Get Adobe Flash player

ขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ รอบใหม่ โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

การบริหารประเทศ จากรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ เป็นที่ตะขิดตะขวงใจของประชาชนที่ถูกอบรมสั่งสอนจากระบบโรงเรียน ให้เคารพ “ระบอบประชาธิปไตย” เพราะการเลือกตั้งแม้บ้านเมืองของเราจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็เป็นวิธีเดียว ที่จะสามารถยึดโยงกับประชาชน อย่างน้อยก็มีตัวแทนที่เรารู้จัก เข้าไปอยู่ในสภาฯ

ไม่ใช่ฉันสั่งให้ทำอะไร ประชาชนต้องทำตาม เพราะฉันหวังดี

จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า จะมีเสียงภาคประชาชน จากส่วนใดส่วนหนึ่ง เรียกร้องให้รัฐบาลอย่าลืม “ที่บอกว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

ให้เป็นไปตาม “โร้ดแมป” ไม่หาทางยืดเวลาการเลือกตั้งออกไปอีก เหมือนกับที่เคยทำอย่างแนบเนียนด้วยกรรมวิธีต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง

มีความจริงข้อหนึ่งว่า ผู้มีอำนาจ ก็อยากรักษาอำนาจให้นานที่สุด ผู้มีอำนาจ จึงมักจะพยายามเข้าไปควบคุมทุกกลไกอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ เอาคนในเครือข่ายเข้าไปดูแล ถ้าคุมไว้ได้ ก็เชื่อว่าจะสามารถรักษาอำนาจนั้นได้ยาวนาน

จึงมีการ “เตรียมการ” เอาไว้ก่อน ดังเช่นการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปูทาง หรือ “ล็อคสเป็ค” ไว้ให้ คสช.ได้ครองอำนาจต่อไป วางแผนกันยาวนาน 10 ปี 20 ปี

แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่า “การเมือง” ไม่มีอะไรแน่นอน ที่สุดก็จะเป็นไปอย่างไม่คาดฝันได้เสมอ ไม่ว่ายุคสมัยใหน

ขณะที่คนในชาติ ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายไหน กำลังโหยหาประชาธิปไตย แต่ก็ยังห่วงบุคลากรประชาธิปไตย จะเป็นตัวทำลายความศรัทธาประชาธิปไตยเสียเอง

นักการเมืองไทยบางคน ยังไม่พยายามพัฒนาตัวเองอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถฝากอนาคตของชาติอย่างวางใจ

ยังคงเล่นลิ้น จ้องทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม แย่งความได้เปรียบ แย่งความเป็นฮีโร่ไปวันๆ

จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นใครเสนอแนวคิดทางเศรษฐกิจ แนวทางแก้ปัญหา หรือ แนวคิดพัฒนาประเทศที่เป็นรูปธรรมเลย

มีแต่พูดเรื่องที่จับต้องไม่ได้

ยังถกเถียงกันแต่เรื่องเก่าๆ เดิมๆ อย่างน่าเบื่อหน่าย จนทำให้ประชาชน (บางส่วน) ที่อยากหนีใปอยู่กับรัฐบาลที่มาจากกองทัพให้รู้แล้วรู้รอด

ข่าวนักการเมืองนำญาติผู้เสียชีวิต มาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังศาลตัดสินแล้ว กรณีรัฐบาล อภิสิทธิ์-สุเทพ ปราบปราม ช่วงสลายการชุมนุม

หรือข่าวการตอบโต้ว่า การชุมนุม เป็นการก่อการร้าย ดังที่ว่า “เผามันเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง”

ถ้าเอาน้ำมันมาคนละขวด.... กรุงเทพฯ จะเป็นทะเลเพลิง ฯลฯ

ไม่เคยคิดว่า แต่ละฝ่ายก็มีส่วน สร้างเงื่อนไขจนมีการสังหารประชาชน ขณะที่แกนนำ รอดสบาย

เป็นหนังม้วนเก่าที่นำมาฉายใหม่ ซ้ำซาก โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ คิดเอง

เป็นการปะทะของสองขั้ว ที่ก้าวไม่พ้นรูปแบบเก่า ซึ่งเป็นการ “บั่นทอน” ความรู้สึกของประชาชน ที่อยากฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้ง

จนกลายเป็นข้ออ้างของกองทัพ ในการ “ยึดอำนาจ” จนฝ่ายเลือกตั้ง ทั้งผู้ต้องการเลือก และผู้ถูกเลือก แทบไม่มีที่ยืน ก็ยังไม่คิดจะมองตัวเอง

ประชาชนรอการเลือกตั้ง อยากจะเห็นใครก็ตาม ฝ่ายไหนก็ตาม ออกมาเสนอความเห็นว่าประเทศจะเดินไปทางไหน ต้องทำอย่างไร มีความพร้อมแค่ไหนที่จะไปสู้กับโลกภายนอก

ไม่ใช่อยู่กันไปวันๆ ตามยถากรรม ใช้สื่อฯ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร คนไทยต้องดูโทรทัศน์ที่มีแต่เกมโชว์ไร้สาระ รายการตลกซ้ำซาก แม้แต่ข่าวก็ทำให้ตลก พูดทะลึ่งหยาบโลน ละครอิจฉาริษยาแย่งผู้ชาย เรื่องไสยศาสตร์ผีสาง มอมเมาประชาชน

บ้านเมือง ไม่มีปัญญาจัดการกับนักเรียนตีกัน ฆ่ากันอย่างไร้เหตุผล ยิงทิ้งผู้บริสุทธิ์ หลายคนรุมกระทืบคนที่ไม่มีความผิดจนตาย เหมือนไม่ใช่คน

ไม่มีใครออกมาชี้ทางออก

เพราะฝ่ายเลือกตั้งไม่ปรับปรุงตัว จนเหมือนการเมืองฝ่ายเลือกตั้ง ทอดทิ้งประชาชนให้ต้องอยู่ภายใต้อำนาจทางทหาร

ที่อึดอัด น้ำท่วมปาก พูดอะไรก็ไม่ได้ สังคมอยู่กับคำสั่ง บังคับ บังคับ และบังคับ

อย่างเช่นกรณีข่าวสรรพสามิต

ที่ต้องการขึ้นภาษีสินค้าที่อ้างว่า “เป็นสินค้าบาป” เหมือนบอกว่า ฉันเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าของอำนาจ นึกจะทำอะไร ประชาชนก็ไม่มีสิทธิ์ทักท้วง ไม่มีสิทธิ์คัดค้าน

พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. 2560 เห็นว่า จะทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีตามอัตราใหม่ ปรับเพิ่มขึ้น 2% หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ที่ได้มาจากน้ำตาของคนเมา

อ้างว่า ผู้ประกอบการจะต้องไม่มีการปรับเพิ่มราคาขายปลีกขึ้นจนกลายเป็นภาระกับประชาชน

ทั้งๆ ที่พวกคุณต่างหาก ที่สร้างภาระให้กับประชาชน

ยังขู่ร้านค้าอีกว่า ถ้าคุณกักตุน ขึ้นราคา คุณก็จะติดคุก

ทั้งที่ประชาชน ร้านค้า ยังไม่รู้เลยว่าพวกคุณเล่นอะไรกัน ขึ้นอะไร ขึ้นเท่าไหร่ ยังไม่มีความชัดเจนอะไรสักอย่าง

มีเจ้าของเฟซบุ๊ครายหนึ่ง ขอสงวนนาม ให้ความเห็นว่า

“แบบนี้ มันฆ่าคนจนให้ตายกันชัดๆ มันจะอะไรกันนักกันหนา ความสุขของคนจนหาเช้ากินค่ำ มันก็มีอีตอนกลับจากทำงานแล้วได้ ดื่มเหล้าสักจอกสองจอก เบียร์เย็นๆ สักขวด

ไอ้เมาแล้วออกไปขับรถหรูซิ่งชนคนตายห่าน่ะ ไม่มีหรอก นั่นมันไอ้พวกคนมีตังค์ทั้งนั้น ชาวบ้านน่ะ กิน เมา แล้วก็นอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า ทำงาน ...

เห็นใจกันบ้างนะ ผู้ใหญ่ที่ดูแลบ้านเมือง... อย่าสร้างความกดดันให้ประชาชน ขอร้องหละ.... ไหนว่าจะคืนความสุข ...”

เหล้า เบียร์ ก็เหมือนบุหรี่ ผู้เสพ ก็มีทั้งคนรวยและคนจน แต่ไวน์ขวดหนึ่ง สำหรับคนบ้านเรา ทำเสียคนจนได้ค่าแรงจากการทำงานสองวัน ยังซื้อไม่ได้

ขณะที่คนจนฝรั่ง ทำงานครึ่งชั่วโมง ก็ได้ไวน์ขวดหนึ่งแล้ว

บุหรี่ เช่นกัน ทุกวันที่คนสูบน้อยลง ที่สูบก็มีให้จำกัด จะไปรังเกียจอะไรเขานักหนา จะขึ้นภาษีอีกกี่รอบ เห็นว่าบุหรี่จะมีภาระภาษีอยู่ที่ 24 บาทต่อซอง ซึ่งถ้าไม่อยากให้คนไทยสูบ ก็ออกกฎหมายเลิกซะ เหมือนเลิกฝิ่น จะได้หมดเรื่อง

เราคนไทยด้วยกัน มีอะไรก็ถามกันก่อนได้ไหม บอกกันดีๆ ถ้าคิดจะคบกันเป็นมิตร ก็อย่าใช้อำนาจบังคับข่มเหงกันนักเลย

ถ้าจะเป็นศัตรูก็ว่าไปอย่าง.