Get Adobe Flash player

คิดถึงรูป-คิดถึงบ้าน โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ผมเป็นชาวชนบท บ้านอยู่ในเวิ้งอ่าวเป็นบึงอยู่ริมแม่น้ำสายใหญ่ ที่ภาษาไทยเก่าๆ เราเรียกว่า “ในบาง”

ในบาง หรือลำบาง เป็นคำเดียวกับ บาง ซึ่งเป็นคำนำหน้าของ บางกอก บางเสาธง หรือบางซ่อน ฯลฯ

ในนิราศนรินทร์ ของ นายนรินทรธิเบศร์ (อิน) ก็ปรากฏในโคลงสี่สุภาพที่ว่า

 

จากมามาลิ่วล้ำ                     ลำบาง

บางยี่เรือราพลาง                  พี่พร้อง

เรือแผงช่วยพานาง                               เมียงม่าน มานา

บางบ่รับคำคล้อง                  คล่าวน้ำตาคลอ

ใกล้บ้าน ขนานไปตามลำน้ำ มีตลาดเล็กๆ มีร้านตัดผมชาย ร้านเสริมสวย ร้านตัดเสื้อผ้าชาย ร้านโชห่วย ร้านกาแฟ และตลาดสด

พ่อกับแม่ เป็นครูประชาบาล เก็บหอมรอมริบจนได้เงินมา 1 หมื่น 4 พันบาท มาสร้างบ้านนี้เอาไว้เหมือนในบทเพลง “รังรักในจินตนาการ”

ครอบครัวเรามี 7 คน ปู่ พ่อแม่ และลูกๆ 4 คน หญิง 1 เป็นคนโต และน้องชาย 3 คน ผมเป็นคนที่ 2

วันขึ้นบ้านใหม่ ญาติของเราให้ของที่ระลึกเป็นรูปในหลวงสีขาวดำบานใหญ่  เป็นมงคลของบ้าน พ่อติดไว้เหนือบานประตูที่ห้องรับแขก ใครเข้ามาก็จะเห็นรูปในหลวงก่อน

ตั้งแต่ผมจำความได้ ในราวปี พ.ศ. 2500 ครอบครัวเรา ก็มีรูปนี้ ที่เป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้าน เป็นที่พึ่ง ในยามที่ไม่มีสิ่งใดจะพึ่งพาได้

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2502 ในหลวงและพระราชินี  เสด็จเยี่ยมพสกนิกรที่อำเภอบ้านเรา พ่อกับแม่ไปเฝ้ารับเสด็จฯ พ่อไม่ค่อยเห็นเพราะต้องยืนหันหลัง ส่วนแม่เห็นใกล้และชัดมาก

แม่กลับมาบ้าน ชมไม่ขาดปากถึงความงดงามของพระราชินี แม่บอกว่างามอย่างคนมีบุญ งามเป็นประกายจนบอกไม่ถูก ส่วนพ่อที่ไปด้วยกันก็ต้องมาฟังที่แม่เล่า ทั้งมีเรื่องเล่าให้ญาติพี่น้องฟังไปอีกนาน

ประมาณเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2505 มีพายุโซนร้อนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเข้ามาในอ่าวไทย ถล่มบ้านเรือนริมทะเล สร้างความเสียหายอย่างหนัก ที่แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยความเร็วลมสูงสุด 95 กม.ต่อชม.

มหาวาตภัย ลามสู่จังหวัดใกล้เคียง ผ่านปากอ่าวเข้าสู่แม่น้ำที่บ้านเราในช่วงกลางดึก ทั้งลมและฝนรุนแรงมาก เสียงดังสนั่น หลังคาปลิวว่อนเหมือนอยู่ในนรก น้ำท่วมจากพื้นบ้าน สูงขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเรา รวมทั้งหมา ต้องนั่งรวมกันบนโต๊ะ ที่พ่อเอามาเรียงไว้

ไก่ บินไปเกาะบนตู้กับข้าว ความน่ากลัวของพายุ มันเกินกว่าที่เด็กทุกคนจะร้องไห้ คิดแต่ว่า ถ้าน้ำท่วมโต๊ะ เราจะทำอย่างไรต่อไป

พายุก็ไม่สงบลง น้ำก็ยิ่งสูงขึ้น รอบบ้านกลายเป็นทะเลไปแล้ว

แม่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่พนมมือที่รูปในหลวง บอกท่านว่าให้ช่วยลูกของแม่ด้วย

ในขณะที่ลุ้นระทึกที่ยาวนาน พายุฝนก็ค่อยๆ สงบลง น้ำค่อยๆ ลด แม้จะยังท่วมอยู่ แต่ค่อยๆ ระบายสู่แม่น้ำ ลงสู่ทะเล

เหตุการณ์นั้น ทำให้รูปในหลวง กลายเป็นที่พึ่งของทุกคนในบ้าน

ลูกๆ เคยถามพ่อว่า ในหลวงเป็นใคร พ่อบอกว่าเป็นประมุขของประเทศ เป็นหัวหน้าอันดับหนึ่งของหมู่ชน

ในสมัยก่อน เมื่อมีข้าศึกมาประชิดเมือง ในหลวงต้องออกหน้าไปรบ เผชิญอันตรายเป็นที่สุด หากพลาดพลั้งก็ถึงแก่ชีวิต ในภาษาราชาศัพท์เรียกว่า สวรรคต

แล้วพ่อก็ยกตัวอย่าง วรรณคดีลิลิตตะเลงพ่ายตอนที่ว่า

                อุรารานร้าวแยก   ยลสยบ

เอนพระองค์ลงทบ  ท่าวดิ้น

เหนือคอคชซอนซบ  สังเวช

วายชิวาตม์สุดสิ้น สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

เป็นการสิ้นพระชนม์บนคอช้างของพระมหาอุปราชาแห่งพม่า จากการทำศึกยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของไทยเรา

พ่อบอกว่า ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระนางศรีสุริไยไท ก็สวรรคต ในลักษณะเดียวกัน

แม้ในหลวงยุคปัจจุบัน ไม่ได้ออกรบเหมือนเมื่อก่อน แต่ท่านก็คือลูกหลานผู้มีพระคุณของแผ่นดิน

สมันรัตนโกสินทร์ กู้ชาติรบพม่าหลังศึกกรุงศรีฯ ยังมีในช่วงสงครามเก้าทัพ ฯลฯ

โรงเรียนที่หมู่บ้านเรา มีแค่ประถมปีที่ 4 เป็นชั้นสูงสุดของการศึกษาภาคบังคับ เราพี่น้องจึงต้องทยอยจากบ้านไปทีละคนที่เราสำนึก ต้องทดแทน ท่านผู้หลั่งเลือดแทนเรา ตราบเท่าที่เรายังมีประเทศไทย

ความทุกข์ของการพลัดพราก คงไม่ต่างจากคำที่ว่า “จากเรือนเหมือนนกที่จากรัง อยู่หลังก็จะแล ชะแง้คอย”

ลูกห่วงพ่อแม่ พ่อแม่ห่วงลูก แต่ไม่ไปก็ไม่ได้

เราได้แต่บอกกับรูปในหลวง ว่าฝากพ่อแม่ด้วย

พ่อแม่ก็เช่นกัน ขอให้รูปในหลวงดูแลเรา

แม้เราจะคิดกันแบบนี้ แต่ความผูกพันที่มีต่อรูปในหลวง ไม่ใช่ความงมงาย เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่อยู่กับเราในยามที่สับสน ในยามที่ต้องการพลังใจ เหมือนความรัก ที่ไม่ต้องการเหตุผลใดมาประกอบ

เหมือนนับถือศาสนา ที่เราไม่เคยว่าหรือคัดค้านที่ใครจะนับถืออะไร แต่เรา ก็เลือกนับถือในสิ่งที่เราเลือก

วันนี้ วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นวันที่เหงามากข่าวในหลวง ที่หนังสือพิมพ์ เรียกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ”  

ตื่นแต่เช้าทำกับข้าวไปวัด ลงมือแกงเอง แม่บ้านทำผัดไก่และสาคูไส้หมูไปถวายพระ กรวดน้ำ

คิดถึงบ้านในเวิ้งอ่าว คิดถึงปู่ คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ ที่จากกันมานาน จากกันชั่วชีวิต

คิดถึงต้นลำพูที่มีแสงหิ่งห้อยยามค่ำคืน ที่มองเห็นได้จากระเบียงหน้าบ้าน

คิดถึงครอบครัวที่นั่งล้อมวงกันร้องเพลง

บ้านหลังนี้ ผ่านกาลเวลา 59 ปีเต็ม วันนี้ถูกปิดเงียบ ปู่ พ่อและแม่ ละสังขารจากไปหมดสิ้น ลูกๆ พลัดพรากไปคนละทิศคนละทาง ตามเส้นทางของการทำงานเหมือนนกที่หากินไกลรัง

รูปในหลวง ยังอยู่ที่เดิม และจะอยู่ในดวงใจของพวกเราไปจนกว่าจะถึงเวลาของแต่ละคน.