Get Adobe Flash player

บ้านศาลในป่าแหว่ง โดย บางขุนศรี

Font Size:

เมืองไทยกำลังประสบปัญหา “โกงทั้งแผ่นดิน” เกือบทุกหน่วยงานที่มีการตรวจสอบ จะพบทุจริตแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าวงการศาสนา วงการศึกษา วงการปกครองท้องถิ่น ข้าราชการ ฯลฯ จนเข้าขั้นวิกฤติไปแล้ว

รัฐบาลเองก็พยายามเข้าไปแก้ไข แต่บ่อยครั้งที่ผู้บริหารประเทศ ก็ถูกตั้งข้อสังเกตุว่าอาจเป็นการเลือกปฏิบัติ แบบลูบหน้าปะจมูก

จับ “ตาสีตาสา-ตามีตามา” เข้าคุก ขณะที่ความผิดในกระทงที่ใกล้เคียงกัน หากฝ่ายที่มีอำนาจเป็นผู้กระทำ ผิดก็กลายเป็นถูกได้

ในกรณีของ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ที่เชิงดอยสุเทพ กำลังได้รับการต่อต้านอย่างหนัก รวมทั้งร้องขอให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน

เราเองก็ไม่อยากให้รัฐบาลเสียหายไปมากกว่านี้ ที่น่ากลัวไปกว่านั้นถ้าขืนยังดึงดัน ดื้อดึง อาจทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องติดคุกติดตะรางตอนแก่ เรื่องนี้ไม่ได้ล้อเล่น วันนี้ท่านอาจรอด แต่วันหน้า ก็ไม่แน่

เพราะคนที่ร่วมปกป้องดอยสุเทพฯ หลายท่านเป็นผู้รู้ระดับประเทศ ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือของใคร

หลายคนที่เป็นประชาชนธรรมดา เคยเห็นทหารยกพลเข้าไปโค่นต้นไม้ของชาวบ้าน โดยไม่ฟังเสียงร่ำไห้ขอร้อง

เคยเห็นพรรคการเมืองที่ชื่อ “พรรคทวงคืนผืนป่า ทำท่าขึงขังรักป่าเป็นนักหนา ก็ดีแต่เก่งกับชาวบ้าน แต่วันนี้ “มันหายหัวไปไหน”

ที่ยกมาก็ไม่ได้ให้ราคาหรือคาดหวัง แต่เราลองมาฟังเสียงของ “ผู้รู้” ซึ่งก็น่าจะยังมีช่องทางที่จะหยุกยั้ง “หมู่บ้านป่าแหว่ง” นี้ได้

ดร.ทนง ทองภูเบศร์ เจ้าของแคมเปญและผู้ก่อตั้งเพจ “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ได้ออกมาชี้แจง โครงการ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ไม่ได้ถูกกฎหมายทั้งหมด เพียงแต่ สนง.ศาลยุติธรรม พูดไม่ครบ

โดยได้โพสเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า “เวลาสื่อนำเสนอข่าวเรื่อง โครงการ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” มักจะพูดว่า สนง. ศาลยุติธรรมทำถูกกฎหมาย ซึ่งไม่จริง ความจริงคือ ไม่ได้ถูกกฎหมายทั้งหมด เพียงแต่ สนง. ศาลยุติธรรม พูดไม่ครบ ยังผิดกฎหมายอย่างชัดเจนอีกหลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๒๕๕๐ และ ๒๕๖๐ มาตรา ๕๘ เป็นต้น

กฎหมายป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งที่ดินของราชพัสดุ ยังเป็น “ป่า” ตามมาตรา ๔ พรบ. ป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ ดังนั้น การทำไม้จะได้รับยกเว้นเฉพาะกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ นสล. แต่ไม่ยกเว้นสำหรับไม้หวงห้ามตามมาตรา ๗ (เช่น ไม้ยาง ไม้สัก ตามที่ เลขาฯ สนง. ศาลยุติธรรม แถลงผ่านสื่อไปแล้ว) ที่อย่างไรก็จะต้องขออนุญาต จึงผิดกฎหมายมาตรา ๑๑ เรื่องการทำไม้ และการดำเนินการไม่ตรงวัตถุประสงค์ จึงผิดกฎหมาย มาตรา ๕๔ อีกด้วย จึงจะต้องมีคนรับผิดชอบ อีกมาก

โดยเฉพาะ “อธิบดีกรมป่าไม้” ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เรากำลังเตรียมข้อมูล อย่างรัดกุมและครอบคลุม เพื่อเสนอรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลไม่มีข้อมูลเพียงพอ จึงขอให้รัฐบาล อย่าเพิ่งตัดสินใจใดๆ เพราะโครงการ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” จะทำให้รัฐบาลเสียหายไปด้วย เป้าหมายเดียวของ เครือข่าย “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” คือ รื้อสิ่งก่อสร้างลงจากดอยสุเทพ เท่านั้น โปรดช่วยกันศึกษากฎหมายที่กล่าวมาโดยละเอียด” ดร.ทนง ทองภูเบศร์ ระบุ

เว็บไซต์ http://www.bbc.com นำเสนอบทความ “บ้านศาลในป่าแหว่ง” บทสะท้อนความย้อนแย้ง

โดยระบุว่า โครงการบ้านพักตุลาการริมดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ จุดประกายคำถามถึงความเท่าเทียมในการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. และระดับความกระตือรือร้นของหน่วยงานราชการในการรักษาพื้นที่ป่า ขณะที่ภาคประชาสังคมรุกให้ "รื้อสถานเดียว"

หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ต่อกรณีนี้ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความหวังอันริบหรี่ที่ความต้องการของภาคประชาสังคมจะได้รับการตอบสนอง

แม้จะชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลทหารจะเข้ามารับหน้าที่ แต่หัวหน้า คสช.ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้รื้อโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลก่อสร้างไปจนเกือบจะแล้วเสร็จ เพราะเกรงจะเกิดการฟ้องร้องของผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำสัญญากับรัฐ และยังเรียกร้องให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่าเดินขบวนประท้วง แต่ได้มอบหมายให้ คสช. แม่ทัพภาคที่ 3 กับกระทรวงมหาดไทยไปหาทางทำความเข้าใจกับผู้ไม่เห็นด้วยแทน.....

... นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ บอกกับบีบีซีไทยว่า "ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลดูย้อนแย้งกับนโยบายทวงคืนผืนป่าที่ คสช. ประกาศไว้เมื่อก้าวสู่อำนาจในปี 2557 ซึ่งกำหนดว่าจะคืนผืนป่าให้ได้ 40% ตามแผนแม่บท"

นายธีระศักดิ์ ยืนยันว่า โครงการก่อสร้างบ้านพักตุลาการเป็นการรุกพื้นที่ป่าดั้งเดิม ซึ่งเป็นแนวเขตแดนที่ภาคประชาสังคมและกองทัพซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่นี้ทำสัญญาร่วมกันไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

"ขณะนี้กลุ่มเครือข่ายกำลังทำงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่สำรวจแนวป่าเพื่อชี้ให้เห็นว่า อาคารชุด 9 แห่งและบ้านพักตุลาการ 45 หลังได้ล้ำเข้าไปในแนวเขตป่าดั้งเดิม" นายธีระศักดิ์กล่าวโดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันก่อนวันที่ 19 เม.ย.นี้เพื่อนำเสนอต่อแม่ทัพภาคที่ 3

ยื่นคำขาด "ต้องรื้อสถานเดียว"

ข้อเรียกร้องที่เป็นคำขาดของกลุ่มเครือข่ายคือ จะต้องรื้อถอนอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในเขตแนวป่าดั้งเดิมเพียงสถานเดียว เพื่อปรับพื้นที่และฟื้นฟูป่าให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม เพราะโครงการที่ก่อสร้างไปแล้วนี้นอกจากจะก่อให้เกิดทัศนอุดจาดแล้ว ยังรบกวนระบบนิเวศ และจะทำให้เกิดความเดือดร้อนจากการไหลบ่าของน้ำป่า กับจะทำให้เกิดมลพิษต่อแหล่งน้ำดิบจากการที่หน้าดินที่ถูกเปิดไว้จากการก่อสร้าง จะถูกชะล้างลงมาพร้อมน้ำฝนที่จะตกมาในหน้าฝน

ผู้คัดค้านโครงการนี้อ้างว่า ในสายตาของชาวเชียงใหม่ถือเป็นโครงการที่ถูกสาปแช่ง และไม่เป็นที่ต้องการ ขณะที่นางวัฒนา วชิโรดม ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ และ เลขาธิการเครือข่ายการจัดการวิกฤติป่าและน้ำประกอบด้วย 13 องค์กรทั่วประเทศ บอกกับกรุงเทพธุรกิจว่าโครงการนี้จะเป็น "ตราบาป" ต่อสถาบันยุติธรรมตลอดไป ทั้งยังตั้งคำถามว่าหากผู้ใช้พื้นที่ไม่ใช่ศาล แล้วกรมธนารักษ์จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อการนี้หรือไม่

ด้านกลุ่มกรรมาธิการสถาปนิกผังเมือง (ไทย) ล้านนาและกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา ต่างออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยโดยยกเหตุผลทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม-วัฒนธรรม การออกแบบผังเมือง วิสัยทัศน์การพัฒนาเมือง รวมไปถึงมิติด้านภัยพิบัติ ขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมล้วนแสดงออกทางโซเชียลมีเดียไปในทำนองเดียวกัน

สนง.ศาลยุติธรรมย้ำรื้อไม่ได้

ในการประชุมของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเปิดเป็นเวทีสาธารณะเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ ตัวแทนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากโครงการบ้านพักข้าราชการนี้ แจ้งยกเลิกการเข้าร่วมกะทันหัน ขณะที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ไม่อาจยุติและรื้อถอนโครงการได้เพราะจะถูกคู่สัญญาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และจะถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินดำเนินการหาผู้รับผิดชอบตามกฎหมายด้วย

อย่างไรก็ดี นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการ สนง. ศาลยุติธรรมระบุว่า คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม มีมติให้รับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายและมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังรัฐบาลเพื่อให้เป็นผู้พิจารณาดำเนินการต่อไป

เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมจริงหรือ?

ท่ามกลางข้อถกเถียง ถึงความเหมาะสมของโครงการนี้ที่ได้รับความเห็นชอบมาตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548 ในขณะที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม และเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ยกเลิกโครงการ แต่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมาว่าโครงการดำเนินไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติของราชการ โดยที่ดินที่ใช้ก่อสร้างบ้านพักตุลาการดังกล่าวนั้น เดิมเป็นที่ดินของกรมป่าไม้ แต่เนื่องจากมีสภาพเป็น "ป่าเสื่อมโทรม" กองทัพภาคที่ 3 จึงขอใช้สถานที่เพื่อฝึกกำลังพล ต่อมาในปี 2500 กรมที่ดินได้ออกเอกสารหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หรือ นสล. 394/2500 จำนวน 23,787 ไร่ เพื่อให้กระทรวงกลาโหมใช้ในราชการ โดยกองทัพภาคที่ 3 ได้ไปขอขึ้นทะเบียนการใช้ประโยชน์กับกรมธนารักษ์

ต่อมาในปี 2540 สำนักอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 ได้ทำเรื่องขอแบ่งใช้ประโยชน์พื้นที่บางส่วน และกองทัพบกได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่ 143 ไร่ได้ในปี 2547 โดยกองทัพได้ทำเรื่องส่งคืนพื้นที่ตามแปลงที่ดินนั้นให้กรมธนารักษ์ จากนั้นในปี 2549 กรมธนารักษ์ออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ที่ดินราชพัสดุดังกล่าว และต่อมากระทรวงการคลังได้อนุมัติ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมใช้พื้นที่ก่อสร้างที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพัก และอาคารชุดสำหรับข้าราชการตุลาการ ซึ่งทั้งหมดเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การปฏิบัติของทางราชการ

จากนั้นในปี 2556 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้รับงบประมาณ จึงเริ่มเปิดพื้นที่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้

แต่เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพยืนยันว่า "สิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าดั้งเดิมนั้น แม้จะเป็นที่ราชพัสดุ แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม" ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมนั้น คือแนวพื้นที่ราบที่ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ของสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ไปแล้ว และรวมถึงพื้นที่บางส่วนของโครงการสร้างอาคารที่ทำการของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในพื้นที่ราบด้านล่าง ไม่ใช่ส่วนบ้านพักตุลาการที่อยู่บนริมดอยสุเทพที่สร้างทัศนอุดจาด

เชียงใหม่ติด 1 ในพื้นที่บุกรุกป่าวิกฤตรุนแรงที่สุด

ตามแผนแม่บท "แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน" โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2557 ซึ่งได้มีการศึกษาและกำหนดพื้นที่ที่มีระดับความรุนแรงของปัญหาบุกรุกทำลายป่าไม้ ระบุว่า มีพื้นที่ 12 จังหวัดที่อยู่ในระดับวิกฤตรุนแรงจากการบุกรุกทำลายป่าไม้ ในจำนวนดังกล่าว คือ เชียงใหม่ โดยอีก 11 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย น่าน ลำปาง อุบลราชธานี นครราชสีมา เลย กระบี่ ตาก และแม่ฮ่องสอน

ในแผนแม่บทยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าที่มีนายทุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทำเป็นขบวนการใหญ่มีชาวต่างชาติ ผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่หากพิจารณาปัญหาการบุกรุกโดยรวมแล้ว ยังมีอีกหลายลักษณะ เช่น การลักลอบตัดไม้และแปรรูปไม้ เพื่อขายหรือส่งออกต่างประเทศ การบุกรุกป่าไม้เพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร รวมทั้งการสร้างรีสอร์ทหรือบ้านพักตากอากาศ รวมไปถึงการลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่า

ทั้งนี้ แผนแม่บทระยะเวลา 10 ปีฉบับนี้กำหนดจะคืนผืนป่าที่สมบูรณ์กลับมาอย่างน้อย 40% นับตั้งแต่ คสช. มีคำสั่งฉบับที่ 64 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก หรือยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าอย่างจริงจังในทุกพื้นที่

ประชาชน คือ เหยื่อของนโยบายทวงคืนผืนป่า?

แม้ว่าภายใต้ยุทธศาสตร์ทวงคืนผืนป่าของ คสช. และแผนแม่บทนี้ ระบุว่า จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่าผู้ที่ตกเป็นเป้าและได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว กลับเป็นชาวบ้านในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

และในบางกรณี อาทิ เครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ภาคอีสาน ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการทวงคืนผืนป่า และให้ภาครัฐยุติการดำเนินการที่กระทบสิทธิกับชาวบ้านในทุกพื้นที่ และให้ชาวบ้านสามารถทำประโยชน์ที่ดินโดยปกติสุข เป็นต้น.