Get Adobe Flash player

อย่ามองข้ามศาลประชาชน โดย บางขุนศรี

Font Size:

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา  นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าตามที่สภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ออกแถลงการณ์ เรื่องโครงการบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพ อ้างว่าพื้นที่ที่ใช้ก่อสร้างบ้านพักตุลาการเชิงดอยสุเทพรุกล้ำป่าที่สมบูรณ์มาก สภาคณาจารย์ฯ ไม่เห็นด้วยและขอให้คืนป่าโดยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปโดยเร็วนั้น

ท่านอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงฟังเป็นข้อยุติได้ว่า พื้นที่ที่ใช้ก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ ภาค 5 และก่อสร้างบ้านพักตุลาการมีเนื้อที่ 147 ไร่เศษ อยู่นอกแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นที่ดินที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี จึงไม่ได้เป็นป่า ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 4(1)

มีเอกสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ยืนยันชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาเขตสะลวง-ขี้เหล็ก ซึ่งมีเนื้อที่ 6,235 ไร่เศษ

ก่อสร้างอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม ตามหลักฐานที่แนบมาด้วยแล้ว

หน่วยงานราชการเหมือนกัน ต้องการพื้นที่ก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการเหมือนกัน ต่างกันเพียงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติไม่เหมือนกันเท่านั้น

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ก่อสร้างวิทยาเขตสะลวง-ขี้เหล็ก ใช้เนื้อที่มากถึง 6,235 ไร่เศษ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นป่าตามกฎหมายได้ ไม่มีเคยได้ยินข่าวว่าผู้ใดคัดค้านหรืออ้างว่ารุกล้ำ "ป่า" มีเพียงข่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ใช้สโลแกนว่า "มหาวิทยาลัยในป่า" เท่านั้น

สำนักงานศาลยุติธรรม ก่อสร้างอาคารศาลอุทธรณ์ ภาค 5 และบ้านพักตุลาการ ใช้เนี้อที่เพียง 147 ไร่เศษ หรือประมาณร้อยละ 2.36 ของเนื้อที่ที่ใช้ก่อสร้างมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาเขตสะลวง-ขี้เหล็ก เท่านั้น ทั้งอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติและไม่ได้เป็นป่าตามกฎหมาย แต่มีผู้คัดค้านซึ่งรวมทั้งสภาคณาจารย์ฯ โดยอ้างว่ารุกล้ำ"ป่า"

ถ้าสังคมไทยยังมีคนบางกลุ่ม ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ใช้ความเพียงรู้สึกนึกคิด ความพอใจ ความรักใคร่ ความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา หรือถ้าตนเองได้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่ถูก แต่ถ้าตนเองไม่มีส่วนได้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่ผิด

สังคมไทยก็ต้องมีเรื่องวุ่นวายเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ตลอดกัลปาวสาน

อ่านแล้วก็รู้สึกว่าบางครั้ง “นักกฏหมาย” ก็คิดได้แค่นี้จริงๆ ยังมาตบท้ายเปิ่นๆ ตอนจบอีก

อาจเป็นเพราะท่านติดอยู่ในกรอบ ตั้งแต่หนุ่มก็ถูกสอนให้อยู่บนที่สูงเหนือคนอื่น  ทำหน้าที่ชี้ผิดชี้ถูกไปตามตัวหนังสือ ความเป็นชีวิต จึงมีข้อจำกัดอยู่ตรงนั้น

จากความเห็นของ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลฎีกา ทำให้นึกถึงเรื่องชาวบ้านๆ เรื่องหนึ่ง

ในอเมริกา ตำรวจดักจับรถที่ขับเร็ว (ในจำนวนหลายๆ คัน) มาได้คันหนึ่ง คนขับรถมักตั้งคำถามว่า

“ทำไมตำรวจ จับรถคันนี้ แต่ไม่จับอีกคันที่ขับเร็วเหมือนกัน” เป็นคำถามที่ “คนถูกจับ ย้อนถามตำรวจด้วยความหงุดหงิดเสมอ”

ไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่ง อดีตผู้พิพากษา จะมีคำถามเดียวกันว่า “มหาวิทยาลัยในป่า” 6 พันไร่ แต่ไม่มีผู้ใดอ้างว่ารุกล้ำป่า

ฝ่ายหนึ่งต้องการครอบครองบ้านหรู เพราะมีตำแหน่งที่สำคัญ มีฐานันดร จึงต้องการบ้านที่รโหฐาน โทษอีกฝ่ายว่า ประเทศไทยเคยเอาป่ามาสร้างเป็นมหาวิทยาลัย (ยังทำได้เลย)

เรื่องเช่นนี้แล้วแต่มุมมอง

บางคน อาจมองข้ามคุณค่าของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติ

บางคนอาจชื่นชม พระพุทธรูป เจดีย์ (หรือไม้กางเขน) ที่เด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา หรือผืนป่าแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วอนุโมทนาสาธุ

ว่าสัญญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจของมนุษย์ ช่างสง่างามเหลือเกิน

ศาสนาเรื่องหนึ่ง การศึกษาเรื่องหนึ่ง ล้วนมีข้อยกเว้น เพราะผู้มองการณ์ไกล ย่อมเห็นประโยชน์ในระยะยาว

กรณีของ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” ถ้าใครได้ดูจากรูปจริง มันแหว่ง จนสูญเสียภูมิทัศน์ สอบตกวิชาสถาปัตย์ สอบตกวิชาผังเมือง สอบตกวิชาออกแบบ 

ดอยสุเทพอันเป็นศูนย์รวมใจของชาวล้านนา ของนครพิงค์เชียงใหม่ กำลังถูกย่ำยี แต่ถ้าใครไม่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ ก็ขอให้คิดถึงแลนด์มาร์ค ทั้งโลกไม่มีใครเขาทำแหว่งแบบนิ้

คุณอ้างว่าถูกกฎหมาย รู้หรือไม่ว่า ในไทยแลนด์ “ฝ่ายอำนาจ” จะให้อะไรถูก มันก็ถูกทันที

คุณไปดูของจริงหรือยัง ป่าของป่าแหว่ง ต่างกับที่ว่าเป็นป่า ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาเขตสะลวง-ขี้เหล็ก ราวกับฟ้ากับเหว

กระนั้นก็ตาม

คดีบ้านป่าแหว่าง พิสูจน์จริยธรรม พิสูจน์ “ธาติแท้” ของฝ่ายอำนาจ อาจได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “ตะแบง”

ทั้งด้านกฎหมาย และสิ่งที่เป็นโลกวัชชะ

สังคนไทยยังมีชนชั้น คนมีเครื่องแบบ ยังมองคนธรรมดาว่าไม่สำคัญ ไม่สนใจกระแสสังคม เพราะสังคมไม่ได้ชีเป็นชี้ตาย

แต่กระนั้นก็ตาม เราอยากจะเตือนว่า หากเรื่องนี้ยืดเยื้อไป “ความมัวหมอง” ก็จะเกิด “ศรัทธา” ก็อาจสั่นคลอน

หรือต่อให้ ถ้าฝ่ายประชาชนแพ้ ก็จะไม่ดีเอามากๆ กับฝ้ายที่ชนะ

เรามาอ่านเรื่องเบาๆ บ้าง Kanokpan Kumut ได้โพสต์ข้อความ อ้างถึง

อาจารย์ มาลา คำจันทร์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.2556 นักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) จากเรื่อง เจ้าจันท์ผมหอม นิราศพระธาตุอินทร์แขวน แสดงความเห็นเกี่ยวกับ บ้านพักศาลตุลาการ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่

ว่าจะวางเฉย ไม่ออกความคิดเห็นอันใด เว้นว่างไว้ให้คนหนุ่มๆ สาวๆ เขาคิดอ่านตัดสินกันเอง แต่ดูๆ แล้ว ไม่ค่อยมีใครออกมาให้ความเห็นในมุมมองคนรุ่นเก่าอย่างเราจึงขอพูดถึงบ้าง

ก็เรื่องผืนป่าเชิงดอยสุเทพที่ถูกบุกรุกจนกลายเป็นป่าแหว่งนั่นแหละ

ไม่ผิดกฏหมาย

แต่ผิดพลาด

ผิดพลาดตรงที่ไม่เคยถามความเห็นของผู้คนบนพื้นที่เลย

พวกคุณมองที่ดินเห็นเพียงที่ดิน เป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อย่างเดียว

คุณลืมพื้นที่ทางใจ

ดอยสุเทพ ไม่ได้เป็นเพียงภูเขาหรือม่อนดอยทางภูมิศาสตร์ ดอยสุเทพเป็นพื้นที่ทางใจของคนล้านนาทั้งมวล ใช่เพียงชาวเชียงใหม่ ขอให้ตระหนักถึงมิตินี้ด้วย อย่าดื้อด้านดึงดันต่อไปเลย ผิดพลาดแล้วยอมรับ คนยังอภัยให้ได้ แต่หากผิดพลาดแล้วยังดันทุรัง ดื้อตาใส อ้างกฏหมายอย่างเดียว คุณจะยิ่งถลำ จะเจ็บปวด บาดแผลจะยิ่งลึก มันจะกินใจคุณไปจนวันตาย

ในฐานะคนแก่เฒ่าในพื้นที่ ไม่ต้องเอามิติทางใจมาพูดก็ได้ เอาเฉพาะพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คุณอยู่ไม่ได้หรอกตรงนั้น มันไม่ใช่พื้นที่คนอยู่ หน้าน้ำ น้ำจะหลากลงมา ดินโคลน ต้นไม้ กรวดหินดินทรายจะกลบบ้านพักหรูหราราคาแพง พื้นดินตรงที่บ้านตั้งอยู่จะยุบถล่ม น้ำจะเซาะดินใต้บ้านให้กลายเป็นโคลนไหลลงไปสู่ที่ต่ำ ภัยจากน้ำอย่างเดียวคุณก็หมดทางสู้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงไฟป่าเลย มันไม่ได้วิ่งมาตามสายไฟฟ้าอย่างที่พวกคุณเข้าใจ มันโหมมาได้ทุกทิศทุกทาง พวกคุณจะอยู่เป็นสุขหรือ บนทำเลที่คนทั่วไปเขาไม่อยู่กันอย่างนั้น แล้วไหนจะรอยบาดหมางระหว่างประชาชนในพื้นที่กับบุคคลในองค์กรของคุณอีกล่ะ จะมองหน้ากันติดหรือ คุณอ้างกฏหมาย แต่คุณทำร้ายจิตใจผู้คน คุณเป็นผู้ร้าย

อย่าให้ชาวเชียงใหม่เผาพริกเผาเกลือสาปแช่งเลย

ไม่ใช่คำขู่

แต่เป็นคำของร้อง

(ที่มา มาลา คำจันทร์)