Get Adobe Flash player

ทำให้เกิดความเคลือบแคลง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

นายธวัชชัย อนุกูล อายุ 66 ปี อดีตเจ้าพนักงานที่ดิน ท้ายเหมือง พังงา ตกเป็นผู้ต้องหา กระทำการทุจริตออกที่เอกสารสิทธิที่ดินใน จ.ภูเก็ตและพังงาประมาณ 1,000 แปลง มูลค่านับหมื่นล้านบาท

ถูกดีเอสไอจับกุมตัวได้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา และนำตัวไปควบคุมไว้ที่ห้องชั้น 6 ดีเอสไอ เพื่อรอนำต้วไปฝากขังที่ศาลอาญา

ต่อมาดีเอสไอ.แถลงว่า นายธวัชชัย ผูกคอตายในห้องควบคุม หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พยาบาล รพ.มงกุฎวัฒนะ รวม 3 คน มาปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจเบื้องต้น 15 นาที จากนั้นนำตัวส่งมา รพ.มงกุฎวัฒนะ ปั๊มหัวใจอีก 45 นาที และใช้เครื่องมือปั๊มหัวใจอีก 1 ชั่วโมงกว่า

จึงอาจเป็นไปได้ที่ผู้เสียชีวิต จะได้รับการกระทบกระเทือนจนกระทั่งมีเลือดออกในช่องท้อง

ถ้าใครติดตามข่าว..... การที่ผู้ต้องหาคดีที่ร้ายแรง ผูกคอตายในห้องขัง คนทั่วไปมองว่าเป็นเรื่องปกติ  

แต่ถ้อยแถลงของดึเอสไอ กลับทำให้เกิดความสงสัย เพราะผูกคอตาย แล้วปั๊มหัวใจจนตับแตก เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ยิน

อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ผูกคอตายเมื่อขาดอากาศหายใจจะตายในทันทีไม่ใช่หรือ

จนกระทั่งเมื่อ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันว่าปั๊มหัวใจไม่เป็นสาเหตุให้ตับแตก-ตกเลือดในช่องท้องตามที่ดีเอสไอแถลง

ยิ่งทำให้เรื่องนี้ลุกลาม มาเป็นประเด็นที่พูดกันทั่วเมือง

นพ.เหรียญทอง ระบุว่า นักข่าวโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม ล้วนแล้วแต่มีประเด็นว่า “การปั๊มหัวใจ”  เป็นเหตุให้นายธวัชชัย ขาดออกซิเจน และตับแตก ตกเลือดในช่องท้องจนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้หรือไม่

ตนขอตอบนักข่าวและสาธารณชนว่า รพ.มงกุฎวัฒนะ ได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษว่ามีคนเป็นลมหมดสติ ขอให้จัดชุดแพทย์ฉุกเฉินไปช่วยเหลือด่วน โดยชุดแพทย์ไม่ได้รับทราบข้อมูลว่ามีการผูกคอตาย

การปั๊มหัวใจในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพ มีเทคนิคและวิธีการปฏิบัติบริเวณตำแหน่งของช่องทรวงอกเพื่อมีผลต่อหัวใจและปอด ส่วนตับเป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องคนละช่อง

ช่องทรวงอกและช่องท้องนั้น ถูกแบ่งกั้นจากกันด้วยกะบังลม ดังนั้น การปั๊มหัวใจในกระบวนการช่วยฟื้นคืนชีพ จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ตับแตกและตกเลือดในช่องท้องได้

ขอเน้นย้ำว่าการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นการปฏิบัติที่หัวใจและปอด ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับตับ นายธวัชชัย ตับแตกจากสาเหตุใด รพ.มงกุฎวัฒนะ ไม่ทราบ นักข่าวต้องสอบถามจากนิติเวชแพทย์ผู้ชันสูตรโดยตรง

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรม ออกมาสวนกลับทันที

“ผมว่าการออกมาพูดแบบนี้ ไม่ค่อยมีวุฒิภาวะเป็นถึงนายพล เป็นถึงแพทย์ต้องมีจรรยาบรรณ ถ้าผมจะพูดบ้างว่า คุณออกมาพูดเพื่อต้องการเบี่ยงเบน ของโรงพยาบาลหรือไม่อย่างไร หน้าที่ของโรงพยาบาลชี้แจงว่า เกิดอะไรขึ้นช่วงชีวิต ก็แค่นั้น ส่วนวิธีการสาธิตการปั๊มหัวใจ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะการสาธิตโชว์ กับการปฏิบัติจริงในวันเกิดเหตุ มันคนละเรื่อง คนละประเด็น ตอนนี้มันเป็นคดีความ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลของคุณ ก็ต้องถูกสอบปากคำ คนของดีเอสไอก็ต้องถูกสอบปาก ข้อเท็จจริงก็อยู่ในสำนวนการสอบซี่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ดำเนินอยู่จะพูดไปเพื่ออะไรไม่เข้าใจ”พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวว่า ตนได้ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมไปดูในข้อกฎหมาย ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรหรือไม่ ถ้าผิดก็จะต้องดำเนินคดี

เป็นงั้นไป

พอรัฐมนตรีออกโรงที่จะฟ้องคนที่ออกมาแย้งเช่นนี้ คนอื่นๆ ทุกคนก็ต้องเงียบ ดังคำที่ว่า “ไม่ควรแกว่งปากไปหาเสี้ยน”

ความสงสัยก็ต้องพักไว้ก่อน เหลือแค่การซุบซิบ และใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเมืองของเรา.....

มีรายงาน ของสำนักข่าวเนชั่น โดย “ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย” เปิดข้อพิรุธเหตุการตาย... “ธวัชชัย อนุกูล” อดีตที่ดินพังงา ขออนุญาตยกมาบางตอน

หลังจากมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการทุจริตออกเอกสารสิทธิใน จ.ภูเก็ต ธวัชชัย อนุกูล ก็ถูกตั้งกรรมการสอบสวนถึงการเซ็นอนุมัติออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยไม่ชอบและถูกย้ายไปเป็นที่ดินท้ายเหมือง จ.พังงา

ขณะนั้นข้าราชการที่ถูกย้ายมาปฏิบัติหน้าที่แทน “ธวัชชัย” ใน จ.ภูเก็ต ถูกอุ้มหายสาบสูญ ต่อมาพบเป็นศพถูกยิงเสียชีวิต เชื่อกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ “ธวัชชัย” ตัดสินใจหลบหนีออกนอกพื้นที่.....

จนกระทั่ง 29 สิงหาคม ชุดปฏิบัติการพิเศษดีเอสไอนำหมายจับเข้าจับกุม “ธวัชชัย” ได้ขณะเดินทางจากบ้านพักย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยชุดจับกุมได้นำตัว “ธวัชชัย” ส่งให้พนักงานสอบสวนสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เจ้าของสำนวนคดีสอบปากคำ ระหว่างนั้น “ธวัชชัย” ยังยิ้มแย้ม ระบุว่าจะขอใช้สิทธิประกันตัวในชั้นศาล แต่ไม่ทันข้ามวัน “ธวัชชัย” ผูกคอตาย เหตุเกิดภายในห้องควบคุมตัวของดีเอสไอ

ในช่วงแรกข้อเท็จจริงสับสนว่าใช้เสื้อผูกคอ ต่อมากลายเป็นใช้ถุงเท้าผูกคอ แต่ญาติผู้ตายระบุว่าบาดแผลที่คอเป็นรอยรัดขนาดเล็ก คาดเดาว่าเป็นรอยเชือกหรือลวดมากกว่าจะเป็นถุงเท้า ประกอบกับรายละเอียดในใบแจ้งการตายจากนิติเวชตำรวจ ซึ่งออกให้เพื่อนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าตับแตก มีเลือดออกในช่องท้อง จากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทก ร่วมกับการขาดอากาศหายใจ จึงทำให้มีข้อพิรุธมากมายในการเสียชีวิตครั้งนี้.....

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวน ให้ข้อมูลว่า อาการตับแตกไม่ใช่ผลข้างเคียงจากการปั๊มหัวใจ เพราะหัวใจอยู่ฝั่งซ้าย ตับอยู่ฝั่งขวา ตำแหน่งกดปั๊มอยู่คนละส่วน เคยมีการปั๊มหัวใจผิดวิธีโดยกดปั๊มอย่างแรง ทำให้กระดูกซี่โครงหักได้ แต่ไม่ส่งผลให้ตับแตก ดังนั้นคำตอบที่จะบอกเล่าเรื่องราวได้ดีที่สุด คือ รายงานชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องระบุถึงรอยช้ำรอบคอว่าเกิดจากถุงเท้าผูกคอ หรือเชือกรัดคอ ตับแตกมีความกว้างกี่เซนติเมตร และปริมาณเลือดออกในช่องท้องมีมากน้อยอย่างไร หากตับแตกเป็นแผลเล็กๆ อาจเกิดจากการกระแทกไม่รุนแรง มีเลือดค่อยๆ ไหล ก็ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงจึงเสียชีวิต แต่ถ้าตับเป็นแผลกว้าง เลือดไหลออกจำนวนมาก แสดงว่าถูกกระแทกอย่างรุนแรง เป็นผลให้เสียชีวิตทันทีได้.....

เมื่อคำชี้แจงสร้างข้อพิรุธบานปลาย ตอกย้ำให้ไม่เชื่อถือหนักขึ้นไปอีก.....

มาดูคำให้การของน้องชายผู้ตาย

“หลังเกิดเหตุดีเอสไอออกมาแถลงข่าวพี่ชายผมใช้ถุงเท้าผูกคอตัวเอง ไม่ตรงกับตอนแรกที่แจ้งว่าใช้เชือกผูกคอ และถุงเท้าที่พี่ชายผมใส่เป็นแบบสั้นถึงแค่ตาตุ่ม ไม่น่ามีความยาวถึงขนาดใช้ผูกคอได้ และบาดแผลไม่น่าจะบางเล็กจนเหมือนเชือกหรือลวด ทำให้เกิดข้อสงสัย.... การเสียชีวิตครั้งนี้น่าจะเป็นการตายผิดธรรมชาติ

ข้าราชการจังหวัดพังงา ตายสองรายซ้อนในเวลาไม่ห่างกัน เริ่มจากนายฉวี อินทระ อายุ 57 ปี ยุติธรรมจังหวัดพังงา จากการหายตัวไปอย่างลึกลับจากบ้านพัก พร้อมรถกระบะ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2559

จนกระทั่งผ่านไป 11 วัน ชาวบ้านแจ้งตำรวจ พบศพนายฉวี ถูกฆ่ายัดถังทิ้งในคลอง

ตำรวจสรุปคดี ว่าสาเหตุการตาย มาจากเรื่องชู้สาว ตามคำให้การของผู้ต้องหา 5 คน ซึ่งตำรวจจับตัวได้ในเวลาต่อมา

แต่ญาติยังไม่ปักใจเชื่อ และว่าน่าจะมาจากเรื่องหน้าที่การงานมากกว่า

เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมรุ่น ที่เห็นว่าคดีนี้มีเงื่อนงำ มีการอำพรางซ่อนเร้นศพ มีการเตรียมการอย่างดี เพราะจากประสบการณ์ของหนุ่มอายุเพียง 22 ปี ไม่น่าจะมีการวางแผนได้เป็นขั้นตอนเช่นนี้

การตายของ ฉวี และ ธวัชชัย เกี่ยวข้องกันหรือไม่ ก็คงห้ามความสงสัยของผู้คนไม่ได้.