Get Adobe Flash player

ความไม่ซื่อสัตย์ในสังคม โดย บางขุนศรี

Font Size:

เห็นข่าวจากทีวี ยอมรับว่าดูแล้วไม่มีความสุขเลย ผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์หญิงวัย 60 ปี บอกว่า เธอขายข้าวหมากในตลาดนัดห่อละ 5 บาท ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับปรับ 5 หมื่นบาท

เธอกับลูกสาวพยายามต่อรอง เพื่อขออย่าปรับแพงนัก เพราะเป็นคนจนหาเช้ากินค่า รายได้วันหนึ่งไม่ถึงสองร้อย

เจ้าหน้าที่ไม่ยอม ต้องช่วยกันอ้อนวอน จนยอมปรับ 1 หมื่น แต่ก็ต้องกู้ยืมมาด้วยความยากลำบาก

ข้าวหมากคืออะไร คนรุ่นใหม่อาจไม่ค่อยรู้จัก มันคือขนมโบราณชนิดหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นอาหารพื้นบ้านของไทย ห่อด้วยใบตอง วิธีห่อแบบเดียวกับห่อหมก ภายในเป็นขาวเหนียวหมักด้วยแปงข้าวหมาก มีรสหวานและมีแอลกอฮอลส์ แต่ด้วยปริมาณน้อย ไม่ทำให้ผู้บริโภคถึงกับเมา หรือเป็นอันตราย

ที่สำคัญ เหมือนกับว่า กฎหมายของคนยุคปัจจุบัน ไม่เคารพวัฒนธรรมการกินแบบดั้งเดิม ไม่ให้ราคากับภูมิปัญญาแบบไทย จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ

ต่อมาก็เข้าไปอ่านข่าวดูรายละเอียดใน MGR Online

บอกว่า ยายชาวบุรีรัมย์วัย 60 ปีสุดช้ำ ทำข้าวหมากขายตลาดนัดห่อละ 5 บาท วันละ 20-30 ห่อ โดนเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจับข้อหาจำหน่ายสุราสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต ขู่ติดคุกหากไม่จ่ายค่าปรับ 5 หมื่น อ้อนวอนเต็มที่สุดท้ายยอมลดเหลือ 1 หมื่น ลูกหลานต้องรีบหายืมเงินพัลวัน

วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมามีรายงานว่า นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ วัย 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ชาวบุรีรัมย์ ได้เปิดเผยกับสื่อว่า จากการที่ตนทำข้าวหมากขายที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ห่อละ 5 บาท วันละประมาณ 20-30 ห่อ จนเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมาถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตเข้าจับกุม ในข้อหาจำหน่ายสุราสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับ 5 หมื่นบาท

นางเสน่ห์เผยว่า ไม่รู้ว่าการขายข้าวหมากจะผิดกฎหมาย และได้อ้อนวอนเจ้าหน้าที่แล้วแต่ก็ไม่ยินยอม พาตนไปควบคุมที่สำนักงานกรมสรรพสามิตบุรีรัมย์

ทางด้าน นางบุญมณี ป่วงรัมย์ วัย 42 ปี บุตรสาวนางเสน่ห์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่บอกว่ามารดาต้องถูกจำคุกหากไม่เสียค่าปรับ 5 หมื่นบาท แต่อ้อนวอนไปว่าไม่มีเงิน บวกกับมารดาร้องไห้ตลอดเวลา จนเจ้าหน้าที่ลดให้เหลือ 1 หมื่นบาท จึงได้รีบไปหยิบยืมเงินจากพี่น้องมาจ่ายค่าปรับ

..............................

อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกโกรธ ตำหนิเจ้าหน้าที่ว่าทำไมไม่ใช้หัวคิด กรองดูก่อนว่ากฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ไม่ใช่สักแต่ว่าจับ เพราะตนมีอำนาจ โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม

สงสารจับใจ อยากจะระดมช่วยกันส่งเงินไปช่วยจ่ายค่าปรับด้วยซ้ำ เมื่อทราบว่าหยิบยืมมาจากญาติพี่น้อง และคนแถวบ้าน แล้วยิ่งรู้สึกแย่

อยากจะให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ ฯลฯ ฯลฯ

เข้าไปดูในโลกโซเชียล คนเข้าไปแสดงความเห็นเยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ตำหนิเจ้าหน้าที่ แรงบ้าง ค่อยบ้างอย่างสะใจ

จนกระทั่งผ่านไปอีกวัน MGR Online เช่นเดิม พาดหัวข่าวว่า

สรรพสามิตบุรีรัมย์แจง โชว์หลักฐานจับยายวัย 60 ปี ขาย “เหล้าสาโท” จริง ไม่ได้จับ “ข้าวหมาก”

เรื่องจึงโอละพ่อ

สรรพสามิตบุรีรัมย์แจง จับยาย 60 ปี ขาย “เหล้าสาโท” จริง แต่ยันไม่ได้จับ “ข้าวหมาก” พร้อมโชว์หลักฐานสุราแช่ (สาโท) 11 ถุง และใบเสร็จรับเงินค่าปรับ ข้อกล่าวหามีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่ผลิตขึ้นโดยฝ่าฝืน มาตรา 153 พ.ร.บ.สรรพสามิต ปรับ 10,000 บาท

วันที่ 16 ส.ค. จากกรณี นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ให้ข่าวกับสื่อว่า ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เข้าจับกุมบริเวณตลาดนัดคลองถมสี่แยกกระสัง ต.กระสัง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ขณะนั่งขายข้าวหมากห่อใบตอง ในข้อหา จำหน่ายเหล้าสาโท โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเรียกค่าปรับสูงถึง 5 หมื่นบาท ก่อนมีการต่อรองลดเหลือ 1 หมื่นบาท นั้น

ล่าสุด นายนพรัตน์ จรรยาวรางกูร สรรพสามิตพื้นที่สาขาเมืองบุรีรัมย์ พร้อม นายทองเลื่อน เสาร์ทอง นักวิชาการสรรพสามิตชำนาญการ และเจ้าหน้าที่สรรพสามิตพื้นที่สาขาเมืองบุรีรัมย์ ได้นำหลักฐานเป็นสุราแช่ (สาโท) ใส่เป็นถุง จำนวน 11 ถุง พร้อมถังพลาสติกสี จำนวน 1 ใบ และใบเสร็จรับเงิน ค่าปรับในคดีของกรมสรรพสามิต ลงวันที่ 22 ก.ค.2561

โดย ระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2561 สายตรวจสรรพสามิตพื้นที่สาขาเมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีการลักลอบนำสุราแช่ (สาโท) ใส่เป็นถุงมาวางขายที่ตลาดนัดคลองถม สี่แยกกระสัง ต.กระสัง อ.เมืองบุรีรัมย์ จึงให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง

เมื่อไปถึงพบหญิง อายุประมาณ 60 ปี นั่งขายของอยู่ในตลาดนัด และข้างๆ ตัวมีถังพลาสติกสีวางอยู่ ที่ภายในถังมีสุราแช่(สาโท) มัดเป็นถุงใส่อยู่นับได้จำนวน 11 ถุง จึงแจ้งกับหญิงคนดังกล่าว ทราบชื่อ คือ นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี ว่า มีสุราแช่(เหล้าโท)ที่ผลิตขึ้นโดยฝ่าฝืน มาตรา 153 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.สรรพสามิต ไว้ในความครอบครอง เป็นความผิดตามกฎหมาย

พร้อมกับนำของกลาง และนางเสน่ห์ มาเปรียบเทียบปรับ ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่บุรีรัมย์ สาขาเมืองบุรีรัมย์ โดยแจ้งข้อกล่าวหา “มีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่ผลิตขึ้นโดย่าฝืน มาตรา 153 วรรคหนึ่ง อัตราโทษ ของกลางตั้งแต่สิบลิตรขึ้นไป ปรับ 10,000 บาท

นายนพรัตน์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการจับกุมคนขายข้าวหมาก ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

แต่เป็นการจับกุมผู้ครอบครองซึ่งสุราที่ผลิตขึ้นโดยฝ่าฝืน มาตรา 153 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.สรรพสามิต และมีใบเสร็จรับเงินค่าในคดีของกรมสรรพสามิต ออกให้กับผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้ยืนยันความผิดตามจริง พร้อมฝากเตือนประชาชนที่ลักลอบผลิตสุราแช่(เหล้าโท)ขาย จะมีความผิดตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการสอบถาม ผู้ค้าตามตลาดคลองนัดถม ระบุว่า จะมีแม่ค้าบางราย นำสุราแช่ (สาโท) ใส่ถุง มาวางขายในราคาถุงละ 20 บาท ซึ่งเป็นที่รู้กันระหว่างคนขายกับซื้อว่าใครเป็นคนขาย และมีการซื้อขายกันมานานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ทราบ

...........................

อ่านแล้วความรู้สึกก็เปลี่ยนไป เสียความรู้สึก ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

กลับกลายเป็น “การอ้างเอาความจนมากลบเกลื่อนความผิดของตน”

เป็นการ “โกหกหน้าตาย” เหมือนกับเพลงบางเพลง

หลายคดีครับ บางรายถูกเจ้าหน้าที่จับ ก็อ้างว่าตา-ยาย เข้าไปเก็บเห็ด หาของป่า บอกว่าตำรวจรังแกคนยากจน ซึ่งแท้จริงพวกเขา เข้าไปตัดไม้ทำลายป่า ทั้งยังทิ้งหลักฐานเป็นเลื่อยยนต์ และซุง และไม้แปรรูป

บางรายเมื่อรู้ว่าจะมีการสร้างเขื่อน ก็รีบเอาต้นมันสัมปหลังไปปักไว้ ทำกระท่อมทิ้งไว้ แล้วไปร้องค่าเสียหายกับภาครัฐ ฯลฯ

การตีหน้าซื่อ อ้างว่าเป็นคนจน กลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง ไปอย่างน่าเสียดาย

สำหรับบ้านเรา การฉ้อฉล การโกง กำลังแพร่ไปทุกหย่อมหญ้า ตังแต่ระดับผู้บริหารประเทศ ลงไปถึงบ้านไร่ปลายนา

กลายเป็นว่าสังคมไทย ไม่สามารถเชื่อใครได้ อย่างนั้นหรือ