Get Adobe Flash player

ทุจริตในวงการศาสนา โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

ข่าวคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมติให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ ถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเด้งฟ้าผ่าครั้งนี้ เพราะนอกจาก ปลดทิ้ง แล้ว ยังทำเสมือนการลงโทษ

ย้ำเตือนให้รู้ว่า  อย่ามาบังอาจลองดีกับผู้มีอิทธิพล

แล้วนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.พศ. รักษาราชการแทน ผอ.พศ.

แล้วแต่งตั้งนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา ให้ดำรงตำแหน่งแทนพ.ต.ท.พงศ์พร

แต่ผู้คนเริ่มไม่เชื่อใจรัฐมนตรี ถึงความโปร่งใส ลามไปถึง “นายมานัส” ผอ.คนใหม่ ว่ามาได้อย่างไร

แม้รัฐบาลจะพยายามชี้แจงกลบกระแสว่า ไม่ใช่การถูกลงโทษหรือการถูกเด้ง แต่เป็นการเลื่อนมาดำรงตำแหน่งในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการพิจารณาเห็นชอบตามความเหมาะสม ตามที่ได้มีการหารือและต้นสังกัดได้ส่งเรื่องขึ้นมา เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.พงศ์พร ถือว่าได้ทำงานสำเร็จไปแล้วในบางเรื่อง และเป็นคนดีที่มีความรู้ความสามารถ

แต่ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะเหมือนคำแก้ตัวเก่าๆ ที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัย ที่รัฐบาลต้องการจะไม่บอกความจริงกับประชาชน

หรือไม่ก็เพราะ รัฐบาล ไม่ทันเกมลูกน้องที่เสนอเรื่อง หรือลูกน้องก็อาจถูกหลอก หรือถูก “บีบ” มาอีกที

แต่ พ.ต.ท.พงศ์พร ก็ไม่ธรรมดา ตอบเบาๆ ว่าไม่รู้สึกแปลกใจหากต้องถูกโยกย้าย เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว ในฐานะข้าราชการ ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา รวมทั้งพูดเป็นนัยว่า

“ตั้งแต่รับราชการมา ตำแหน่ง ผอ.พศ.เป็นงานหนักที่สุดในชิวิต”

แต่คนทำงานเพื่อความถูกต้อง จะมายอมจำนนกับอุปสรรคไม่ได้

จึงได้ตอบโต้ไปนิ่มๆ แน่นไปด้วยการอ้างถึงกฎหมาย

กระผมขอเรียนว่า

1.การรับโอนและการให้ไปช่วยราชการข้างต้นนั้น มิได้เป็นไปโดยความรู้เห็นหรือความสมัครใจของเจ้าตัว

2.เมื่อมติคณะรัฐมนตรี มีผลให้กระผมพ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฉะนั้น กระผมจึงยังอยู่ในตำแหน่งนี้และมีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งทุกประการ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขดังกล่าว

3.การขอและการให้ยืมตัวกระผมไปช่วยราชการ ทั้งที่รู้ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติข้างต้น อาจขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และอาจกระทบพระราชอำนาจได้

4.การอนุมัติให้ยืมตัวของท่าน พิจารณาเพียงว่าสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสียหาย แต่มิได้พิจารณาว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง (พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 46) เสียหายหรือไม่

อนึ่ง การให้ยืมตัวหัวหน้าส่วนราชการขณะที่มีรองหัวหน้าส่วนราชการซึ่งใกล้เกษียณ (1 ตุลาคม 2560) เหลือเพียงนายคนเดียวน่าจะทำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีภารกิจกว้างขวางเสียหายได้

5.การอนุมัติให้ยืมตัวผมไปราชการ มิใช่กฎหมาย จึงไม่ทำให้กระผมพ้นจากตำแหน่งและเจ้าหน้าที่ในตำแหน่ง อีกทั้งในความเป็นจริงกระผมยังปฏิบัติราชการในตำแหน่งได้ โดยมิต้องนั่งประจำที่สำนักงานพระพุทธศาสนา ฉะนั้น การรักษาราชการแทนตามคำสั่งที่อ้างถึงจึงยังไม่เกิด เพราะการรักษาราชการแทนเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่การแต่งตั้งของผู้ใด

นอกจากนี้การแต่งตั้งตามคำสั่งที่อ้างไม่จำเป็นต้องกระทำ เนื่องจากขณะนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพียงคนเดียว (พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46)

6. การถือปฏิบัติตามคำสั่งที่อ้างถึงในขณะนี้ จะทำให้เกิดการปฏิบัติราชการโดยปราศจากอำนาจทางกฏหมาย ทำให้เสียหายแก่ราชการร้ายแรงได้

7.การแจ้งให้กระผมไปช่วยราชการ ยังมิได้กระทำโดยผู้บังคับบัญชา

บทวิเคราะห์ นสพ.คมชัดลึก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

ที่มาของการเด้ง มาจากที่ มติสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง ผอ.พศ.

เรื่องนี้ไม่เกินที่จะคาดเดาว่า มีสาเหตุจากกรณีที่เขาออกมาให้ข่าว “เงินทอนวัด” จนเกิดเป็นกระแสในสังคม ให้ต้องถกเถียงกันเป็นวงกว้างอยู่ก่อนหน้านี้

งานนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะมีข่าวลือหนักขึ้นในช่วงหลัง ท่ามกลางความเป็นห่วงจากฝ่ายกองเชียร์ที่เห็นผลงานการสร้างความโปร่งใสให้แก่วัดในพุทธศาสนา อย่างที่รู้กันว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่งในประเทศไทย ถูกมองว่าเป็นแหล่งฟอกเงิน จากช่องว่างของกฎระเบียบที่มีอยู่

ฝั่งไม่โอเค ก็อย่าง “สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย” ที่ออกมาโวยวายว่าคือการสร้างความเสื่อมเสีย ความเสียหายในคณะสงฆ์อย่างร้ายแรงอีกด้วย

ลำพังสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย คงไม่เท่าไหร่ หากแต่บรรดา “พระชั้นผู้ใหญ่” ที่มีชื่อเสียง ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวและต่างยืนยันในความบริสุทธิ์

คมชัดลึก ยังบอกว่า    ที่โด่งดังคือ พระเทพปฏิภาณวาที หรือ เจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่ให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ตัดพ้อต่อว่าทั้งร้อยแก้วร้อยกรองสัมผัสนอกสัมผัสใน แถมบอกว่า เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยขอคว่ำบาตรต่อกันกับ ผอ.พศ.คนนี้

ที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ผอ.สำนักพุทธฯ คนนี้ โดนถล่มอย่างหนักหน่วงในท่ามกลางสงฆ์สองฝ่าย ที่ก็รู้กันอยู่ว่า ด้าน เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทยก็อิงกับสายของธรรมกายมาโดยตลอด ขณะที่สำนักพุทธฯ ส่วนใหญ่แล้วต้องสนองงานต่อมหาเถรสมาคม

ย้อนกล่าวถึง กรณี “เงินทอนวัด” ที่กำลังสาวไปถึงอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ พระผู้ใหญ่ และวัดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งถ้าตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีพูดเสมอว่า “จะให้ทุจริตหมดไปจากประเทศไทย”

คงได้เห็นความบาป เสื่อมเสีย อับอายขายหน้า ติดคุกติดตะรางไปทั่ว

แต่จู่ๆ ก็มีข่าวใหม่ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้ง ผอ.พศ. ใหม่ เป็นคนเดิม พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์

และเด้ง นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร กำกับ พศ.แทน

เดินหน้าต่อตรวจสอบวัด จัดระเบียบพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ล้างระบบพุทธพานิช แต่จะทำได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าอำนาจใด ใครจะใหญ่กว่ากัน.