Get Adobe Flash player

พ่อของแผ่นดิน ในความประทับใจของอดีตนายกฯ"ชวน หลีกภัย" โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ได้อ่าน บทสัมภาษณ์ นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่อง "พ่อแห่งแผ่นดิน ในความประทับใจของอดีต 3 นายกฯ" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เอ็กซ์ไซท์ ไทยโพสต์ ฉบับพิเศษ วันที่ 21 ตุลาคม 2559

มีประเด็นที่งดงามมากมาย จึงขออนุญาต นำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่เท่าที่เนื้อที่จะอำนวย เพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ร่วมกัน

อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ชวน หลีกภัย ที่เคยเข้าเฝ้าฯ ถวายงานและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มามากมายหลายครั้งตลอดช่วงที่เป็นนักการเมือง

อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย เล่าให้ฟังว่า

ในช่วงคุณแม่ถ้วน หลีกภัย ป่วย ผมเป็นนายกรัฐมนตรี วันหนึ่งไปไปรับเสด็จ โดยปกติท่านต้องไปที่งาน แต่ท่านทรงแวะเข้ามาที่ผม และคำแรกที่รับสั่งก็คือว่า “ท่านนายกฯ คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง” ตอนนั้นผมขนลุกเลย แสดงว่าทรงติดตามและให้ความสำคัญกับคนอื่นๆ

ผมก็ไปบอกแม่ถ้วนว่า “แม่ พระเจ้าแผ่นดินถามถึงแม่” ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก และบันทึกในความทรงจำของผมเอาไว้ ไม่มีลืมเลือน

“อดีตนายกฯ” กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ความประทับใจอีก คือทรงเข้าใจผู้ร่วมงาน กล่าวคือ โดยปกติ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะได้สายสะพายและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายในจุลจอมเกล้าด้วย ผมเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้ เนื่องจากตอนนั้นมีสถานการณ์บ้างอย่างเกิดขึ้นในฝ่ายตุลาการ

มีวันหนึ่ง รับสั่งด้วยพระองค์เองเมื่อผมเข้าเฝ้าฯ ในงานว่า “คุณชวนยังไม่ได้เครื่องราชฯ เราไม่เคยคิดว่าจะรับสั่งเรื่องนี้นะ”

ผมก็เลยกราบบังคมทูลขณะนั้นเลยว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นนักการเมืองพระเจ้าค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าได้รับสายสะพาย 4 เส้นถือว่าสูงสุดของนักการเมือง ไม่ปรารถนาอะไรมากกว่านี้ ฉะนั้นเครื่องราชฯ ที่พระองค์ท่านรับสั่งถึงข้าพระพุทธเจ้า ขอให้พระราชทานให้ ผู้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทใกล้ชิดจะดีกว่าพระเจ้าค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นนักการเมือง ไม่มีความจำเป็น ซึ่งวันนั้นในหลวงก็ตรัสกลับว่า “เมื่อคุณชวนพูดอย่างนี้ ฉันก็สบายใจ แต่คนอื่นไม่เป็นอย่างนี้”

สำหรับเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่นี้ เมื่อผมพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ไปเป็นผู้นำฝ่ายค้าน วันหนึ่ง นายวิษณุ เครืองาม (อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) ก็โทร.มาว่าให้ผมเตรียมตัว ไปรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายใน เนื่องจากพระองค์รับสั่งด้วยพระองค์เองว่า “ให้คุณชวนเขาด้วย เพราะคุณชวนยังไม่ได้” ซึ่งถือเป็นความผูกพันส่วนตัวที่ได้ทำงานใกล้ชิดพระองค์ท่านในตำแหน่งหน้าที่

“อดีตนายกฯ ชวน” กล่าวต่อว่า ผมมีโอกาสร่วมโต๊ะเสวยในหลายโอกาส เช่น เสด็จฯ ต่างจังหวัด บางครั้งก็มีเลี้ยง ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ต้องร่วมโต๊ะเสวย ซึ่งอาหารส่วนใหญ่ที่รับประทานเป็นอาหารไทยทั่วไป เช่น แกงจืด ข้าว ไม่ค่อยมีแกงเผ็ด แกงไตปลาไม่มี (หัวเราะ) และผมจะต้องนั่งติดกับพระที่นั่งของในหลวง โดยพระองค์ท่านจะอยู่ทางขวา ผมก็จะมีเศษกระดาษเอาไว้จด เพราะระหว่างรับสั่งอะไรบนโต๊ะเสวยเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ ซึ่งผมจำได้ไม่หมด บางครั้งในหลวงก็ทรงทักว่าคุณชวนจดเอาไว้ด้วยเหรอ ผมก็ทราบบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าจำได้ไม่หมด ในหลวงก็ทรงพระสรวล

พระองค์ทรงเล่าเรื่องสมเด็จย่า ที่พระองค์ทรงเรียกว่าแม่ พระองค์ท่านชอบเล่าการเรียนสมัยเด็ก เวลาไปเอาของใครมาแม่ไม่ยอม เวลาใครให้ของมา ต้องซักแล้วซักอีกว่าไปเอามาได้อย่างไร ต้องมีการชี้แจงว่าพระองค์ไปทำอะไรมาให้เขา จึงได้ของตอบแทนมา

ผมเคยกราบบังคมทูลถามว่า สมัยเด็กที่พระองค์ทรงเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ ภาษาหลักคือฝรั่งเศส พระองค์ตอบว่าใช่ ผมก็ทราบบังคมทูลว่าแล้วภาษาอังกฤษพระองค์ท่านเรียนอย่างไร พระองค์ท่านก็รับสั่งว่าก็ฟังของสำนักข่าว บีบีซี ซึ่งอย่าลืมว่าสมัยนั้นความพร้อมในการส่งพระราชทรัพย์ ไม่ได้มีความพร้อมอย่างสมัยนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องได้มาง่ายๆ ฉะนั้นสมเด็จย่าจึงได้ประหยัด

อดีตนายกฯ ชวน เล่าอีกตอนหนึ่งว่า

เรื่องความเป็นประชาธิปไตย ที่ผมอยากบอกว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีคำอยู่คำหนึ่ง คือ The King can do no wrong พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่ผู้ใดล่วงละเมิดมิได้ พูดง่ายๆ คือ พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรไม่ผิด ในระบอบประชาธิปไตย แต่เราก็ไม่เคยได้ยิน กษัตริย์ชาติไหน ที่พูดว่า The King can do wrong พระเจ้าแผ่นดินก็ทำผิดได้ มีแต่ในหลวงของเราองค์เดียวที่กล้าพูดสิ่งนี้

ตรงนี้จะขอเล่า แต่อาจไม่ครบถ้วน ตามที่ท่านเคยมีพระราชดำรัส

ท่านเคยตรัสไว้ว่า ในระบอบประชาธิปไตยที่มีเราเป็นประมุขนั้น จะมีหลักสำคัญประการหนึ่ง กษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิด The King can do no wrong ของเราที่บอกว่า ในหลวงทรงสวนสิ่งนี้ ก็คือวันที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสกับบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ท่านทรงรับสั่งในวันนั้นแบบนี้ครับว่า

มีตำราที่เขาอ้างกันเสมอ The King can do no wrong นี้ เป็นการดูถูก The King อย่างมาก เพราะว่า The King นี้ทำไมจะ do wrong ไม่ได้ แต่ว่า The King ทำ wrong ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็น The King แล้วขอบอกว่า do no wrong does no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา

...คือพูดง่ายๆ พระเจ้าแผ่นดินก็คน ทำผิดได้ แต่สำหรับ พระองค์ท่าน does no wrong พระองค์ท่านไม่ทำผิด นี่คือสิ่งสำคัญมากที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านยึดหลักความถูกต้องเป็นสำคัญ ความถูกต้องตามกฎหมาย ความถูกต้องตามแนวหลักการปกครองแผ่นดินโดยธรรม ที่ทรงยึดทศพิธราชธรรม แต่ภายใต้กฎหมายของรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ ที่ยกเว้นให้กับพระเจ้าแผ่นดินนั้น

แท้จริงแล้ว ที่ท่านไม่ทำผิด เพราะท่านไม่ทำ ไม่ใช่เพราะกฎหมายยกเว้นให้ท่าน

นายชวน พูดด้วยน้ำเสียงเน้นย้ำว่า อันนี้คือสิ่งสำคัญ คือความเป็นนักประชาธิปไตย ที่ผมคิดว่ามีความหมายอย่างยิ่งในการให้ทุกคนได้ตระหนักรับรู้ว่า การทำอะไรโดยยึดหลักกฎหมาย ยึดหลักความถูกต้อง คุณธรรม และศีลธรรมเป็นหลัก คือหลักที่ผู้บริหารทุกคนต้องปฏิบัติ และนักประชาธิปไตยต้องยึดหลักอันนี้ แล้วปัญหาจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะทำแบบนี้ได้ ทุกคนก็ต้องทบทวนตัวเองให้ได้ว่า แต่ละคนมีหน้าที่ทำอะไร แล้วก็ทำหน้าที่นั้นด้วยความเที่ยงธรรม ซื่อตรง ปัญหาบ้านเมืองก็จะไม่เกิด

“นายชวน” กล่าวว่า จะนำคำสอนของในหลวงไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านในทุกโอกาส อย่างเช่นคำแนะนำของในหลวงทรงปฏิบัติไม่ให้คนอ่อนแอ เราไม่เคยเห็นท่านส่งเสริมให้แจกนั่นแจกนี่ แต่ทรงไปแนะนำว่าเรื่องนั้นต้องทำอย่างนี้นะ เพื่อให้รายได้เพิ่มขึ้น ต้องทำอาชีพที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ต้องทำเกษตรกรรมที่สามารถมีรายได้ตลอดทั้งปี หรือสรุปว่าสอนให้คนช่วยเหลือตัวเอง

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มาจากชีวิตพระองค์ท่านเอง ที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะได้อะไรมาหรือซื้ออะไรสักอย่าง  

…เช่นเครื่องดนตรี สมเด็จย่าบอกว่าต้องเก็บเงิน แล้วสมเด็จย่าให้ส่วนหนึ่งถึงจะซื้อได้ ไม่ได้ฟุ่มเฟือย เงินทุกบาทที่ในหลวงใช้ ที่ทรงเพื่อพระองค์เองหรือเพื่อประชาชน ท่านรู้ความสำคัญ

ท่านเคยไปรับฟังกับกรรมการสมาชิกสหกรณ์ที่เชียงใหม่ ซึ่งผมเคยตามเสด็จฯ ไป สหกรณ์แห่งนั้นขาดทุนและคงมีเรื่องไม่ถูกต้องในการปฏิบัติ ก็ทรงเตือนกับสมาชิกสหกรณ์ว่า ทุกบาทนี่คือเงินภาษีชาวบ้าน ไม่ใช่เงินที่จะนำมาแจกอะไรกัน.