Get Adobe Flash player

ระยะทางพิสูจน์ม้า โดย บางขุนศรี

Font Size:

“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” เป็นสำนวนจีนที่ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทย มีความหมายในตัวโดยแทบไม่ต้องนำมาขยายความซ้ำ

และเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัย

ในทางการเมืองที่มีขั้วความคิดต่างๆ เช่นขั้วเพื่อไทย ขั้วประชาธิปัตย์ รวมทั้งขั้ว คสช.

สมัยที่ “คุณทักษิณ” เรืองอำนาจ ถนนทุกสายมุ่งสู่ทักษิณ นักการเมืองอ้างอุดมการณ์ต่างๆ นานา จนคนเชื่อว่า พวกเขาพร้อมที่จะร่วมสุข และร่วมทุกข์ ในทุกสถานการณ์ กับทักษิณ บางคนเป็นถึงแกนนำเสื้อแดง บอกว่าตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย

สมัยที่ประชาธิปัตย์ แม้ไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง แต่ก็โดดเด่นในความมีเสรีภาพทางความคิด ด้วยเป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ การทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็ทำอย่างเต็มที่ กฎหมายใดที่ ปชป.เห็นว่า “ไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด” ก็จะสู้สุดกำลัง

มีนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีอุดมการณ์อย่างประชาธิปัตย์ เสนอตั้งเข้ามาร่วมทีม

จนกระทั่งเมื่อ คสช.ทำรัฐประหาร และวางแผนสืบทอดอำนาจตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญอย่างได้เปรียบ การหาเสียงฝ่ายเดียวด้วยงบของรัฐ การตั้งพรรคของกลุ่มเครือข่ายผู้สนับสนุน การดูดนักการเมือง

ความระส่ำก็เกิดขึ้น ความไม่แน่นอนว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็เกิดขึ้น

และเรา ประชาชน ก็ได้เห็นธาตุแท้ของนักการเมือง

เราเห็นคนที่สู้ให้พี่น้องอย่างองอาจ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

แม้พรรคการเมือง ต่างก็เลือดไหลไม่หยุด แต่ก็สามารถใช้โอกาสนี้ได้ “คัดกรองเพื่อนแท้” ไม่ว่าฝ่ยเหลืองหรือฝ่ายแดง

ต้องยอมรับว่า รัฐบาล คสช.เตรียมการไว้พร้อมมาก ทั้งฝ่ายกองทัพก็พร้อมหนุน ถึงขนาดวางตัวนายกฯ ไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง

และมั่นใจว่า ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้แทนฯ แต่ตัวนายกฯ นั้นมีแล้ว

ตรงนี้เอง ที่ทำให้เราได้เห็น นักการเมืองที่มีจุดยืน “ข้างผู้ชนะ” ได้ชัดเจน

บางคนทิ้งเพื่อไทย ไปอยู่กับ คสช. บางคนทิ้งพรรคโน้นไปอยู่พรรคนี้

เราจะเห็นการกระโดดหนีบ้านเก่า เพื่อไปหาบ้านใหม่ ในทันทีที่คิดว่า “บ้านใหม่” น่าจะดึกว่า

แต่เราไม่อยากจะบอกว่า เรื่องแบบนี้ก็ไม่แน่ เพราะตัวแปรคือประชาชนผู้หย่อนบัตรเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้น เราก็จะเห็น “บางพรรค” ที่รอ “แทงกั๊ก” หลังเลือกตั้ง ต่อให้ “สามสหาย” ก็เถอะ

...............

วันก่อนอ่านข่าว นายสุภรณ์​ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์

เราจะไม่พูดในประเด็นที่ว่า นปช.ดี หรือไม่ดี แต่พูดถึงการทอดทิ้ง ทั้งๆ ที่ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน

แรมโบ้ บอกว่า การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย มันไม่มีใครหรอกไม่ว่าฝ่ายไหนเสื้อสีไหน ก็ต้องมีครอบครัวทุกคน มันต้องมีชีวิต ต้องกินข้าวทุกคน ดังนั้นแล้วจะมาบอกว่า สู้เพื่ออุดมการณ์ถวายชีวิต ไม่สนใจครอบครัว ไม่สนใจลูกเมีย ไม่สนใจตัวเอง มันไม่มี มันเป็นไปไม่ได้ การต่อสู้ทุกคนก็หวัง เอ้าคนนี้อยากเป็นรัฐมนตรี อยากมีตำแหน่ง อยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุน ต่อรองกันเยอะแยะ ตนรู้หมด มีแต่ตนที่เห็นคนเขาต่อรองกัน สู้แล้วเรียกร้องผลประโยชน์ สู้แล้วเรียกร้องตำแหน่ง

“ผมเห็นหมด ผมรู้หมด พอไม่ได้ก็งอแง ตั้งท่าจะอาละวาด ตั้งท่าจะโกรธไม่พอใจ ตั้งท่าจะตั้งก๊วนจัดมุ้ง ตั้งท่าจะแตกแถวออก ตั้งท่าจะโวยวายว่าสู้แล้ว มีการรับปากแล้วจะให้เป็นรัฐมนตรีแล้วมาไม่ให้เป็น เรื่องเหล่านี้มีหมด เราเห็นหมดในวงการ เห็นทุกอย่าง แล้วก็จะได้ดีไม่กี่คนที่ต่อรอง คนที่ต่อรองเท่านั้นถึงจะมีอำนาจ คนไม่ต่อรองก็ไม่ได้อะไร แล้วนิสัยผมไม่ใช่คนต่อรอง”นายสุภรณ์​กล่าว

นายสุภรณ์​กล่าวว่าตนเห็นสัจธรรมหลายอย่าง ก็บอกว่ามันไม่ใช่แล้ว เพราะเห็นหมด ตนอยู่มานานตั้งแต่ก่อตั้งไทยรักไทย เห็นทุกอย่างว่ามันไม่ได้เป็นไปตามระบบที่อาวุโส ความเหมาะสม คุณธรรม บางคนมาพรรคทีหลัง ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีเลย แล้วหลักการอยู่ตรงไหน บางคนเคยย้ายออกไปจากไทยรักไทย แล้วไปดึงกลับมา ก็ให้ตำแหน่ง แบบนี้คืออะไร แล้วคนที่เขาสู้แทบตาย ที่ไม่ได้หมายถึงตน แต่หลายคนในพรรคที่เขาทุ่มเทให้พรรค ก็ควรให้เขา แต่ไม่ใช่เพราะพอถึงเวลา ก็มีคนในพรรคจัดสรรปันส่วนกัน ดูว่าใครสนิทสนมกัน ใครเอาใจผู้ใหญ่ในพรรคได้ คนนั้นก็มีโอกาสได้ดิบได้ดี แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว เราก็เก็บสุมๆๆ สุมมา ว่าเราเองไม่เคยเรียกร้องอะไร แต่เขามองค่าเราแค่เศษธุลีดิน แม้กระทั่งการมาต่อสู้บนเวที นปช.

แน่นอน คนที่ถูกพาดถึงย่อมเสียหาย เปิดช่องให้ถูกโจมตี แทนที่จะจากกันดีๆ ก็ไม่ทำ

....................

ขณะที่ นายนคร มาฉิม อดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จังหวัดพิษณุโลก ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ขอโทษ นายทักษิณ ชินวัตร และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยชื่นชมว่า ท่านบริหารชาติบ้านเมืองได้ดี มีนโยบายใหม่ๆ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้าน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้าง สนามบินสุวรรณภูมิ การค้า การลงทุนเฟื่องฟูเจริญรุ่งเรือง ต้องยอมให้ในการบริหารงานของท่านว่าเก่งมาก ทำให้พรรคไทยรักไทยโดยการนำของท่าน ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย 377 เสียงสส. จาก 500 สส. เป็นประวัติศาสตร์ทางการเมือง ผมอยู่ฝ่ายตรงข้ามก็มองอย่างแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร

“ขณะนั้นพวกเราตื่นตระหนกกันมาก จึงร่วมกันทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำและที่สำคัญที่สุดและแนบเนียนที่สุดคือ ฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษ์นิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่าน และพรรคของท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของคณะกรรมการบริหาร”

สุดท้ายพวกเราจึงปรึกษากันว่าคงจะต้องให้ทหารยึดอำนาจอีก ฯลฯ

ผมขอโทษท่านและน้องสาวท่านด้วยนะครับที่เคยต่อสู้กับท่าน แต่เมื่อความจริงปรากฏ ความอยุติธรรมและเผด็จการปกครองครอบงำประเทศ ปนะชาชนเดือดร้อน ทุกข์ยากลำบาก สิทธิเสรีภาพสูญสิ้น ชาติบ้านเมืองของเราบอบช้ำ เข้าขั้นวิกฤต ผมจึงขออนุญาตมาร่วมอุดมการณ์เดียวกันกับท่าน ขอร่วมสู้กับท่านและเหล่าวีรชนฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อนำพาประเทศไทยของเราให้ข้ามพ้นจากความขัดแย้ง ข้ามพ้นจากยุคมืดของเผด็จการ ที่กดขี่ข่มเหงพวกเรา เดินทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย สร้างความเสมอภาพ ความเจริญรุ่งเรืองเช่นอารยประเทศ ฯลฯ

...............

ในประวัติศาสตร์ ก็เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้

พระยาจักรี (ขุนนางในสมเด็จพระมหินทราธิราช)

วิกิพีเดีย ระบุว่า พระยาจักรีผู้นี้ปรากฏนามในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็น “พระยาจักรี” และได้ ร่วมรบกับ พระราเมศวร ใน สงครามช้างเผือก แต่ก็ถูกพม่าจับตัวพร้อมกับพระราเมศวร

ในคราวสงครามเสียกรุงฯครั้งที่ 1 (สงครามเสียกรุง พ.ศ. 2112) พระยาจักรี(ขณะอยู่ที่พม่า) ได้กราบทูล ต่อ พระเจ้าบุเรงนอง ว่าจะอาสาเป็นไส้ศึก โดยทำทีว่าหนีจากพม่าได้

สมเด็จพระมหินทราธิราช รับไว้ ทรงมอบพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้พระยาจักรีมีอำนาจเด็ดขาด ซึ่งพระยาจักรีก็สั่งการโยกย้ายทหารไปประจำด้านที่ไม่มีพม่า และพระยาจักรีก็ส่งสัญญาณให้ทหารพม่าลอบปีนกำแพงเมือง และเปิดประตูเมืองจนเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในที่สุด

ในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ได้เห็นชะตากรรมของพระยาจักรี หลังพม่าได้ชัยชนะ พระเจ้าบุเรงนองก็ให้รางวัลพระยาจักรีเป็นหีบทอง  แล้วเอาพระยาจักรีไปถ่วงนำพร้อมหีบทองใบนั้น 

พระเจ้าบุเรงนองทรงตรัสว่า ขนาดประเทศที่เกิดตัวเองยังทรยศได้ แล้วจะจงรักภักดีกับหงษาไม่มีทางเป็นไปได้ 

................

ในสงครามเสียกรุง 2310 ซึ่งเป็นยุคต่อมา เฟซบุ๊ค วิพากษ์ประวัติศาสตร์ กล่าวถึง “พระยาพลเทพ”

“พระยาพลเทพ” หรือ “ออกญาพลเทพราชเสนาบดีศรีไชยนพรัตนกระเสตราธิบดี” เป็นตำแหน่งของเสนาบดีกรมนาหรือ “เกษตราธิการ”

ในเอกสาร “คำให้การชาวกรุงเก่า” ซึ่งพม่าเรียบเรียงจากคำให้การของเชลยไทยที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าเมื่อหลังสงครามเสียกรุง พ.ศ. 2310 มีเนื้อหาสั้นๆ ว่า

“คราวนั้นพระยาพลเทพ ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาเอาใจออกหาก ลอบส่งศัสตราวุธเสบียงอาหารให้แก่พม่า สัญญาจะเปิดประตูคอยรับ พม่าเห็นได้ทีก็ระดมเข้าตีปล้นกรุงศรีอยุธยา ทำลายเข้ามาทางประตูที่พระยาพลเทพนัดหมายไว้”

ในการศึกสงคราม หลายคนอาจจะต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ดังที่ปรากฏหลักฐานว่ามีพลเมืองอยุธยา ลอบหนีจากกรุงไปเข้ากับพม่าจำนวนมาก

การที่จะมีขุนนางอย่างพระยาพลเทพ ที่ช่วยส่งเสบียงให้พม่าก็อาจไม่ได้มีเพียงพระยาพลเทพคนเดียว.