Get Adobe Flash player

พระเจ้าอยู่หัวของปวงประชา โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การเสด็จสวรรคตของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของประชาชนชาวไทย ที่มีความรักและเทิดทูนพระองค์

หรืออย่างที่ทางราชการใช้คำว่า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


ราชอาณาจักรขอม ตั้งแต่สมัยฟูนัน เจนละ ได้ยก พระผู้ครองแผ่นดิน “องค์วรมันต์” varmma หรือ 

วรมมะ (วะ-รม-มะ) หรือวรรมมะ (วรฺมัน แปลว่า ผู้มีเกราะคุ้มครอง) ขึ้นเสมอด้วยเทพเจ้า

 

เราจึงได้ยินคำขานแทนพระนามว่า  “กมรเตง อัญ- ธุลีพระบาทกมรเตงอัญ”  หมายถึงเจ้ามหาชีวิตตามแบบอย่าง “วรมเทวะ” พระนามกษัตริย์ในราชวงศ์ปาลาวะ ของอินเดียหลังพุทธกาล

ตัวอย่างเช่น พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัดถวายพระวิษณุ ในลัทธิไวษณพนิกาย มีพระนามหลังสิ้นพร


นั่นหมายถึงการเสด็จกลับไปสู่สรวงสวรรค์
ะชนม์ ว่า "พระบาทกมรเตงอัญบรมวิษณุโลก" หมายถึงทรงเข้าถึงแล้วซึ่งพิภพอันยิ่งใหญ่ของพระวิษณุ คือ สรวงสวรรค์

ในสมัยขอม ได้มีการสร้างพระปรางค์ปราสาทที่ก่อด้วยหินทราย เป็นรูปคล้ายฝักข้าวโพด จำหลักลวดลายสวยงาม มีทั้งรูปเทวะ นางอัปสรา ฯลฯ แบ่งเป็นชั้นๆ ด้วยกลีบขนุนและซุ้มทิศ ไปจนถึงเรือนยอด ที่มี “วัชระ” ที่แปลว่าสายฟ้า อยู่บนสุด

นัยว่าเป็นการจำลองเขาพระสุเมรุ หรือเขาหิมาลัย เหนือป่าหิมพานต์ ที่เชื่อว่าเป็นสวรรค์ชั้นต่างๆ อันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าตามลำดับชั้นความสำคัญ

เมื่อพระเจ้ามหาชีวิตสิ้นพระชนม์ มีการอัญเชิญพระบรมศพ ประดิษฐานไว้ในห้องด้านบนขององค์พระปรางค์

แต่สำหรับชาวสยาม

ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์ คือพ่อของพลเมือง มีคำนำหน้าพระนามว่า “พ่อขุน” มีวังเล็กๆ วัดวาอารามก็เล็กๆ มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ทุกข์ร้อนอะไร สามารถสั่นกระดิ่งขอเข้าพบได้

จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เรารับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากเขมร ยกพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ที่มีพระราชอำนาจเป็นที่สุด มีการใช้ราชาศัพท์ และมีพิธีกรรมสำหรับพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นพิเศษ

เป็นกติกาที่กำหนดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

จนถึงยุคสมัยพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ

พระองค์ท่านยังทรงเปี่ยมด้วยพระราชอำนาจ ตามโบราณราชประเพณี ต่างชาติมองว่าในหลวงเป็นเทพ แต่คนไทยกลับรักในลวงในความเป็นสามัญของพระองค์

ประชาชนเรียกขานพระองค์ท่านว่า “พ่อ”

ที่ประทับ ในวังสวนจิตรลดา มีแต่โรงนา ที่ทดลองปลูกข้าว ที่เลี้ยงสัตว์ โรงสี ฯลฯ

พอในหลวงทดลองอะไรได้สำเร็จ ก็มาบอกประชาชน เพาะพันธุ์ปลา อย่างปลานิล ปลาทับทิม ฯลฯ ก็เป็นปลาที่มาจากการทรงทดลองของในหลวง

อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อก่อนบางคนไม่เชื่อ แต่หลังจากฟองสบู่แตก คนในเมืองต้องกลับไปอยู่บ้านไร่บ้านสวน จำเป็นต้องทดลองทฤษฎีในหลวง กับที่ดินไม่กี่ไร่ ใช้การบริหารจัดการแบบผสมผสาน หมักปุ๋ยชีวภาพ ทำยากำจัดแมลงเอง แบ่งโซนเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชตามความต้องการของตลาด

ทำดีๆ ก็รวยได้ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง  

เมื่อสองสามปีก่อน “คมชัดลึก” เคยเอาเรื่องราวของ คุณจำลอง สงวนสุข เกษตรกร ต.ลำพยนต์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ มีที่ดิน 1 ไร่ ก็สามารถพลิกฟื้นชีวิตให้มีความสุข หมดหนี้สิน ถึงขั้นร่ำรวยได้

จากการแนะนำของหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ มาชักชวนให้เข้าร่วมโครงการ 1 ไร่ 1 แสน

ที่ดิน 1 ไร่ แบ่ง 100 ตารางวา ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว มีชะอม 80 ต้น มะนาว 20 ต้น ขนุน ส้มโอ พริก หอม ผักชี มะพร้าว ผักหวาน พริกไทย มะละกอ ตระไคร้ ข่า ขิง กระชาย กะเพรา กันที่ขุดสระน้ำขนาดย่อมไว้กักเก็บน้ำ

เริ่มแรกคือ ปลูกเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อกิน หลังจากนั้นเหลือก็เก็บขาย แล้วก็แจกจ่ายเพื่อนบ้าน

พื้นที่อีก 300 ตารางวา ปลูกข้าวโพดหวาน สลับกับการปลูกถั่วลิสง นำข้าวโพดมานึ่งขายเองที่ริมถนนหน้าบ้าน ไม่ได้เก็บขายเป็นกิโลเพราะราคาถูก แต่ รายได้จากการขายข้าวโพดอย่างเดียวประมาณ 2,000 บาทต่อวัน 

ปลูกข้าวโพดประมาณ 10,374 ต้น ถ้าฝักใหญ่ขาย 3 ฝัก 20 บาท ถ้าฝักเล็ก ขาย 4 ฝัก 20 บาท คิดค่าเฉลี่ยแค่ราคาฝักละ 5 บาท จากพื้นที่ที่ปลูกได้ทั้งหมด ขายหมดหนึ่งครั้งจะได้เงินประมาณ 5 หมื่นบาท แต่ใน 1 ปี ปลูกประมาณ 3 ครั้ง ก็ได้เงินแล้ว 1.5 แสนบาท นี่ยังไม่รวมรายได้ที่ได้จากการขายถั่วลิสง และผักสวนครัว

คุณจำลองบอกว่า "หลังจากทดลองทำดูในปีแรก ก็พบว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้ได้จริง ผมมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีเงินส่งลูกเรียน มีเงินซื้อรถแทรกเตอร์ และสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิต ไม่ต้องเดือดร้อน มีหนี้สิน และมีเงินเก็บสามารถซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นอีกด้วย"

ขณะนี้มีพื้นที่บางส่วนที่เช่าเพื่อทำไร่ข้าวโพดอาหารสัตว์ กันพื้นที่เล็กๆ ไว้ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ก็ทำให้มีข้าวไว้กินโดยที่ไม่ต้องซื้อ และถ้าเหลือก็จะมีคนมาขอซื้อในราคาที่แพงเสมอ เพราะเขาเชื่อมั่น พืช ผัก ทุกอย่างที่ไปจากไร่ปลอดสารเคมีทั้งหมด

ปัจจุบันมีรถไถ 4 คัน, ปิกอัพ 1 คัน, มอเตอร์ไซค์ 5 คัน ลูกเรียนมหาวิทยาลัย 2 คน ซื้อที่ได้เพิ่มอีก 50  ไร่

หรืออย่างที่ www.siamupdate.com เคยนำเสนอ

เป็นเรื่องของ คุณประทีป มายิ้ม เกษตรกร อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พื้นที่ 1 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน…ส่วนแรก 4 ตารางวา ทำเป็นพื้นที่ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารกำจัดศัตรูพืช

“ส่วนที่ 2 ปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียง ยึด 10 เมนูยอดนิยมครัวไทยปลูกข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา

มะละกอ 200 ต้น เก็บผลขายได้ทุกวัน วันละ 20 กก. กก.ละ 15 บาท

พืชผักทั้งหลาย เก็บวันเว้นวัน ครั้งละพันบาท แค่นี้ได้แล้วเดือนละ 24,000 บาท

ส่วนที่ 3 ใช้เนื้อที่ 2.5 ตารางวา ทำคอกเลี้ยงสัตว์แบ่งครึ่งเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัว อีกครึ่งเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ได้ไข่ทุกวัน มีแม่ค้าข้าวแกงมารับซื้อทุก 3 วัน ได้อีกเดือนละ 1,000 บาท

ส่วนที่ 4 บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ 2 บ่อ บ่อแรก 2 ตารางวา ขุดไว้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก เพาะพันธุ์ขายลูก กับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ได้อาหารให้ปลาดุกฟรีๆ เลี้ยงพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัว แม่พันธุ์ 100 ตัว จะได้ลูกพันธุ์ไปขายตัวละ 1 บาท เดือนละ 10,000 ตัว…ปีหนึ่งเกินแสน

บ่อที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 11 ตารางวา ก่ออิฐทำเป็นบ่อเลี้ยง 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย…4

กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว…3 ปลา ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ, 2 หอย = หอยขม-หอยโข่ง

พื้นบ่อเป็นดินเพื่อจะได้ผสมพันธุ์ออกลูกได้ เลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้แหน สาหร่าย ผักกระเฉด ผักบุ้ง พร้อมกับปลูกข้าว ต้องการแค่ให้ใบร่วงไปเป็นอาหารสัตว์น้ำ

1 ปี จะได้กุ้งก้ามแดงให้จับขายประมาณ 1.5 แสนบาท กุ้งก้ามกราม ปีหนึ่งจับได้ 2 หน เป็นเงิน 14,000 บาท กุ้งแม่น้ำได้ปีละหน 2,400 บาท…จับขายเฉพาะตัวใหญ่ ตัวเล็กเก็บไว้เลี้ยงต่อ โตขึ้นได้ขนาดเมื่อไรถึงขาย แถมยังได้มีโอกาสปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์ออกลูกหลานให้เราเลี้ยงไปขายได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ปลาตะเพียน 10 ตัว ไม่ได้หวังขาย เลี้ยงไว้เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช้าขึ้นมาปลาตะเพียนลอยหัว ถึงคราวเปลี่ยนน้ำ ปลานิลเลี้ยงไว้ 10 คู่ ออกลูกหลานมาให้จับขายปีละ 3 หน หนละ 20 กก. ปีหนึ่ง 2,400 บาท ส่วนปลาคาร์พ ซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาท มาเลี้ยง 4-5 เดือน เอาไปขายร้านปลาสวยงามได้ตัวละ 80 บาท

หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท

รวมแล้วพื้นที่ 1 ไร่ ทำเงินได้…ปีละไม่ต่ำกว่า 6 แสนบาท

สำหรับโครงการของในหลวง ถูกแยกเป็นสาขา ต่อยอดไปถึงกว่า 4 พันโครงการ ให้ประชาชนสามารถนำไปใช้

ในหลวงภูมิพลฯ พระองค์จึงเป็นภูมิของแผ่นดิน เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่พิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลาว่ารักประชาชน ทรงงานหนักอย่างไม่มีวันหยุด ในพระหัตถ์มีแผนที่ ดินสอและกล่องถ่ายรูป เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ฟังคำให้สัมภาษณ์จากผู้คน แม้จะตอบสื่อฝรั่ง ก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน

เพราะฉะนั้น เมื่อประชาชนแสดงความรักในหลวง จึงเป็นความรักที่ลูกมีต่อ “พ่อ” ก็ออกมาจากหัวใจ ไม่ได้มาจากการบังคับให้รักด้วยความกลัว จึงเป็นความบริสุทธิ์และงดงาม

หลายปีที่ผ่านมา “พ่อ” หมดแรงที่จะบุกป่าฝ่าดง “ลูก” เห็นแค่ภาพ “พ่อ” ที่ประทับบนรถเข็น มองสายน้ำเจ้าพระยาที่ไหลเอื่อย ทรงคิดอะไร ถ้าไม่ใช่ห่วงพสกนิกร

วันที่ “พ่อ” เป็น “พระเจ้าอยู่ห้วในพระบรมโกศ” จึงเป็นวันที่น้ำตาท่วมแผ่นดิน.