Get Adobe Flash player

การเมือง ของบ้านเรา โดย สมเจตน์ พยัคฆฤทธิ์

Font Size:

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกข่าวการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมือง แต่เลือกใช้วิธีเรียนลัด ด้วยการประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยมีข้ออ้างระบุว่า การเลือกนายกฯ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความสามารถ โดยนายกฯที่เลือกไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.

เรื่องของการเมือง ใครจะเชียร์ใคร หรือไม่เชียร์ใคร เป็นเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล

แต่การที่บุคคลระดับอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะแสดงจุดยืนทางการเมือง น่าจะต้องมีหลักการบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาสู่การเมืองด้วยวิธีพิเศษ ด้วยการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ

เราไม่ได้เคลือบแคลงในประเด็นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ “เป็นคนดี” รวมทั้งความรักชาติ และความตั้งใจในการทำงาน

ไม่แปลกถ้าหากประชาชนบางกลุ่ม อยากอยู่ใต้การปกครองภายใต้การยึดอำนาจ เพราะบ้านเมืองสงบ ไม่วุ่นวาย

ไม่แปลก ถ้าประชาชนหรือใครสักคนไม่นิยมชมชอบประชาธิปไตย

แต่ก็ถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับ “นักร่างรัฐธรรมนูญ” แปลกกับกระบวนการทางความคิด กับจุดยืนที่ออกตัวมาลักษณะนี้

การแสดงออกด้วยการหนุนให้หัวหน้าคณะ คสช.เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามว่า ลึกๆ แล้ว นายไพบูลย์ มีความศรัทธาอำนาจนิยม หรือศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยแค่ไหน

ส่วนพรรค ถ้าจะตั้งจริงก็ไม่มีใครว่า เพราะถือว่าเป็นการเสนอตัวขอเป็นผู้แทนปวงชน ทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่ทำไมไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง จะต้องอิงผู้มีอำนาจ

จริงอยู่ มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอสมควรที่สนับสนุน คสช.แต่ถ้านายไพบูลย์เป็นนักประชาธิปไตย ก็ต้องแยกแยะ

ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีหลัก

ยังมีอีกพรรคครับนั่นคือ “พลังชาติไทย”  ของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คณะ คสช.

ได้รับการยืนยันแล้วว่า ได้จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พลังชาติไทย” โดยได้เตรียมการณ์ จัดตั้งสาขาพรรคในต่างจังหวัด โดยสร้างองค์กร “จิตอาสา พลังชาติไทย”

แม้จะยังออกตัวไม่ชัดเจน เพราะติดอยู่ที่ยังไม่ปลดล็อก แต่ก็มีข่าววงใน แพลมออกมาล่วงหน้า หรือพูดกันในวงกว้างว่า เป็นพรรคทหาร ที่สืบทอดอำนาจ คสช.

โดยเมื่อต้นเดือนที่แล้ว พล.ต.ทรงกลด และคณะ เดินทางไปเปิดศูนย์ประสานงาน “จิตอาสา พลังชาติไทย ภาคอีสาน” ที่บ้านนาพูนทรัพย์ หมู่ 14 ต.บ้านธาตุ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี โดยมี ละเอียด ธาตุชัย แกนนำพร้อมมวลชนกว่าพันคน

ข่าวบอกว่า จากการสอบถามหัวคะแนนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในภาคอีสาน ดูจะประเมินการเคลื่อนไหวของพรรคพลังชาติไทยว่า

ไม่น่าจะมีเสียงตอบรับจากคนอีสานมากนัก เนื่องจากแกนนำในพื้นที่ค่อนข้างจะไม่มีศักยภาพในการทำงานการเมือง

นอกจากภาคอีสาน แกนนำพรรคพลังชาติไทย ยังได้ขยายการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลุ่ม “จิตอาสา พลังชาติไทย” ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ นัยว่า การจัดตั้งกลุ่มจิตอาสา พลังชาติไทย จะเป็นกลยุทธ์การจัดตั้งทางการเมือง ในยามที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อคการเมือง

นักวิเคราะห์มองว่า หากไม่ใช่กลยุทธ์อำพรางจัดตั้ง “จิตอาสา” ก็จะโดนโจมตีว่า ทำไม คสช.จึงปล่อยให้พรรคพลังชาติไทย ทำกิจกรรมการเมืองได้

ข่าวออกมาสู่สื่อหนังสือพิมพ์ แล้วแพร่ไปตามสื่อโซเชียลมีเดีย

ก็มีการปฏิเสธเสียงแข็ง ว่าไม่จริง

แต่นักวิเคราะห์ระดับชาวบ้านมองว่า อะไรที่เป็นข่าวออกมา แล้วคนระดับบิ๊กออกมาปฏิเสธ ในที่สุดลงท้ายก็จริงทุกที

นี่คือการเมืองบ้านเรา

ฟังคำพูดของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ที่มีพลังอำนาจมากระดับต้นของ คสช.ที่ว่า

"คสช.ไม่ยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว ยกเว้นแต่มีความจำเป็นต้องตั้งพรรค"

ฟังแล้วรู้สึกถึงเงื่อนงำ ลับ ลวง พราง ชอบกล

 ทำให้นึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งในอดีตที่ว่า

"ท่าน... ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม"

อย่างไรก็อย่างนั้น

ส่วนที่ คสช.มักพูดเสมอว่า ไม่ยุ่งการเมือง แล้วแสดงท่าทีรังเกียจนักการเมือง แต่เรากลับมีความเห็นว่า สิ่งที่ คสช.ทำอยู่นั่นคือการเมืองล้วนๆ  

เป็นการเมืองในระบอบเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย

การเมืองแบบเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ห้ามมีใครเห็นต่าง ห้ามนักการเมืองจัดกิจกรรมเพื่อประชาชน

เป็นการเมืองที่ “ไม่ยอมลงเลือกตั้ง” ใช้วิธีจึ้ให้คนอื่นลง เพื่อฉันจะขอเข้าไปเล่นแทน

ซึ่งต่างกับนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ที่ต้องเสนอตัวให้ประชาชนเลือก แล้วยังไม่รู้เลยว่าจะได้รับเลือกหรือไม่ จะได้ “เล่น” หรือไม่

นี่คือความต่างของการเมือง สองระบอบ

ถ้าถามว่า ระบอบประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการจริงหรือ ขอบอกว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าดีหรือไม่ แต่ประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ ในฐานะหนึ่งคนต่อหนึ่งเสียง ซึ่งต่างกับระบบที่ฝากประเทศไว้กับผู้นำ

ที่ประชาชนไม่อาจรู้เลยว่าประเทศตัวเองเป็นอย่างไร เศรษฐกิจดีจริงหรือไม่

สถานภาพของประเทศเราในสายตาของต่างชาติหรือชาวโลกเป็นอย่างไร

แต่ก็นับว่าเป็นข่าวดี หากครั้งหน้า ถ้า คสช.จะมีพรรคการเมืองเป็นของตัวเอง แล้วเข้าสู่การเมืองอย่างชายชาตรี ด้วยการสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง

เราก็จะชื่นชมยินดี

แม้เมื่อถึงเวลานั้น เราอาจจะไม่เลือกพรรคของท่าน

แต่ถ้าคนอื่นเลือกเขาไป เราก็จะเคารพการตัดสินใจนั้น ทั้งยังจะชื่นชม ที่เข้ามาสู่การเมืองอย่างถูกวิธี

แต่การตั้งพรรคฯ โดยใช้งานให้ลูกน้องไปกวาดต้อนผู้คน เพื่อเป็นกองกำลัง สู้บนเวทีเลือกตั้ง พอพรรคได้รับชัยชนะ หรือได้เสียงพอ (เมื่อบวกกับเสียง สว.กว่า 200 เสียง) ก็จะเป็นเสียงข้างมาก

แล้วพระเอกก็ออกมาจากหลังม่าน 

ถ้าแบบนี้มันไม่ใช่

พูดถึง “บิ๊กป้อม” แล้วไม่พูดถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะไม่ได้

บิ๊กตู่ ออกมายืนยัน ไม่รู้จักกับกลุ่มพลังชาติไทยที่เคลื่อนไหวเตรียมตั้งพรรคและเชื่อมโยงกับ คสช.

และว่าเพิ่งเคยได้ยินชื่อ ส่วนตนไม่จำเป็นต้องไปพึ่งเขา ถ้าจะมาอ้างว่าทำพรรคเพื่อ คสช. ไม่จำเป็น พรรค คสช.ไม่มี วันนี้มีพรรคหลายพรรค ทั้งจดทะเบียนใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ เหล่านี้เราต้องหาทางออกให้ประชาชนมีทางเลือก อย่าไปส่งเสริมสนับสนุนเดิมๆ ตลอดไป

รัฐบาลจะทำอะไรต่อไป หรือผมจะทำอะไรต่อไป เป็นเรื่องที่ผมต้องพิจารณาด้วยวิจารณญาณของผมว่าจะวางบทบาทอย่างไร วันนี้ก็ไปถามรัฐมนตรีกลาโหมอีกว่าจะตั้งพรรคหรือไม่ตั้ง ไม่ต้องไปถาม วันนี้ยังไม่ได้ตั้งก็คือยังไม่ได้ตั้ง ก็แค่นั้นเอง

ไม่ใช่พอวันนี้ไม่ตั้ง ก็ถามอีกว่าวันหน้าจะไม่ตั้งใช่ไหม ก็ไปอีกไม่มีจบ

อันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบชัด

กำลังจะเชื่ออยู่แล้ว จู่ๆ ก็มีคำถาม 6 ข้อจากนายกฯ

ยกตัวอย่าง คำถามที่ 2. ที่ว่าการที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของคสช.และสิทธิของตนใช่หรือไม่

ขอตอบคร่าวๆไว้ก่อนว่า..... เอาที่สบายใจก็แล้วกัน.