนยิ้มทั้งน้ำตา....

ผมติดตามเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกรับรู้ ถึงคุณค่าของการทุ่มเทของอาจารย์ยาย ในวัย 81 ปี ที่ต้องการทำพิพิธภัณฑ์ ไว้ให้เป็นมรดกของคนกรุงเทพฯ

ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของ “น้องมิงค์” คนรุ่นใหม่ ที่มีจิตสาธารณะ รับรู้ถึงความห่วงใยที่เธอมีต่อสมบัติของชาติ

ผมมีความสุข ที่ได้เห็นเด็กรุ่นลูกหลาน มีความห่วงใยต่อผู้อื่น แทนที่จะตักตวงแต่ความสุขส่วนตัว

ชื่นชมทุกโครงการ ที่มีความปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข และชื่นชมคนที่มีความสุข เมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุข

ผมจึงมีความสุขกับคำว่า “พวกเราทำสำเร็จกันเเล้วคะ”

ก็พลอยดีใจ กับความรู้สึก “สมหวัง” ในการที่ทุกดวงใจมีส่วนร่วมเล็กๆ ในการทำสิ่งดีให้กับสังคม

ในนครลอสแอนเจลิส.... ย้อนอดีตไปประมาณ 20 ปีก่อน ยุคที่พวกเรายัง “กิน-เที่ยว” ตามร้านอาหารไทยที่มีนักร้อง ซึ่งเป็นแหล่งบันเทิงอย่างเดียวของคนไทยในต่างแดน ยุคโน้น

“น้องมิงค์” เด็กผู้หญิงตัวน้อยวัยสามสี่ขวบ ถูกพ่อพามา “อดหลับอดนอน” กับพวกเราอยู่เสมอ พ่อตีสอง ลูกก็ตีสอง

บางครั้งก็หลับคอยพ่ออยู่ในรถ

ด้านหนึ่ง อาจดูเป็นการทรมานเด็ก (ซึ่งก็ใช่แน่นอน)

แต่สิ่งที่มากับความทรมาน คือความอบอุ่นของสองพ่อลูกเมื่อยามไกลบ้าน ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่เคยห่าง ลูกห่วงพ่อ พ่อห่วงลูก มีความรักผูกพันอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งบรรดา ลุงๆ อาๆ เพื่อนพ่อ ที่ให้ความรักเอ็นดู ไม่ต่างกับลูกตัวเอง

แล้วต่อมา สองพ่อลูก กลับไปเมืองไทยอย่างถาวร

ช่วงแรกมีข่าวมาบ้างว่า พ่อไปทำรายการโทรทัศน์บ้าง อยู่ในวงการบันเทิงบ้าง หรือเดินสายในฐานะพิธีกร ไปกับวงดนตรีลูกทุ่งบ้าง แต่ก็อยู่ห่างกันไกล ไม่ทราบรายละเอียดมากนัก

พ่อลูกหายหน้าไปจากพวกเรา ยาวนาน จนถึงยุค “เฟซบุ๊ค” เรืองอำนาจ

จึงได้เป็นเพื่อนกับพ่อก่อน

ตอมา สาวน้อยสี่ขวบในอดีต ก็มาแนะนำตัวในเวลาไล่เลี่ยกับผู้เป็นพ่อ เราจึงเป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดกันอีกครั้ง ทำให้ความรู้สึกดีๆ และความรักผูกพัน กลับมาดังเดิม

จากเด็กน้อยในวันนั้น วันนี้เธอคือ ลินรฏา ชมมณี ปริญญาตรี อุตสาหกรรมท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต กรุงเทพ ปริญญาโท การจัดการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน ชลบุรี

ปัจจุบันทำงานที่ บริษัทญี่ปุ่น Mitsubishi Materisls Coperation...

ส่วนผู้เป็นพ่อคือ ร่มฉัตร ชมมณี หรือ “อี๊ด อินทรา”

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ในนาม ฒ.เล่าเรื่อง อันเป็นรายการคุณภาพรายการหนึ่งของทีวีไทย

ผมยกเรื่องนี้มาเล่า ด้วยความรู้สึกปลื้มปิติ

ผมว่าสังคมของประเทศ ไม่ได้อยู่ได้เพราะการเมือง แต่อยู่ได้เพราะสัมมาอาชีพของผู้คน อยู่ได้ด้วยความรับผิดขอบต่อหน้าที่ของคนในชาติ ที่สำคัญที่สุดคือ “ความรักมนุษย์” เกื้อกูลห่วงใย การไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อยามที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องการความช่วยเหลือ

ซึ่งในจำนวนผู้มีน้ำใจ ก็มีน้องนุ่งลูกหลานพวกเรารวมอยู่

ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ มีผลประโยชน์ร่วมกันหรือไม่

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยเรา อบอุ่นและน่าอยู่ครับ.