Get Adobe Flash player

น้ำใจในชุมชน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อประมาณเที่ยงของวันเสาร์ที่ผ่านมา สองสามีภรรยาที่เป็นเพื่อนบ้าน หิ้วกับข้าวใส่หม้อใบใหญ่ สอบถามได้ความว่า จะเอาไปช่วยงานของ “ศูนย์พี่นงเยาว์”

ศูนย์พี่นงเยาว์ ศูนย์ป้านงเยาว์ ฯลฯ แล้วแต่จะเรียกตามชื่อของ ผอ.คือคุณนงเยาว์ วรานนท์ ที่ทำงานเคียงคู่กับสังคมไทยมาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ชื่อจริงๆ คือศูนย์พัฒนาสุขภาพชุมชน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในฮอลลีวูด

เป็นศูนย์เล็กๆ แต่ช่วยเหลือผู้คนไว้เยอะ ภาระที่นั้นมีมากมายเรียกได้ว่าไม่จบสิ้น

เมื่อวันเสาร์ ศูนย์ฯ ได้จัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง เดือนละครั้ง โดยมีผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยชาวไทยจำนวนหนึ่ง มาใช้บริการ เริ่มจากการที่ได้มาพบปะสังสรรค์กับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ละเดือน บางทีก็มีวิทยากรสลับกันมาบรรยายเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง เรื่องอาหารการกิน ข้อควรระวังเรื่องโรคภัยไข้เจ็บบ้าง มาสอนการใช้คอมพิวเตอร์บ้าง สอนการอ่านอีเมล์ บ้าง การเรียนรู้ต่างๆ เช่น การใช้โทรศัพท์ การส่งข้อความถึงกัน ส่งไลน์ ฯลฯ แล้วแต่ว่า เดือนไหนใครจะอาสาเข้ามาให้ความรู้เรื่องใด

เรียนแล้วได้บ้างไม่ได้บาง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคน ใครสนใจก็ดี ใครที่ไม่สนใจก็ไม่ว่ากัน

ช่วยกรอกเอกสารขอบ้านผู้สูงอายุ ขอเมดิแคร์-เมคิแคล ฯลฯ

ภาคบันเทิงก็มีการร้องรำทำเพลง อาจมีเต้นรำ ต่อด้วยการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งอาหารต่างๆ ก็เป็นการเตรียมจากงบฯ เท่าที่มีของศูนย์ฯ เองบ้าง คนไทยในชุมชนมาช่วยบ้าง

บางคนที่ไม่ได้ทำอาหาร แต่มาช่วยเป็นอาสาสมัคร ช่วยโน่นช่วยนี่ ก็มี

โดยไทยแลนด์พลาซ่า เอื้อเฟื้อสถานที่ ให้มาใช้บริการฟรีทุกเดือน

เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านผม ที่ทำอาหารไปสนับสนุนเสมอ คงเป็นความรู้สึกของคนไกลบ้านที่ไกลพ่อไกลแม่ ทำกับข้าวให้ท่านเหล่านั้นได้กิน ก็เหมือนได้ให้กับพ่อแม่ของเรา

จากยุค “เบบี้บูม” คนสูงอายุไทยในแอลเอ นับวันจะเพิ่มมากขึ้น มีทั้งคนที่อยู่ดั้งเดิม และคนที่มาอยู่กับลูกหลาน  

ในวัยที่ไม่ได้ทำงาน รายได้น้อยลง ร่างกายก็โรยราไปตามวัย ได้มาพบปะกัน ทำให้ชีวิตสดชื่นขึ้นมาบ้างไม่ต้องเหงาอยู่ที่บ้าน

ศูนย์นงเยาว์ ยังมีบริการด้านอื่นๆ กับคนทุกวัย โดยเฉพาะ การแนะนำให้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านสุขภาพ และเข้าถึงบริการของรัฐอื่นๆ ที่คนทั่วไป แม้แต่คนอเมริกันเอง ไม่ค่อยรู้

ตั้งแต่การฝากครรภ์ ของคุณแม่มือใหม่ ทั้งที่อยู่ในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง การขอรับความช่วยเหลือ ทั้งด้านอาหารเสริม ยา รวมถึงการพบแพทย์ ตลอดจนการคลอด การดูแลบุตร การทำประกันสุขภาพเด็กที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ฯลฯ

ยังมีการช่วยเหลือครอบครัว ที่แตกแขนงออกไปมากมาย

และนี่เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชน ที่ทำงานปิดทองหลังองค์พระปฏิมา มายาวนาน

ผู้เขียน เคยพบเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่ชีวิตต้องเฉียดคุกเฉียดตะราง ภาษาอังกฤษ ก็เถียงสู้เขาไม่ได้ เจอเล่ห์กลของลูกค้าที่แบล็คเมล์หวังตบทรัพย์ เมื่อไม่ได้ก็แจ้งความกลั่นแกล้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้กระทำความผิด ก็ได้ “ป้านงเยาว์” มาฉุดมือไว้ให้พ้นภัย

“ป้าเหมือนเทพเจ้ามาโปรด ถ้าไม่ได้ป้าครอบครัวก็คงล่มสลาย ต้องไปอยู่ในคุก อนาคต ความฝันก็คงจบสิ้น”

คนไทยในแอลเอ ไม่ได้มีแต่คนที่มีใบเขียว หรือเป็นอเมริกันซิติเซ่น หรือ นิวเจเนอเรชั่นที่มีอนาคตสดใสเท่านั้น

ยังมีผู้คนอีกจำนวนมาก ที่มาแสวงโชค มาขุดทอง แม้จะรู้ว่าไม่มีทองให้ขุดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีคนเดินทางมาไม่เว้นแต่ละวัน

เหมือนหนังเรื่องเก่าที่ฉายซ้ำ มาเพื่อเก็บเงินสร้างตัว มาเพื่อส่งเงินให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ มาเพื่อแบ่งเบาภาระทางบ้าน หรือมาด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม

หลายชีวิตโชคดีมีงานทำ แต่ก็ยังมีอีกหลายชีวิต ที่ตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัส ไม่ต่างกับบทเพลง “ฝนรินในเมืองหลวง” ที่อยู่ก็ไม่ได้ กลับบ้านก็ไม่ได้

เรื่องเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนมาใหม่เท่านั้น กับคนที่อยู่มานาน ก็มีโอกาสเผชิญกับความยากลำบากไม่ต่างกัน

ยังมีอยู่นะครับ คนที่ต้องใช้ “ถุงนอน” ซุกอาศัยอยู่ในโรงงาน ที่ไม่มีแม้แต่ห้องอาบน้ำ ต้องรีบตื่น รีบเก็บที่นอน มาต้มน้ำกับเตาไฟฟ้า ผสมเป็นน้ำอุ่น ต้องตักอาบจากถัง โดยใช้กะละมังรอง ก่อนที่โรงงานจะเปิด

ไม่มีเงินเช่าที่อาศัย บางคนนอนในรถ อาบน้ำตามสวนสาธารณะ ฯลฯ

บางคนถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงาน แต่ก็ยอมจำนน เพราะไม่มีปัญญาจะหาสิ่งที่ดีกว่า

มีทั้งที่อยู่ในไร่นา ในฟาร์มต่างๆ

หรือแม้แต่ที่เห็นหน้าเห็นตา เดินสวนกันในเมือง ที่หน้าชื่นแต่อกตรม

ภาวะของคนไทยในต่างแดนที่คล้ายกันคือ ไกลจากญาติพี่น้อง เมื่อมีงานทำ ก็พอมีเงินเลี้ยงชีวิต แต่เมื่อตกงานก็ลำบาก

เรื่องเช่นนี้เกิดกับคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย บางคนกัดฟันทำงานทั้งๆ ที่ร่างกายแย่เต็มที เหมือนกับพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ตัดหน้าอกไปแล้วหนึ่งข้าง บอกกับตัวเองว่ายังตายไม่ได้ เพราะลูกยังเล็ก ป่วยหนักแค่ไหนก็ก้มหน้าก้มตาเย็บผ้าเพื่อหาเงินส่งลูก ฯลฯ และเพราะจิตใจที่แข็งแกร่ง ทำให้เธอรอดชีวิต มาตราบทุกวันนี้

เรื่องคนเจ็บป่วย เรื่องการถูกครอบครัวทำร้าย ก็ยังพอมีองค์กรของคนไทย หรือองค์กร ของชาวเอชียนแปซิฟิก ที่มีคนไทยทำงาน ให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง

คนไทยที่ไม่ใช่คนโด่งดังอะไรในสังคม แต่อุทิศตัวเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ยังมีอยู่นะครับ หาเขาให้เจอ เพราะคนเหล่านี้ สมกับคำว่า “เพื่อนชาวไทย” ที่แท้จริง

ใครที่มาอยู่ตัวคนเดียว ก็น่าจะหาเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญๆ เก็บติดตัวเอาไว้บ้าง เพราะเมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถติดต่อได้ทันท่วงที

นีกย้อนไปถึงยุคก่อน คนไม่มาก แต่สังคมก็เข้มแข็ง สมาคมชมรมในสมัยโน้น เป็นที่พึ่งพาของคนในชุมชนได้มาก คอยช่วยแม้กระทั่งหางานการให้ทำ หาที่เรียนให้ เจ็บไข้ได้ป่วยพาไปเคาะประตูบ้านหมอแม้ค่ำมืดดึกดื่น คนที่มาเป็นนายกสมาคม ประธานชมรมฯ มีค่ามาก มีความเป็นจิตอาสาสูง ทุ่มเท เสียสละ ช่วยคนที่เดือดร้อนได้จริง

เรี่ยไรเงินจากหมู่เพื่อนๆ ช่วยจ่ายค่าเช่า ให้กับคนป่วยที่ทำงานไม่ได้ ช่วยแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน ไม่ทิ้งกัน ดูแลกันตามมีตามเกิด

มีแม้กระทั่ง ลงขันกันให้เพื่อน ที่ป่วยหนักขอกลับไปตายกับอ้อมอกแม่ที่เมืองไทย

คนที่นี่ ทำแม้กระทั่ง ช่วยกันเผาศพ คนไทยที่อยู่ห่างไกลญาติ

ถ้ามีเงินพอ ได้ใส่โลงไม้ ไม่มีเงินก็ใส่กลองกระดาษ หลวงพี่ใจดีท่านรู้ข่าว ก็ไปทำพิธีทางศาสนาให้

หนุ่มไทยคนหนึ่ง เดินทางมาหาเงินเพื่อไถ่ที่นาให้แม่ แต่โชคร้ายเสียชีวิต เพื่อนๆ รวบรวมเงินจนครบค่าไถ่นา นำห่อกระดูกและเงินสดไปมอบถึงมือแม่ ฯลฯ

แรงงานไทยนับร้อยคน ถูกลอยแพติดอยู่ในเกาะกลางทะเล ยังมีคนเดินทางไปดูแลคลี่คลายปัญหา

ยังจำได้ว่า ยุคหนึ่ง ที่นายกสมาคม มีบทบาทมาก แต่ก็มีบ้างที่อาสาเป็นผู้นำชุมชนเพียงเพื่ออยากจะมายืนแถวหน้าของสังคม

หรือที่คนสมัยก่อนเรียกว่า “สังคมผูกไท-ใส่สูท”

คนที่เขาตั้งใจ พยายามเปิดตลาดนัด ให้คนไทยมีรายได้ บางยุคมีความพยายามทำประกันสุขภาพให้กับคนไทยที่มีรายได้น้อย โดยทำเป็นกลุ่มใหญ่ในราคาที่ถูก

คนบางกลุ่มอยู่หล้งฉาก ไปช่วยกางเต็นท์ เก็บเต็นท์ให้วัด ตอนมีงาน ต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี โดยที่ไม่ต้องการหวังผลเพื่อให้ใครเห็น

หรือแม้กระทั่งวัดที่พยายามตั้งมูลนิธิ ช่วยดูแลศพผู้มีรายได้น้อย แม้โครงการจะต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่ก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง

ยุคสมัยเปลี่ยนไป บทบาทผู้นำชุมชนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปตามสภาพสังคมใหม่ สมาคมชมรมต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีเป้าหมายที่แตกต่างไปจากแต่ก่อน

คนเก่าก็อ่อนแรงไปตามวัย ทำได้ก็แค่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ

แต่ปัญหาของคนไทยในต่างแดน ก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิม เพียงแต่สังคม อาจพูดกันถึงพวกเขาน้อยลงเท่านั้น.