Get Adobe Flash player

อโยธยาศรีรามเทพนคร โดย บางขุนศรี

Font Size:

ละคร “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องราวย้อนยุคไปราว พ.ศ. 2199 ตรงกับในสมัยกรุงศรีอยุธยา ละครสนุก คนชอบทำให้เกิดกระแสคลั่งไคล้อย่างมาก หลังจากวงการละครไทย ซบเซาลงไปนานกว่าปี ข่าวระบุว่าตั้งแต่เริ่มต้นของการแพร่ภาพเพียง 2 ตอน เรตติ้งของละครจากทั่วประเทศพุ่งขึ้นสูงถึง 4.769

โดยที่เรตติ้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขึ้นอันดับ 1 อยู่ที่ 7.545 ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 อย่างเดอะ แมสค์ ซิงเกอร์ 4 ที่มีเรตติ้งเพียง 4.351 ไปอย่างขาดลอย

ผู้คนคลั่งไคล้ความเป็นไทย หันมาแต่งชุดไทยกันมากมาย การท่องเที่ยวในกรุงศรีอยุธยา กลับมาคึกคัก ผู้คนพยายามเดินทางไปค้นหาเส้นทางของตัวละคร

ข้อที่โดดเด่นของนวนิยาย นอกเหนือจากชีวิตผู้คนในท้องเรื่อง คือผู้เขียนมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์และโบราณคดี เป็นอย่างดียิ่ง ทำให้เนื้อหาองค์ประกอบในละคร มีส่วนที่เป็นความจริงที่เทียบเคียงได้กับประวัติศาสตร์

มองไปที่กระแสต้าน ก็มีบ้างที่บอกว่าการแต่งกายไม่ใช่ไทยเดิม แต่เป็นไทยที่ปรุงแต่ง แต่ก็มีคนแย้งว่าเพราะละครไม่ใช่เรื่องจริง เป็นแค่อิงประวัติศาสตร์ และทำให้เกิดสีสันเพื่อการบันเทิง

บ้างก็ว่ารัฐบาลถือโอกาสใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ให้หรือคลั่งไคล้ระบบศักดินา

มีความเห็นจากบุคคลสำคัญอย่างเช่น เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” หรือ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ ที่ออกมาตำหนิกระทรวงวัฒนธรรมว่า เป็นบ้าอะไรไปแล้ว ชวนข้าราชการแต่งชุดไทยย้อนยุคไปตามกระแสทุกวันศุกร์

อยากจะกลับไปหา "ศักดินา" จำพวก ขุน หลวง พระ พระยา เจ้าพระยา สมเด็จเจ้าพระยา ที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เคยเรียกว่า "ระบบหัวโขน" มากนักหรืออย่างไร

เสนอใช้ ม.44 ออกเป็นกฎหมาย เหมือน "ประกาศรัฐนิยม" ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เสียเลยดีไหม

ย้อนไปให้ถึง "ออกญา" เลยเป็นไง นี่มันไม่ใช่การอนุรักษ์ความเป็นไทยอย่างที่ต้องการเห็น  แต่มันคือการถอยกลับไปสู่ "ระบบหัวโขน"

เป็นการละเล่นชั่วครั้งชั่วคราว ไม่เป็นไร แต่ถึงกับมีจดหมายเป็นทางการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นี่มันคืออาการ "เตรียมหัวโขน"

บ้าละครนํ้าเน่าเท่านั้นไม่พอ ยังจะทำให้ชีวิตจริงใน "สถานการณ์รัฐประหาร" ที่เน่าพออยู่แล้วเน่ามากขึ้นไปอีก

ยังมีผู้เข้ามาแสดงความเห็น โจมตีละครบุพเพสันนิวาส รวมทั้งการแต่งชุดไทยอย่างจริงจังว่า  ว่าเป็นสังคมดัดจริต บ้างก็ว่าโหยหาความเป็นทาส  ไม่มีสมอง    ทั้งมองว่าเป็นสังคมที่ประชาชนไร้ความคิดและจินตนาการของตนเอง มีเพียงวิ่งไล่กระแสตามๆ กันอย่างขาดสติ  ฯลฯ

จากความเห็นต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าถ้าไม่เถียงกันทุกเรื่อง ก็ไม่ใช่ไทยแท้ ดูเหมือนนักคิดทั้งหลายจะจริงจังไปกับ “ละคร” จนพาลด่าผู้ชมที่ไม่คิดแบบตนว่าไร้สมอง ก็ดูจะแรง

อยากจะบอกนักเลงคีย์บอร์ดที่มองโลกแต่ในแง่ลบว่า คนทั้งเมืองไม่ได้โง่ เขาคิดเป็น แยกแยะได้ เพียงแต่เป็นอาการ “สนุก” ในช่วงเวลานั้นๆ เหมือนได้ดูลิเก หมอลำ ฯลฯ แล้วก็ปลื้มกับการแสดง

ไม่น่าที่ “คนหัวก้าวหน้า” จะเอาทุกเรื่องมาปนกัน น่าจะเอาสมองมาคิดเรื่องใหญ่ๆ จะเข้าท่ากว่า

ย้อนมาดูในแง่ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา

มีเมืองๆ หนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “อโยธยา” หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร ทำให้ผู้คนสับสน ซึ่งถ้าดูจากละคร “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของท่านมุ้ย จะเห็นว่าได้กล่าวถึงเมืองนี้ เหมือนเป็นเมืองเดียวกับกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งก็มีผู้รู้อย่างเช่น “บาราย” ได้เคยอ้างอิงและให้ความเห็นความเห็นเอาไว้ว่า อโยธยาฯ เป็นเมืองเก่าก่อนกรุงศรีอยุธยา

สำหรับ “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองที่มีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ คือแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก

ส่วน “อโยธยาศรีรามเทพนคร” นั้นอยู่นอกเกาะทางตะวันออก และเก่าแก่กว่ามาก

ในศิลาจารึกสุโขทัยว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร” หรือ นครพระราม ที่คู่กันมากับเมือง ศรีสุพรรณภูมิ บนฝั่งแม่น้ำท่าจีนทางตะวันออกเกาะเมืองอยุธยา เป็นเมืองแฝดละโว้อโยธยา

ในหนังสือตำนานมูลศาสนาเรียกว่า “เมืองราม” ส่วนศิลาจารึกที่พบที่เขากบจังหวัด นครสวรรค์ ได้บันทึกชื่อเต็มของเมืองนี้ไว้ว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร”

เป็นลักษณะนครที่เป็นเอกเทศ เหมือนเช่นเมืองในสมัยโบราณในยุคใกล้เคียงกัน พบหลักฐานระบุว่า มีกษัตริย์หรือเจ้าเมือง ปกครองถึง 19 พระองค์ ได้แก่

พระเจ้าจันทรโชติ พระนารายณ์ พระเจ้าหลวง พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ พระเจ้าอินทรราชา พระเจ้าจันทรราชา พระร่วง พระเจ้าลือ พระมหาพุทธสาคร พระยาโคตรตะบอง พระเจ้าสินธพอำมรินทร์ (พระยาแกรก) พระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระยาธรรมิกราช (พระสุธรรมราชา) พระเจ้าพิไชยราช พระพิษณุราชา พระศรีแสน พระชัยนาท พระสุรินทรราชา และพระอินทราชา

ในพระราชพงศาวดารเหนือ มีเรื่องราวที่บันทึกไว้ถึงเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับ “ศรีรามเทพนคร” น้อยมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของกษัตริย์ แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ บันทึกการสร้างวัดในช่วงเวลาต่างๆ

อโยธยาศรีรามเทพนคร ได้ผ่านยุครุ่งเรืองและโรยราไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคสมัยนั้น

ทิ้งสิ่งก่อสร้าง โบราณสถานให้อยู่ในสภาพรกร้าง แต่ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา โบราณสถานของศรีรามเทพนครส่วนหนึ่ง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์

อย่างเช่น วัดเดิมหรือวัดอโยธยา  วัดมเหยงค์   วัดกุฎีดาว    วัดใหญ่ชัยมงคล     วัดพนัญเชิง วัดธรรมิกราช  วัดขุนเมืองใจ  วัดหน้าพระเมรุ  วัดพลับพลาไชย  วัดมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ

วัดในสมัยอโยธยานิยมสร้างให้หันหน้าไปหาแม่น้ำ ต่างกับสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นิยมหันหน้าไปทางตะวันออก

นักประวัติศาสตร์ บันทึกว่า ราวพุทธศตวรรษที่ 18   เมืองอโยธยาได้ร้างผู้ครองนครไปชั่วเวลาหนึ่ง แต่เชื่อว่าบ้านเมืองและชุมชนยังคงอยู่ต่อมา  ด้วยปรากฏว่ามีการสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ   มีความระบุไว้ว่า “สร้างขึ้นในปีชวด จุลศักราช 686 (ตรงกับ พ.ศ. 1867) สร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26  ปี 

ต่อมาสมัยที่พระเจ้าอู่ทอง ได้อภิเษกกับพระธิดาของกษัตริย์ผู้ครองเมืองสุพรรณภูมิ และได้เป็นผู้ครองเมืองอู่ทอง ต่อมาเมืองอู่ทองเกิดกันดารน้ำ พระเจ้าอู่ทองจึงอพยพผู้คนมาอยู่ที่ตำบลเวียงเหล็ก เมืองอโยธยา และ 3 ปีต่อมาจึงได้สร้าง “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” เป็นกษัตริย์พระองค์แรก ทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) สืบมารวม 33 รัชกาล รวมเวลา 417 ปี  

สรุปว่า ถ้าเราดูละครแล้วตรวจสอบ เทียบเคียง ค้นคว้าให้ได้ความรู้เพิ่มในสิ่งที่เราอยากรู้ ละครก็จะมีประโยชน์นะครับ.