Get Adobe Flash player

เสียหายเพราะคนรอบข้าง โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ในอดีตที่ผ่านมา มีข้าราชการประจำ ตลอดจนนักการเมืองหลายคน ที่เป็นคนดีมีจริยธรรม แต่ชีวิตการงานต้องมีรอยด่างพร้อย หรือถึงกับทำให้อนาคตต้องหักเหไป สาเหตุเพราะลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือบางคนเกิดจากครอบครัว อย่างที่เรียกว่า “พังเพราะเมีย”

หน้าบ้านทำงานด้วยความซื่อสัตย์ แต่หลังบ้านรับสินบน

หรือเจ้านายดี ก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่ลูกน้องโกงกันระนาว ท้ายที่สุดเมื่อตรวจพบ เจ้านายก็อยู่ไม่ได้

ปลาตายตัวเดียวก็เหม็นไปทั้งข้อง นายปล่อยปละละเลยไม่ดูแลลูกน้อง นายก็ถือว่าผิด ส่วนสามี ดูแลภรรยาไม่ให้รับสินบนไม่ได้ ถือว่าสมรู้ร่วมคิด สามีก็ผิดด้วย

ในโลกของความเป็นจริงในสังคม ที่มีกฏระเบียบ กฏิกา เป็นข้อกำหนด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ทำหน้าที่พิทักษ์กฎ

สังคมจึงต้องมีตำรวจ เพื่อให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย และดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิด โดยมีศาลที่พิทักษ์ความยุติธรรมอีกชั้น

พลเมืองทุกคน ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้

ในทางการเมือง รัฐบาลประชาธิปไตยถูกออกแบบให้มีฝ่ายค้าน มีผู้ตรวจสอบจากองค์กรต่างๆ รวมทั้งภาคประชาชนทั่วไปในฐานะเจ้าของประเทศ

แต่การเมืองภาครัฐประหาร อยู่ในระบอบ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” นอกจากจะอยู่ได้เพราะมีกองทัพคอยให้การสนับสนุนแล้ว ตัวผู้นำต้องสร้างศรัทธาให้ประชาชนเชื่อถือ เป็นระบบเชื่อมือ เชื่อใจโดยที่ไม่มีหลักประกันอื่น ศรัทธาอยู่ คนก็อยู่ แต่ถ้าหากสิ้นศรัทธา อำนาจจากปลายกระบอกปืน ก็ไม่สามารถรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ได้ 

ผู้นำจึงเป็นหลักเดียวที่จะต้องดูแลประเทศ และดูแลคนรอบข้างให้อยู่กับร่องกับรอย

ผู้มีอำนาจรัฐ จึงต้องดำเนินการในเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้อง ทั้งถูกกฎหมาย และถูกทำนองคลองธรรม

บางเรื่อง ผิดทางกฎหมายไม่ร้ายแรง แต่หมิ่นเหม่ต่อจริยธรรม จนถูกสังคมติเตียน อาจร้ายแรงยิ่งกว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายเสียอีก

อย่างเช่นข่าวคราว กรณีของ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และคณะ รวม 38 คน ไปประชุม รมว.กลาโหมอาเชียน-สหรัฐ ที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 

รายการนี้ ใช้เที่ยวบินเหมาลำ ด้วยงบประมาณถึง 20.9 ล้านบาท เฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มบนเที่ยวบิน 6 แสนบาท

ข่าวจาก “ผู้จัดการ” ได้อ้างถึงเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตกรณีที่ การใช้เงินงบประมาณในการเช่าเหมาลำเครื่องบินของสายการบินไทย เพื่อนำ พล.อ.ประวิตร และคณะ ไปประชุมฯ ระหว่างวันที่ 29 ก.ย. ถึง 2 ต.ค. ที่ผ่านมา รวมค่าใช้จ่าย 20.9 ล้านบาท

ภาพในเมนูอาหารบนเครื่องบิน ระบุข้อความว่า “ฮอนโนลูลู - กรุงเทพฯ อาหารมื้อแรก คาเวียร์และเครื่องเคียง อาหารว่างเลิศรส ทอดมันปู กุ้ง และแฮมอิตาเลียนรมควัน”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่า เมนูที่ปรากฏในภาพนั้น เป็นเมนูอาหารของจริงหรือไม่

สำหรับ คาเวียร์ หรือไข่ปลาคาเวียร์ “ผู้จัดการ” ได้ขยายความว่า เป็นไข่ปลาที่ผ่านการปรุงรสมาแล้ว ส่วนมากจะนำมาจาก ไข่ปลาสเตอร์เจียน ซึ่งคาเวียร์ที่มีชื่อเสียงจะมาจากฝั่งทะเลสาบแคสเปียน ในแถบอาเซอร์ไบจาน, อิหร่าน และ รัสเซีย นิยมจะตักไข่ปลาด้วยช้อนคันเล็กๆ ทาลงบนขนมปังแล้วรับประทาน

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เครื่องบินสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 8886 เป็นเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง 747-400 ขนาดจัมโบเจ็ต ลำใหญ่ สามารถจุผู้โดยสารนั่งได้ถึง 416 คน

มีการตั้งคำถามด้วยว่า อยากทราบว่าพวกท่านผู้มีอำนาจมีความจำเป็นอะไรที่ต้องเหมาไปทั้งเครื่องเพื่อคนแค่ 38 คน มันพอเพียงแล้วหรือ

สำหรับข้อมูลการประกาศราคากลางจัดซื้อ-จัดจ้าง ประจำปี พ.ศ. 2559 จ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศ โดยเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโครงการโดย กองการต่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 20,953,800.00 บาท ประกอบด้วย

1.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน 3,835,200.00 บาท 2.ค่าเชื้อเพลิงอากาศยาน 10,776,000.00 บาท 3.ค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเที่ยวบิน 600,000 บาท 4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติการภาคพื้น 2,636,400.00 บาท และ 5.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 3,106,200.00 บาท

กรณีนี้ ถูก นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึง พล.อ.ประวิตร ที่ใช้งบประมานเดินทางในการร่วมประชุม รมว.กลาโหมอาเชียน-สหรัฐ ที่มลรัฐฮาวาย

ว่ารัฐบาลคสช. ใช้จ่ายเงินในการเดินทางไปประชุมสูงลิ่ว อย่างที่ออกมาชี้แจงกันว่าการไปฮาวายของ พล.อ.ประวิทย์ 2-3 วัน หมดไป 20 กว่าล้านบาท

ตนรู้สึกเสียดายเงินหลวง ถ้าเอาไปช่วยคนยากคนจน ก็คงจะไม่มีใครเขาว่ากันได้หรือใช้เงินขนาดนี้ แล้วประชาชนประเทศชาติได้ประโยชน์มาก ก็คิดว่าคงจะไม่มีใครออกมาตำหนิ

ขอให้รัฐบาลคสช. ตระหนักและคิดให้รอบคอบในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีแบบทุกวันนี้ ซึ่งรายได้ของรัฐก็ไม่พอกับรายจ่าย และก็อยู่ในช่วงที่รัฐบาลกระเป๋าแห้งต้องกู้เงินมาใช้จ่าย และพยายามจัดเก็บภาษีทุกรูปแบบ

และว่า ตอนตนเป็นรองนายกฯ และ รมว. ต่างประเทศ เดินทางไปประชุมสำคัญๆ ระหว่างประเทศ แทนนายกฯ ก็เดินทางด้วยสายการบินพาณิชย์ทั่วไปตลอด ก็ได้ไปประชุม APEC ที่ ฮาวาย เช่นกัน เจ้าหน้าที่ ปลัดและข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ก็จะเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ตามปกติ ใช้เงินไปไม่กี่บาท ไม่น่าจะถึง 2 ล้าน ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจ ของไทยเราขณะนั้นดีกว่าตอนนี้เยอะ

คำกล่าวของ นายสุรพงษ์ ถ้ามองในทางเกมการเมือง ก็เป็นแค่วาทะเยาะเย้ย หรือยั่วให้โกรธ แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่ามาจากความจริง เพราะในสมัยของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ก็ถูก “สงสัย” เรื่องการเดินทางไปต่างประเทศอยู่ไม่น้อย

เพราะฉะนั้น ถ้าพวกเขา “สงสัยบ้าง” กับสิ่งที่เกิดในรัฐบาลนี้ ก็ย่อมทำได้

ที่สำคัญ ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย หลายคนอ่านข่าวแล้ว ก็ไม่สบายใจ แม้จะเชื่อว่า พล.อ.ประวิตร คงไม่ได้ทำอะไรผิด และมีสิทธิที่จะเช่าเหมาลำไปประชุม แต่ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเหมาะสม

บ้านเราเพิ่งจะผ่านภัยแล้ง ก็มาเจอภัยจากพายุฝน ภัยน้ำท่วมที่เข้ามาแทนที่ เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ส่งออกไม่เป็นไปตามเป้า บ้านเมืองยังมีแต่เรื่องข่มขืนแล้วฆ่า ปาหินใส่รถ

จะค้าขาย จะกินจะอยู่ก็ลำบาก

ในขณะที่ผู้อาสาเข้ามาดูแลประเทศ กลับใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เหมือนไม่ช่วยกันประหยัด

เรามองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ คสช. มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่ดูแลบ้านเมือง ต้องการจะปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย

แต่พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็มีจุดอ่อนตรงที่ ท่านปกป้องคนของท่านมากเกินไป  เชื่อว่าคนที่ใกล้ชิดของท่านจะไม่มีวันทำในสิ่งที่ผิด หรือทำให้โลกติเตียนได้

ท่านจึงรู้สึกฉุนเฉียวทุกครั้งที่ “คนของท่าน” ถูกตรวจสอบในกรณีต่างๆ ทั้งเรื่องครอบครัวน้องชาย หรือเรื่อง พล.อ.ประวิตร ไปฮาวาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากคนที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี มีความจริงใจที่จะให้นายกฯ ทำงานโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ก็จะต้องระวัง อย่าทำอะไรให้ “โอเวอร์” จนผู้คนเขาหมั่นใส้

อย่างเช่นเมนูอาหารบนเครื่องบินเหมาลำ ถามว่าจะกิน “ไข่ปลาคาเวียร์” ใน “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน” ให้ได้อะไรขึ้นมา.