Get Adobe Flash player

จำคุก 7 เศรษฐี ปิดตำนาน ค่าโง่คลองด่าน โดย บางขุนศรี

Font Size:

วันก่อน ได้มีโอกาสดูย้อนหลัง รายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์” ท่างช่อง 19 ของไทย กล่าวถึงการจำคุก 7 เศรษฐีในคดีคลองด่าน

โดยพิธีกรระบุว่า ถ้าไม่มีข่าวความงดงามของความช่วยเหลือ “13 หมูป่า” และ “บอลโลก” มาชิงพื้นที่ข่าว คดีคลองด่าน จะต้องเป็นข่าวที่ยึดครองพื้นที่หน้า 1 ต่อเนื่อง 3 วันซ้อนแน่นอน

จึงไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆโดยไม่ได้พูดถึง

ย้อนอดีตคดีคลองด่าน  จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินและโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน หรือ คดีคลองด่าน เป็นคดีการทุจริตโครงการจัดซื้อที่ดินและโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 ระบบ เริ่มแนวคิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และได้อนุมัติวงเงินในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา โครงการแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียในขณะนั้น ด้วยศักยภาพในการบำบัดน้ำเสีย รวม 525,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน

โครงการได้เริ่มขึ้นจากการผลักดันโดยสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ ในขณะนั้น แต่ไม่ได้พิจารณา ในปี 2538 โครงการได้ผลักดันขึ้นอีกครั้ง

โดย ยิ่งพันธ์ มนะสิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ จนในที่สุดมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลบรรหาร ได้อนุมัติวงเงินโครงการจำนวน 13,612 ล้านบาท ต่อมาในปี 2540 ก็ได้เพิ่มเป็น 23,000 ล้านบาท รัฐบาลได้ประกาศหาผู้รับเหมา จนได้ผู้มายื่นความจำนงจำนวน 13 ราย และได้คัดไปจนสุดท้ายเหลือเพียง 2 รายคือ กลุ่มบริษัท NVPSKG และ กลุ่มบริษัท Marubeni

จนในที่สุดกลุ่มบริษัท NVPSKG ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับเหมาแบบเหมารวม

“NVPSKG คือใคร” ข้อมูลจาก https://thaipublica.org/2015/11/klongdan-21-11-2558/ ระบุว่าประกอบด้วยบริษัทผู้รับเหมาซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดี

N : บริษัท นอร์ธเวสต์ วอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

V : บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด

P : บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง จำกัด (ชื่อขณะนั้น-ก่อตั้งโดยนายวิศว์ บิดาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ)

S : บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด (ใกล้ชิดกับนายบรรหาร ศิลปอาชา)

K : บริษัท กรุงธน เอนจิเนียร์ จำกัด

G : บริษัท เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนต์ จำกัด (มีสายสัมพันธ์กับบริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ของนายวัฒนา อัศวเหม ผ่านทางผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง)

โดยมีแค่ N ที่มีเงื่อนไขเข้าคุณสมบัติการยื่นซองประมูลกวดราคา คือเคยมีประสบการณ์ในการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียมาก่อนตามทีโออาร์ แต่ก่อนที่กิจการร่วมค้า NVPSKG จะลงนามทำสัญญากับ คพ. ปรากฏว่า N ขอถอนตัว ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า กิจการร่วมค้าดังกล่าวยังมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่สัญญากับ คพ. ในการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียในเขตพื้นที่ จ.สมุทรปราการได้หรือไม่

(ส่วน (รายการช่อง 19) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า N เป็นผู้เชี่ยวชาญบำบัดน้ำเสีจากประเทศอังกฤษ ต่อมา N ถอนตัวก่อนเซ็นสัญญา ที่เหลือปกปิดความจริง รัฐยังหลงอยู่ว่า N ยังร่วมอยู่ จึงเซ็นสัญญาว่าจ้าง)

วิกิพีเดีย ระบุว่า โครงการได้เริ่มพบการทุจริตมากมาย จนภาคประชาชนเข้าร้องเรียนถึง ป.ป.ช. พบว่า

ในส่วนของที่ดิน วัฒนา อัศวเหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ทำการกว้านซื้อที่ดินชาวบ้านในท้องที่ด้วยวิธีการข่มขู่ รวมถึงออกเอกสารสิทธิพื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ และบางพื้นที่ยังเป็นป่าชายเลนซึ่งเป็นที่สงวนอีกด้วย จำนวน 17 แปลง รวมพื้นที่กว่า 1,900 ไร่ ด้วยราคาถูกคือจากไร่ละประมาณ 4 หมื่น แล้วนำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษในราคาไร่ละ 1 ล้านบาท คิดเป็นเงินทั้งหมด 1,900 ล้านบาท ป.ป.ช. จึงได้ส่งเรื่องไปที่ศาล

แต่ในวันฟังคำพิพากษา ใน พ.ศ. 2550 นายวัฒนากลับเดินทางหนีไปต่างประเทศ ศาลจึงมีคำสั่งจำคุก 10 ปี นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งให้นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ รมต.กระทรวงวิทยาศาสตร์ รับผิดด้วยแต่เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้ถูกกล่าวหา แต่ศาลได้ยกฟ้อง

ในปี 2546 กรมควบคุมมลพิษ (ค.พ.) ได้มีคำสั่งให้กิจการร่วมค้า NVPSKG ยุติการดำเนินโครงการ และระงับการจ่ายเงิน หลังดำเนินก่อสร้างไปแล้วกว่า 95% คิดเป็นมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท

ต่อมากลุ่มบริษัท NVPSKG ได้ทำการเรียกร้องให้จ่ายเงินที่เหลืออยู่

อนุญาตโตตุลาการ ได้ตัดสินให้ ค.พ.แพ้

ทำให้ ค.พ.ได้ไปฟ้องต่อยังศาลชั้นต้นและศาลปกครอง

แต่ผลสุดท้ายคือยืนตามคำตัดสินอนุญาตโตตุลาการ ต้องจ่ายส่วนที่เหลือกว่า 9.6 พันล้านบาท ซึ่งการจ่ายเงินล่าสุดคือในปี 2558 สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา

การทุจริตโครงการนี้ นับเป็นการทุจริตที่สลับซับซ้อนที่มีเครือข่ายในวงการนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ คนในครอบครัว อย่างกว้างขวาง ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีกฎหมายห้ามกิจการของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นช่องโหว่ในการแสวงหาผลประโยชน์ ปัจจุบันโครงการแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้าง ชาวบ้านในพื้นที่ต้องย้ายที่อยู่

และรัฐบาลยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยโครงการกับกลุ่มบริษัท NVPSKG ที่เหลืออีก 2 งวด รวมเป็นเงินที่ประเทศไทยสูญเสียไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นคดีทุจริตที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคดีหนึ่งในประเทศไทย สื่อไทยทุกแขนงจึงต่างตั้งชื่อคดีนี้ว่า “ค่าโง่คลองด่าน”

........................

ในขณะที่กรมควบคุมลพิษ ยังสู้ต่อไป และล่าสุด คดีนี้ก็พลิก

จากเว็บไซต์ https://www.isranews.org/isranews-other-news/67757-maneger00.html

ศาลฎีกาจำคุก 3 ปี "วัฒนา อัศวเหม" ฐานฉ้อโกงซื้อที่ดินก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ส่วน 6 ผู้บริหารบริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง - บริษัทเกตเวย์ดิเวล-ปาล์ม บีชฯ โดนคนละ 3-6 ปี และ ปรับเงิน 4 บริษัท ยกฟ้อง" สังวรณ์ ลิปตพัลลภ" กก.บริษัทประยูรวิศว์การช่าง กับพวกรวม 5 คน

โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลแขวงดุสิต ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ 254/2547 ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง 1.กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี หรือ NVPSKG (ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์) 2.บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 3.นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 4.บริษัทประยูรวิศว์การช่าง 5.นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูรวิศว์การช่าง 6.บริษัทสี่แสงการโยธา(1979) 7.นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา

8.บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 9.นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ 10.บริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 11.นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 12.บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ 13.นายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 14.นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 15.นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ 16.บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ 17.นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ 18.นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ และ 19.นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งศาลออกหมายจับไว้อยู่แล้ว) เป็นจำเลยที่ 1 - 19 ในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่ที่ดินนั้นกลับเป็นกลุ่มบริษัทจัดหามาแล้ว ที่ดินนั้นเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน และฉ้อโกงสัญญาก่อสร้างฯ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของกิจการร่วมค้า NVPSKG จำเลยที่ 1 และสั่งประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่ 2-19

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 พิพากษาว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2-19 เชื่อมโยงมีการแบ่งหน้าที่กันทำกลุ่มหนึ่งเป็นผู้รวบรวมที่ดินนำขายให้แก่โจทก์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ก่อสร้างโครงการซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวออกโฉนดโดยมิชอบแล้วนำมาขายให้กับโจทก์ ใช้ก่อสร้างโครงบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านโดยไม่มีบริษัทผู้เชี่ยวร่วมดำเนินการ มีเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นำผลประโยชน์ไปแบ่งปันกัน พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2-19 ร่วมกันกระทำผิดตาม ม.341 ฐานร่วมกันฉ้อโกง อันเป็นความผิดกรรมเดียว จึงให้จำคุก นายพิษณุ ชวนะนันท์ กก.บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง, นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กก.บ.ประยูรวิศว์การช่าง, นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กก.บ.สี่แสงการโยธา, นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กก.บ.กรุงธนเอนยิเนียร์, นายรอยอิศราพร ชุตาภา กก.บ.เกตเวย์, นายชาลี ชุตาภา กก.บ.คลองด่านมารีนฯ, นายประพาส ตีระสงกรานต์ กก.บ.คลองด่านมารีนฯ, นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กก.บริษัท คลองด่านมารีนฯ ,นางบุญศรี ปิ่นขยัน กก.บ.ปาล์ม บีชฯ และนายกว๊อกวา โอเยง ผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13-15, 17, 18, 19 คนละ 3 ปี

ส่วน บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง, บ.ประยูรวิศว์การช่าง, บ.สี่แสงการโยธา(1979), บ. กรุงธนเอนยิเนียร์, บ.เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์, บ.คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ และ บ.ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12 , 16 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท โดยระหว่างอุทธรณ์คดี จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13-15, 17, 18 ได้ประกันคนละ 1 ล้านบาท ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 19 หลบหนีคดีไปก่อน ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกัน

ต่อมาศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2556 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าช่วงเวลาที่ บ.ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 16 ซื้อที่ดินยังไม่แน่ชัดว่าโครงการก่อสร้างบำบัดน้ำเสียจะใช้ที่ดินบริเวณ ใดบ้าง โดย คพ.เพิ่งมีโครงการชัดเจนว่าจะใช้ที่ดิน ต.คลองด่าน ในเดือน ก.พ. 2539 ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพวกจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการใดๆ ให้คณะกรรมการคัดเลือกของ คพ.ให้เลือกที่ดินของ บ.คลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 12 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-19 ฟังขึ้น

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีคำพิพากษาแก้ ให้จำคุกเพิ่ม นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 3 และนายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์

จำเลยที่ 11 คนละ 6 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงการซื้อทีฝา 1.9 พันล้านบาท และฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง

ส่วนนายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 13 , นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 14 , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 15 , นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 17 และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งศาลออกหมายจับไว้อยู่แล้ว) ที่ 19 ให้จำคุกคนละ 3 ปีตามศาลชั้นต้นกรณีฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน (รวมจำคุก 7 คน)

และให้ปรับบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 2, บริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 10 รายละ 12, 000 บาท ที่ร่วมกันฉ้อโกงการซื้อที่ดิน และฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างงาน

อีกทั้งปรับบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ ที่ 12,บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 16 รายละ 6,000 บาท ที่ร่วมกันฉ้อโกงการซื้อที่ดิน (รวมปรับ 4 แห่ง)

ส่วนบริษัทประยูรวิศว์การช่าง , นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูรวิศว์การช่าง , นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา, บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ , นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 4,5,7,8,9 (ยกฟ้อง 5 คน) ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้องฐานฉ้อโกงสัญญาจ้างงาน และฉ้อโกงการซื้อขายที่ดิน เพราะไม่ได้รับเงินไปกับไม่มีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิด

นอกจากนี้ศาลให้ออกหมายจับนายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา จำเลยที่ 7 ที่ไม่มาศาล ซึ่งไม่เชื่อว่าป่วยจนมาศาลไม่ได้ และนายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 18 ซึ่งได้รับหมายศาลโดยชอบแล้วไม่มา ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็ต้องให้ออกหมายจับครบ 1 เดือนแล้ว ถ้ายังไม่ได้ตัวมาศาล ก็จะอ่านลับหลังในส่วนของ 2 คนนี้ซึ่งศาลยังไม่ได้กำหนดวันนัด

นับเป็นการต่อสู้ระเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และแทบจะเรียกว่า เป็นครั้งแรกๆ ที่ฝ่ายนักการเมืองทุจริต รวมทั้งนายทุนระดับชาติ นี้ที่ต้องพาเหรดเข้าคุก หรือหลบหนีแบบที่ไม่มีวันได้กลับ จึงเท่ากับปิดตำนาน “ค่าโง่คลองด้าน” ได้เสียที