Get Adobe Flash player

บทเรียนนักการเมือง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในที่สุดผลออกเสียงประชามติอย่างเป็นทางการ โดยมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ร้อยละ 59.40 บัตรเสียร้อยละ 3.15

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย เห็นชอบ คิดเป็นร้อยละ 61.35 ไม่เห็นชอบ ร้อยละ 38.65

ประเด็นคำถามพ่วง เห็นชอบ ร้อยละ 58.07 ไม่เห็นชอบร้อยละ 41.93

แต่สิ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางก็คือ ก่อนหน้าการทำประชามติ ขั้วการเมือง ทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่ขั้วของประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคก็แสดงจุดยืน ที่จะไม่รับร่างฯ นี้

แน่นอน ทั้งสองพรรคและนปช.ต่างก็มีสมาชิกและแนวร่วมทั่วทั้งประเทศ ถ้ารวมเสียงจากทั้งสองพรรค ก็น่าจะเป็นเสียงข้างมากของประเทศ ย่อมส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องตกไปอย่างแน่นอน 

ขอเพียงให้สมาชิกของทั้งสองขั้ว รวมทั้งแนวร่วม เห็นด้วยกับการตัดสินใจของแกนนำพรรค เท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม นั่นคือประชาชน ไม่ได้แยแสกับท่าทีของพรรคที่พวกตนสนับสนุนแม้แต่น้อย ทั้งยังมีการตัดสินใจด้วยตนเอง และเป็นการตัดสินใจตรงข้ามกับพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคโดยสิ้นเชิง 

ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ประชาชนไทยทั้งประเทศ มีความไม่เชื่อถือนักการเมือง และ “ต้องการสอนบทเรียนนักการเมืองเหล่านั้น”

และตรงนี้จะเป็นกระจกเงา เป็นโจทย์ที่สำคัญ ที่นักการเมืองทั้งสองขั้ว จะต้องนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงพฤติกรรม ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน

ถามว่า ประชาชนต้องการประชาธิปไตยหรือไม่ ตอบได้เลยว่า ประชาชนต้องการประชาธิปไตยแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นนี้ คือ ประชาธิปไตยตอนหย่อนบัตร

ต้องไม่ลืมว่า การรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือ “ทางเลือกเบื้องต้น”

การรับร่างฯ คือความต้องการให้มีการเลือกตั้ง ตามโร้ดแมพ

แต่การรับ “คำถามพ่วง” คือความต้องการให้ “ดุลอำนาจ” ที่อาจมาจาก คสช. ควบคุมนักการเมือง ไม่ให้นอกคอก หรือปลุกปั่นยุยงให้ประชาชนออกมาฆ่ากันเองเหมือนอย่างที่แล้วมา

มองว่านักการเมืองไทยเท่าที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ ไม่มีคุณภาพพอที่จะเข้ามากำหนดชะตากรรมของชาติและประชาชน

บทบรรณาธิการ และข่าวสังคม ใน “เสรีชัย” ฉบับก่อน ได้แสดงความเห็นในประเด็นที่ประชาชน จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์โดยมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีความเข้มข้นในการปราบปรามทุจริต

นักการเมืองควรถูกลงโทษอย่างหนัก หากเข้ามาทุจริตคอรัปชั่น ข้อนี้ยอมรับได้

แต่ที่ผ่านมาผู้ที่รักประชาธิปไตยต่าง  “ติดใจ” ต่อประเด็น “คำถามพ่วง” ที่มองได้ชัดเจนว่า นี่คือการหมกเม็ดเพื่อการสืบทอดอำนาจ ที่ไม่ต่างอะไรกับการแก้รัฐธรรมนูญแบบลักหลับในอดีต เปิดโอกาสให้องค์กรที่มีอิทธิพลต่อประเทศเช่นกองทัพ จะได้ประโยชน์จากคำถามพ่วง เช่นประเด็นอำนาจของ สมาชิกวุฒิสภา 250 คน รวมทั้งระยะเวลาที่กำหนดไว้ นี่เป็นเจตนาที่จะลดอำนาจนักการเมืองผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง

จึงไม่อาจยอมรับในประเด็นนี้ เพราะอำนาจที่มาจากการทำรัฐประหาร ควรจะต้องเป็นอำนาจชั่วคราว หลังจากที่ได้ยุติปัญหาที่ไม่มีทางออกได้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็ไม่ควรเอามาสืบทอดอำนาจ

แต่ช่วงเวลา ก่อนการทำประชามติ คสช.เริ่มที่จะผ่อนปรน ให้นักการเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น กลับเห็นได้ชัดว่า นักการเมืองทั้งหลาย แย่กว่าทหารเสียอีก นอกจากไม่ยอมที่จะปรับปรุงตัวเอง ยังใช้ช่วงเวลานี้ออกมา เหน็บแนม ว่ากล่าว ด่าทอ ฯลฯ หาผลประโยชน์ตามแนวทางที่ตนถนัด เหมือนเดิม

โดยไม่มีความสำนึกในความผิดพลาดที่พวกตนเคยกระทำต่อบ้านเมืองเลย

เกมการเมืองต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อฝ่ายตนทั้งสิ้น ไม่มีใครที่จะมองไปถึงผลประโยชน์ของประชาชน

นักการเมือง ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยสักนิดว่า เมื่อหมดยุคการปกครองแบบเผด็จการทหาร สู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว นักการเมืองเหล่านั้นจะมีความเป็นนักประชาธิปไตย หรือแสดงให้เชื่อว่า จะทำให้ประเทศดีขึ้น

เราเชื่อว่า มีประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ได้ติดยึดกับเรื่องสี ไม่มีพวกเขา-พวกเรา  ไม่ติดยึดกับพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคใด แต่ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก เรื่องใดผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่ากันตามถูก

ประชาชน เฝ้ามองนักการเมืองด้วยความรู้สึกที่น่าเวทนา สิ่งที่นักการเมืองพึงสังวรณ์ คือ อย่าคิดว่าประชาชนจะรู้ไม่เท่าทัน

หลังเลือกตั้ง จึงหมดหวังที่จะได้นักการเมืองที่ดีกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้

ทำให้สิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่ต้น ที่ไม่อยากให้ทหารเข้ามาสืบทอดอำนาจก็เปลี่ยนไป กลับอยากจะเห็นนักการเมืองของไทย กับทหาร มาคานอำนาจกัน

ยับยั้งไม่ให้นำพาประเทศเข้ารกเข้าพง

แม้จะรู้สึกสงสารตัวเอง สงสารประเทศว่าเราไม่สามารถก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยในฝันได้ แต่จะโทษใคร ในเมื่อความคิดของทหารก็มีแค่นี้ ศักยภาพของนักการเมืองยิ่งแทบไม่มี

เราจึงตัดสินใจ “รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง” ด้วยความไม่เต็มใจ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลกันให้มากขึ้น ส่วนปัญหาหลังจากนี้ ก็คงต้องว่ากันไปวันต่อวัน

คราวนี้ เรามาดูความเห็นของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.ที่ว่า พวกตนติดตามการทำประชามติตั้งแต่ต้น รู้ทั้งรู้ว่าเป็นกติกาที่ยากจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ยังกล้ำกลืนต่อสู้ เมื่อผลลัพธ์ออกมา พวกตนก็มีจิตใจเป็นนักกีฬาเพียงพอ แม้เป็นเรื่องยากหลังจากนี้ เราจะทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองไทย ขอฝากถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า แม้วันนี้ดูเหมือนท่านจะชนะ แต่เป็นชัยชนะที่ไม่น่าภาคภูมิใจ เพราะผู้แพ้ไม่ได้มีโอกาสเช่นเดียวกับท่าน

เรามองว่าสิ่งที่นายจตุพร ตีความว่าเป็นความพ่ายแพ้ต่อ คสช. แท้จริงแล้วไม่ใช่ ภาคการเมือง (ทั้งสองขั้ว) ต่างหากที่กำลังพ่ายแพ้ต่อประชาชน

นายจตุพรพูดถูกที่ว่า “คำถามพ่วง เราจะมี ส.ว.แต่งตั้งไปเลือกนายกฯ เราจะได้นายกฯคนนอก ส.ส.ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ไม่มีเหตุผลตามหลักคณิตศาสตร์ พรรคการเมืองทุกพรรคไม่มีใครรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผลลัพธ์สวนทางกันหมด”

ซึ่งเราก็เข้าใจและเห็นใจนักต่อสู้ทุกคน เพราะประชาชนเองก็ไม่ได้มีความสุข หรือความภาคภูมิใจกับรูปแบบการเมืองตลกๆ ในลักษณะนี้

นั่นเพราะอะไร ประชาชนยอมทนอยู่กับ “นักเลง” ยังดีกว่า เพราะเขาเบื่อหน่ายต่อพฤติกรรมนักการเมืองไม่กี่ร้อยคน ที่วันๆ ก็จ้องโจมตีกันไปโจมตีกันมา จีบปากจีบคอ เยาะเย้ย ถากถาง อิจฉาริษยาเหมือนในละครหลังข่าว หาเสียงให้ตัวเอง พวกฉันดี พวกคุณเลว ฯลฯ แต่ละกลุ่มไม่เคยยอมรับความผิดพลาดของพวกตน พอต้องการอะไรก็เอาประชาชนมาเป็นพวก ยุยงให้แตกแยก เดินขบวน ประท้วงกันทั้งปี ทั้งยกระดับจนรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนคนทำมาหากินแทบจะอยู่กันดีๆ ไม่ได้

ถามว่า เราต้องการเลือกนักการเมืองที่แย่ๆ พวกนั้นมาเพื่ออะไร

แต่ถ้าถามอีกว่า ประชาชนต้องการนักการเมืองแบบไหน ตอบได้เลยว่าต้องการผู้เข้ามาทำงานพัฒนาประเทศ เราต้องการ นโยบาย ที่มีรายละเอียดเป็นรูปธรรม เน้นที่การกระทำ “อย่างได้ผล” แต่มองหาแทบไม่เห็น.