Get Adobe Flash player

ความงดงามของอารยธรรม โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

มีคนจำนวนมาก ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสืบค้นความเป็นมาของมนุษย์ในยุคสมัยต่างๆ และพบว่าในวิถีชีวิต หรือในหมู่ชนไม่ได้มีแต่การดิ้นรนเพื่อการหากินให้หายหิว หรือเพื่อการอยู่รอดเท่านั้น แต่มนุษย์ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ความงาม ความประณีต” จนเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรม”

อาณาจักรอียิปต์โบราณ ทิ้งสถาปัตยกรรมรูปทรงปิรามิดเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น แต่เมื่อมีการศึกษาค้นคว้า กลับยิ่งได้พบความเจริญในด้านต่างๆ ไม่ว่า ด้านศิลปะ ประดิษฐ์กรรม ผังเมือง ชลประทาน การแพทย์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ การแพทย์ ความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ อีกมากมาย รวมทั้งลักษณะการปกครอง

มาถึงยุคโรมัน และยุคอื่นๆ ต่อมา ในหลากหลายภาคส่วนของโลก สิ่งที่คนรุ่นเก่าทำไว้ ได้เป็นมรดกตกทอดถึงคนรุ่นใหม่ให้มีความต่อเนื่อง เป็นความภาคภูมิใจของคนในรุ่นต่อๆ มา

สยาม หรือไทยเรา เป็นประเทศเล็กๆ ที่ประกอบขึ้นจากหมู่ชน ที่ช่วยกันสร้างบ้านแปงเมืองในแถบภูเขาหรือลุ่มน้ำ แม้ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ไม่ชัดเจน แต่ร่องรอยทางศิลปะด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ฯลฯ ที่สามารถเห็นความต่อเนื่องหรือเชื่อมถึงกันได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม หมายถึงความประณีตในการดำเนินชีวิต ในการกินอยู่ ในการเกิด แก่ เจ็บ และตาย

ดังเช่น งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นพระราชพิธีที่มีคุณค่ายิ่ง

สะท้อนถึงความรักที่พสกนิกรมีต่อพระองค์ท่าน ทั้งยังได้สะท้อนวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยในแขนงต่างๆ อย่างชัดเจน

เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง “รากแก้ว” ทางวัฒนธรรม และงานประณีตศิลป์ที่สูงค่ายิ่ง ที่หลายประเทศไม่มี แม้แต่บางประเทศมหาอำนาจในปัจจุบันก็ตาม

แน่นอน มีการแสดงออกในเชิงต่อต้าน ซึ่งพอมีให้เห็นบ้างในโลกโซเชียลมีเดีย รวมทั้งมีความพยายามที่จะโยง หรือนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางการเมือง เพื่อให้รู้สึกว่าฝ่ายตนมีความชอบธรรม

ดังเช่นเพจเฟซบุ๊ก สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยอ้างว่า พระราชพิธีฯ ดังกล่าวใช้งบประมาณสูงราว 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 3,000 ล้านบาท)

จนทำให้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Bhanuwat Jittivuthikarn ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้เกี่ยวกับกรณีนี้ โดยให้เหตุผลที่น่าเชื่อถือยิ่ง

สำหรับประเด็น “งานศพที่แพงที่สุดในโลก?”

เขาระบุว่า... ตอนแรกว่าจะไม่ตอบโต้กับพวกสื่อต่างประเทศ ที่มองเห็นการจัดงานพระราชพิธี เพียงแค่ตัวเลขของเงินจัดงาน ว่าคือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แล้วประชดว่ารัฐควรเอาเงินเอาไปช่วยคนจนดีกว่า

ผมมองว่าสื่อต่างประเทศ คงไม่เข้าใจว่างานครั้งนี้มิได้จัดเพื่อโอ้อวด ประกาศศักดาต่อชาวโลก เหมือนอย่างงานโอลิมปิก หรือบอลโลก หากแต่งานนี้จัดโดยคนหกสิบล้านคนเพื่อตอบแทนพระคุณให้คนเพียงหนึ่งคน โดยไม่มีใครบังคับ ทุกคนทำด้วยใจ แล้วหากต้องแลกการเอาเงินจัดงาน ไปแจกคนจน ผมก็เชื่อว่า คนจนคงไม่อยากได้ เงิน เพราะที่ผ่านมาผมก็ได้เห็นคนจนที่ไม่มีเงินทองมากมายร่วมทำบุญถวายเงินที่มีอยู่เพียงน้อยนิด แล้วอธิษฐาน ขอให้ชาติหน้าได้เกิดภายใต้แผ่นดินของพระองค์อีกครั้ง

(ยอดเงินทำบุญที่คนไทยร่วมกันทำถวายพระองค์ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ก็เกือบจะพอเป็นค่าจัดงานได้เลย)

โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าเม็ดเงินการจัดงานมีความหมายอะไร เพราะงานแบบนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ถึงจะทำได้

เพราะงานนี้ ไม่มีใครทำได้นอกจาก เรา คนไทย เท่านั้น

ผมมองว่าราคาค่าจัดงานงานนี้ถูกมาก

ถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมได้เห็นในประเทศของเราตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

ถูกมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์เสียสละเพื่อประชาชนคนไทย มาตลอด 70 ปี ต่อให้เราไม่ใช้เงินหลวงสักบาท ผมเชื่อว่าเราก็ยังจัดงานได้สมพระเกรียติ เพราะนี้คือสิ่งที่เราต้องทำ เพื่อทดแทนบุญคุณ หากเราไม่ทำโอกาสนี้จะหาโอกาสไหนมาทำ

ถูกมากเพราะการจัดงานครั้งนี้ได้ช่วยเยียวยาความเสียใจให้คนไทย ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

ถูกมากเมื่อเทียบกับความภาคภูมิใจ ในอัตลักษณ์ รากเหง้า ที่เราได้กลับมา

ถูกมากเมื่อเทียบกับ โครงการ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ (ของจริง) หลายๆโครงการ โดยรัฐบาล

ถูกมากเพราะงานนี้ คือ โอกาสให้เราระดมกำลังศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพชน มาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้รับรู้

ไม่มีใครอีกแล้วที่จะสร้างสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ที่ประณีต ละเอียดอ่อน และ สมบูรณ์แบบ เช่นนี้ ภายในเวลาน้อยกว่า 1 ปี

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเห็นการรวมตัวของ ช่างปั้นไทยจากหลายสถาบัน ที่มาร่วมกันปั้นสัตว์หิมพานต์ ประดับรอบพระเมรุมาศ

ผมเห็นการรวมตัวของจิตรกร เพื่อร่วมทำงานงานจิตกรรมฝาผนังที่ ปกติใช่เวลาหลายปี วาดเสร็จโดย ศิลปินที่อาสามาด้วยใจสลับกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เรียกร้องแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศใดๆ

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเห็นเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว มายืนผัดข้าวผัดให้ประชาชนที่มาร่วมงานกินฟรี

หนึ่งปีที่ผ่านมาผมเห็นช่างภาพแนวหน้าของไทย ยืนตากแดดตากฝนเพื่อบันทึกความรักของคนไทยต่อในหลวง

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเห็นเด็กแว้น ที่ถูกเรียกว่าขยะสังคม ออกมาขับรถรับส่งประชาชนที่ไปกราบพระบรมศพ

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเห็นคนหลายหลายสาขาอาชีพ แบ่งปันความสามารถของตน เพื่อส่วนรวม

หนึ่งปีที่ผ่านมา ผมเห็นเมืองไทยในอุดมคติ

จริงอยู่ หลังจากงานนี้ เราคนไทย อาจจะกลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิม เราจะกลับไปชี้หน้าด่ากันเหมือนเดิม เราจะกลับไปเห็นแก่ตัว และเอาเปรียบกันและกัน

แต่อย่างน้อยหนึ่งปีที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ตัวเราแล้วว่า เราทำความดี เราแบ่งปัน เพื่อในหลวงของเราได้

ขณะเดียวกัน MGR Online ก็ได้ไปสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง พบว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เคยใช้งบประมาณในการจัดงานศพของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีคนที่ 40 ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2547 อย่างน้อย 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 13,300 ล้านบาท) เช่นกัน

ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว เป็นค่าเงินเมื่อ 13 ปีที่แล้ว หากเป็นเวลาในปัจจุบัน จะแพงกว่านี้มากมาย

จึงเรียกได้ว่า จ้องแต่จับผิด โดยลืมมองตัวเอง

ข้อมูลจากสำนักข่าวยูพีไอ โดย ชิโฮโกะ โกโต ซึ่งเคยเขียนถึงกรณีงบประมาณที่ใช้ในการจัดงานศพของนายเรแกน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2547 ระบุว่า เงิน 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นั้น เป็นขั้นต่ำจากงบประมาณของสหรัฐฯ แต่หากพิจารณาค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมไปถึงการประกาศวันหยุดอันยาวนาน ค่าใช้จ่าย ค่าเสียโอกาส ที่คนสหรัฐฯ ต้องสูญไปกับงานศพของอดีตประธานาธิบดีเรแกนนั้น อาจสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

“สัปดาห์แห่งการไว้อาลัยอย่างเป็นทางการให้แก่ โรนัลด์ เรแกน ผู้ล่วงลับสิ้นสุดลงแล้ว ถึงแม้ว่าในเชิงปฏิบัติจะต้องมีการลดธงลงครึ่งเสาอีก 30 วัน หลังจากงานศพของเขา แต่ไม่เพียงแค่ธงชาติที่จะคงระลึกถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 40 ผู้ล่วงลับ เพราะผู้จ่ายภาษี และธุรกิจต่างๆ ยังต้องควักกระเป๋าจ่ายให้กับสัปดาห์แห่งการไว้อาลัย

“นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการขนย้ายศพของนายเรแกนไปมาระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนีย กับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยประธานาธิบดีบุชส่งเครื่องบินแอร์ฟอร์ซ วันหนึ่งลำ ไปยังฝั่งตะวันตกเพื่อเคลื่อนย้ายศพของนายเรแกน

 “ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก รวมไปถึงตลาดเงินใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ยังต้องปิดทำการในวันดังกล่าว ส่งผลกระทบกับผู้ลงทุนนับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กก็ปฏิเสธที่จะประเมินว่ามีเงินจำนวนมากเท่าไหร่ที่ต้องสูญเสียไปจากการปิดทำการในวันนั้น แต่จากการประเมินการซื้อขายต่อวันที่ 1,540 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 47,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้หากคำนวณว่าการซื้อขายในช่วงฤดูร้อน และธุรกรรมที่ทำกันในวันนั้นมีน้อยอยู่แล้ว แต่ก็ยังเห็นได้ชัดว่าการปิดตลาดถือเป็นการสูญเสียโอกาสของนักลงทุนจำนวนมาก

“ในส่วนของธุรกิจร้านค้าที่อยู่ในย่านใจกลางกรุงวอชิงตัน ดีซี ก็เสียโอกาสเช่นกัน เมื่อร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาบรรดาลูกค้าที่เป็นพนักงานบริษัท ทำให้มีเพียงร้านอาหารกลางวันไม่กี่แห่งที่เปิดทำการ เพราะต่างเห็นว่าวันดังกล่าวจะไม่มีลูกค้า” นักเขียนอาวุโสของยูพีไอระบุ

กล่าวโดยสรุปในแง่ของเรา

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นอกจากเป็นพระราชพิธี เพื่อพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักของพสกนิกรแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนให้โลกได้เห็นถึงความล้ำค่าทางศิลปวัฒนธรรมของไทย ให้ประชาคมโลก “ซีกที่เห็นคุณค่าของศิลปะ” ได้เห็นว่านี่คือความงดงามของอารยธรรม และนี่คือสัญลักษณ์ของ “มหาอำนาจด้านศิลปวัฒนธรรม” อันยิ่งใหญ่ของโลก ยากที่จะมีชาติใดเทียบได้.