Get Adobe Flash player

เลือกอยู่ข้างผู้ชนะก็อาจแพ้ โดย บางขุนศรี

Font Size:

ผู้บริหารประเทศ นักวิชาการ ข้าราชการ กลุ่มซ้าย กลุ่มขวา กลุ่มทหาร หรือนักการเมือง ต้องตระหนักว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เขาไม่ได้เลือกข้างไม่ว่าข้างคุณหรือข้างไหน นั่นเพราะผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ไว้วางใจกลุ่มที่กล่าวถึงสักกลุ่มเดียว

ไม่มีใครดีกว่าใคร ทุกกลุ่ม ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรม ที่มองจากมุมฝ่ายตน แล้วสรุปตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ

บ่อยครั้งที่กลุ่มต่างๆ ถกเถียงกันเอง แต่กลับถกเถียงกันคนละเรื่อง ไม่ยอมรับในมุมที่ฝ่ายตนเป็นฝ่ายผิด หรือเป็นตัวก่อปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม แต่กลับโยนความผิดให้กลับกลุ่มอื่น

กลุ่มประชาชนที่กล่าวถึง พวกเขาเคารพการเลือกตั้ง เมื่อมีพรรค มีผู้สมัครเสนอตัวมาให้เลือก ประชาชนในแต่ละพื้นที่จะเลือกใครก็คือคนนั้น

คนที่ได้รับเลือกเข้าสภาฯ ทุกคน ไม่ว่าพรรคใหญ่ หรือพรรคเล็ก พรรคที่มีคนมาก หรือมีคนน้อย ก็คือตัวแทนของประชาชน 

หลายครั้งที่คนที่อยู่ในสภา เย้ยหยันกันเอง คุณเป็นพรรคขี้แพ้ เขามาจากพรรคชนะ นั่นก็แสดงว่า พวกเขากำลังดูถูกเสียงประชาชน เพราะทุกคนที่เข้าไป ไม่ว่าพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ คุณคือหนึ่งเสียง ทั้งหมดคือผู้ชนะ

แต่ไม่ได้หมายความว่า เมื่อคุณเป็นตัวแทนประชาชนแล้ว คุณจะเข้าไปรวมกลุ่มกันทำอะไรก็ได้ ที่สำคัญอย่าหยามน้ำใจคนในชาติ

นักการเมือง จะต้องได้รับการตรวจสอบ เช่นเดียวกับผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าคุณจะมาจากการยึดอำนาจ และใช้อำนาจของกองทัพไว้ปกป้องพวกคุณ แต่การตรวจสอบจะต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่คอยรังควานผู้คนที่เห็นต่าง

เมื่อก่อน ประชาธิปไตยไม่ได้ซับซ้อน ฝ่ายซ้าย ที่เบื่ออำนาจรัฐก็เข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์ ปลุกระดมมวลชนให้เห็นถึงการกดขี่ของฝ่ายอำนาจ ต่อสู้กับระบบทุนนิยม พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ ฝ่ายรัฐบาลก็มุ่งกวาดล้าง

สู้กันไปตามกำลัง แพ้บางชนะบ้างแล้วแต่สถานการณ์

แต่ปัจจุบัน การเมืองซับซ้อน พวกที่อยู่ในป่า (บางส่วน) ออกมารับใช้นายทุน นำวิชาแย่งชิงมวลชน มาแก้ไขทำให้กลับกันเพื่อมาเป็นฐานของพวกตน

มองว่าฝ่ายอื่นชั่ว ฝ่ายตนเป็นฝ่ายดี

เป็นอย่างนี้เหมือนกัน ประชาชนเขาก็รำคาญทั้งสองฝ่าย

ในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เข้ายึดอำนาจ ในนาม คสช.

มีคนโทษว่าเป็นเพราะ ชนชั้นกลางแพ้แล้วพาล จึงนำมวลมหาประชาชนมาชัดดาวน์กรุงเทพฯ กล่าวหาว่าคนพวกนี้ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตย ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลเลือกตั้ง

แต่กลับไม่มองว่าทำไม่ ประชาชนจึงออกมาไล่รัฐบาลในสมัยนั้น ทั้งๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใชเพราะพวกเขา (ประชาชน) ไม่ศรัทธาประชาธิปไตย แต่ไม่ศรัทธาการบริหารประเทศของรัฐบาลในขณะนั้นมากกว่า

จึงพร้อมใจกันออกมาไล่

อย่าลืมว่าการออกมาชุมนุมของภาคประชาชน ก็คือส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยภาคประชาชนเช่นกัน ไม่ได้หมายความว่า ฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเป็นพวกอนุรักษ์ ไม่ใช่พวกประชาธิปไตย

ที่สำคัญประชาชน ก็ไม่ใช่สาวกของแกนนำ เป็นเพียง “เพื่อนร่วมรบ” เมื่อเสร็จภารกิจ ทุกคนก็มีทางของตัวเอง

เคยมีตัวอย่างเมื่อแกนนำพันธมิตร ตั้งพรรคการเมือง ลงท้ายเพื่อนร่วมรบก็ไม่ได้เลือกพรรคที่ตั้งขึ้นมานั้น

พรรคการเมืองใหญ่ก็เช่นกัน ทำไมได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่เมื่อเข้ามาบริหารประเทศกลับมีปัญหาการยอมรับ นั่นเพราะความเชื่อของผู้บริหารพรรค ไม่ยึดโยงกับประชาชน

เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน การศึกษาบทเรียน สำคัญกว่าการมุ่งร้ายกับฝ่ายตรงข้าม

การตั้งโจทย์ที่ผิดของแนวร่วม มองมิตรมองศัตรู มีส่วนทำให้ คนที่ลี้ภัยการเมืองอยู่นอกประเทศ ไม่ได้กลับบ้านจนทุกวันนี้

ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกผู้แทนของเขา และก็มีสิทธิที่จะไล่หากเขารู้สึกว่าท่านทำในสิ่งที่เกินกว่าพวกเขาจะรับได้

ประชาชนไม่ได้มีกำลังอะไร ทำได้แค่ออกมาชุมนุม เมื่อชุมนุมแล้ว ไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ยิ่งทำให้ความไม่พอใจลามออกไป

ก็ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายประชาชนคือฝ่ายถูก ฝ่ายบริหารเป็นฝ่ายผิด มันเพียงการเผชิญหน้าของคนสองฝ่าย

โดยเฉพาะการใช้ตัวช่วยของผู้ที่มีแต่มือเปล่า

เหมือนเด็กที่ถูกผู้ใหญ่รังแก เด็กก็ต้องไปหานักเลงมาสู้กับผู้ใหญ่คนนั้น

จนนำไปสู่ “การยึดอำนาจ” ถ้าถามว่าประชาชนกลุ่มนั้นว่า ต้องการรัฐบาลเผด็จการหรือ คำตอบคือไม่ใช่ แต่เป็นการยืมมือผู้ที่มีกำลัง มาขับไล่รัฐบาล ไล่ไปให้ได้ก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

เมื่อเข้ามาควบคุมสถานการณ์แล้ว ถึงเวลาก็ต้องลงมาจากอำนาจ เพื่อให้กระบวนการทางการเมืองเดินหน้าต่อไปได้

แต่ปรากฏว่าผู้มีอำนาจ อยากได้อำนาจต่อไปอีก มีการวางแผน เตรียมการณ์ ร่างรัฐธรรมนูญ เดินสายหาเสียง ในขณะเดียวกันก็กดพรรคการเมืองเอาไว้ เรื่องพวกนี้ประชาชนรู้

ผู้มีอำนาจ เคืองประชาชนว่าไม่ฟังกัน สนใจแต่ข่าวหวย 30 บาท ข่าวดาราเปลี่ยนคู่

จริงๆ แล้วผู้มีอำนาจต่างหากที่ไม่ฟังประชาชน ใช้อำนาจจะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ ใช้สิทธิที่จะเป็นชนชั้นปกครอง จะปกครองประเทศ ปกครองประชาชน  

ถามว่าที่ผ่านมาทำดีอะไรไว้บ้าง ก็มีหลายอย่าง คนก็รู้เห็น แต่เรื่องของการทำงานกับการยอมรับ เป็นคนละเรื่องกัน ออกไปลงพื้นที่ (อ้างว่าไม่ใช่การหาเสียง) ไปอนุมัติงบปลายฤดู เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยยุติธรรม

เหมือนที่เขาว่า คุณเป็นคนตั้งกติกาที่ได้เปรียบ แล้วลงมาเล่นเอง ห้ามคนอื่นเล่นในช่วงนี้ ดูอย่างไรก็ไม่สมควร

มาถึงนักการเมืองและพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคใหม่ๆ หลายๆ พรรค ที่ออกมาอยู่ข้างขั้วอำนาจ มาสร้างฝันต่างๆ บ้าง

ขออย่าเพิ่งมั่นใจมากนัก ขอให้รอผลการเลือกตั้งก่อน เพราะประชาชนอาจไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูด หรือไม่ก็เตรียมสอนบทเรียน ที่คุณอาจต้องจำไปชั่วชีวิต

แม้ฝ่ายอำนาจ ก็จะไม่พ้นที่จะเรียนรู้จากบทเรียนนี้เช่นกัน.