Get Adobe Flash player

มันอาจไม่ใช่อย่างที่คิด โดย บางขุนศรี

Font Size:

“พรรคการเมือง” ในยุค คสช.ถูกกีดกัน ขัดขวางจนแทบไม่มีที่ยืนในประเทศนี้ เริ่มตั้งแต่การให้ยกเลิกสมาชิกพรรค การไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆ ห้ามไม่ให้มีการประชุม แม้กระทั่งนัดคุยเกิน 5 คน ก็ยังทำไม่ได้ ขนาดใกล้เลือกตั้ง ก็ยังเป็นแบบเดิม

นั่นเพราะ คสช.กับแนวร่วมที่ยังไม่ใช่พรรคการเมือง ใช่ช่องว่างของคำสั่งคสช. ต้องการลงพื้นที่หาเสียงก่อน โดยไม่ต้องการคู่แข่ง

ก็เข้าใจได้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาของรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ที่เขาใช้อำนาจในการปกครองประเทศ

มีการยื้อแบบสุดๆ หาเหตุให้เลื่อนเลือกตั้งออกไปหลายครั้ง ด้วยกรรมวิธีต่างๆ แต่เมื่อเลื่อนจนเลย 4 ปี ประชาชนก็เริ่มมองว่า  “อยู่จนเกินงาม” ต่อให้อวดสรรพคุณว่ารัฐบาลนี้ดีที่สุด รัฐบาลที่ผ่านมาทำไม่ได้เท่านี้ แต่ผู้คนก็เริ่มรู้สึกว่า “คุณไม่ได้ทำตามสัญญา” หลายเป็นการเล่นไม่เลิก อย่างไรคุณก็ต้องกลับไปสู่การเลือกตั้ง

นักศึกษาที่สนใจปัญหาบ้านเมือง ก็ออกมาเรียกร้อง แม้จะโดนขัดขวาง จับกุม ห้ามเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่สามารถห้ามความคิดเสรีของผู้คนได้

ประชาชนควรมีสิทธิ์เลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ใช่อยู่ภายใต้อำนาจที่มาจากปลายกระบอกปืน

เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มมีอาการขัดขืน คสช.ก็เร่งลงพื้นที่ในชนบท แล้วบอกชาวบ้านว่า “ตนไม่ใช่นักการเมือง เพียงแต่มาทำงานการเมืองให้”   ทุกครั้งที่ไปก็แก้ตัวกว่าที่มาไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้มาหาเสียง แต่ก็ชอบที่จะได้ยินว่าอยากให้อยู่ต่อ

ในส่วนของพรรคการเมือง “พรรคเพื่อไทย” ที่เคยมีคะแนนสูงสุด แต่เมื่อ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ต้องหนีออกนอกประเทศ ทั้งยังถูกตามล่า ก็เท่ากับขาดหัวขบวนที่สำคัญ

นักการเมืองที่เคยมาอาศัยร่มไม้ชายคา ที่ใจไม่หนักแน่น เริ่มไม่แน่ใจว่าจะชนะอีกหรือไม่

ในขณะที่ กลุ่มสามมิตร ที่อ้างว่าไม่ใช่พรรคการเมือง อันเป็นที่รู้กันว่า จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีอำนาจรัฐ เป็นนายกฯ อีกรอบ มาแรงเหลือเกิน ออกมาดูดนักการเมืองระดับท้องถื่นในหลายจังหวัด เข้ารวมกลุ่มกับพวกตนอย่างครึกโครม

ขณะที่ รัฐบาล คสช.ก็หลับตาข้างหนึ่ง เหมือนไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รู้จัก ปล่อยให้ สามมิตร เดินสายหาคะแนนนิยม แล้วหาข้ออ้างว่านี่ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นการพบปะกับประชาชน

มาแนวเดียวกับนายกฯ ที่ไปลงพื้นที่แล้วบอกประชาชนว่าไม่ได้มาเพราะการเมือง

พรรคเพื่อไทย ดูจะโดนดูดหนักสุด แต่เรากลับมองว่าดีแล้ว เพราะนี่เป็นการ “พิสูจน์คน” ว่ามีกี่คนที่ “เมื่อได้เรือแล้วถีบแพ” กี่คนที่เป็นมิตรในยามที่ปัญหามารุมเร้า ซึ่งเรามองว่า สำหรับสถานการณ์นี้ ได้แค่ไหน ก็แค่นั้น

สู้หาคนที่มีความสามารถมาทำงานจะดีกว่า อย่าไปเสียดายกับพวกที่เลือกที่จะเปลี่ยนสีอยู่ข้างชนะเท่านั้น

ก็จะได้พิสูจน์กันคราวนี้ ว่าถึงเวลา ประชาชนที่เคยขายข้าวได้ราคา คนที่ทำประชานิยมจนต้องจากบ้านจากเมือง เขาจะยังจำได้หรือไม่ จะได้พิสูจน์ว่าพวกเขาจะเลือกใคร ถ้าแพ้ ก็จะได้รู้ ถ้าชนะถล่มทลายในภาคอีสานและภาคเหนือ พวกที่ตามชู้ไปกับสามมิตร จะทำหน้าอย่างไร

ถึงเวลานั้นถ้าจะต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็จะได้ตั้งหลัก ทบทวนบทเรียนหรือข้อผิดพลาดที่ผ่านมา ว่าเคยทำอะไรที่คนอื่นไม่ชอบ หรือเอาเปรียบใครมากเกินไปหรือไม่ จะต้องปรับปรุงตัวหรือแก้ไขอย่างไร

ถ้ามัวแต่คิดว่าพวกตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถูกพวกที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือกลุ่มนักการเมืองเลวมาทำร้าย ถ้าคิดได้แค่นั้น ก็จะเจอแต่ปัญหาแบบเก่าๆ ไม่สิ้นสุด

เมื่อวันก่อน ผู้ที่เรียกตัวเองว่า เลขากลุ่มสามมิตร ที่ดูจะเหลิงเพราะมีแบคใหญ่หนุนหลัง ประกาศว่า กลุ่มฯ จะเดินหน้าเข้าหาพี่น้องประชาชนอยู่ทุกวัน ไม่มีอะไรน้อยลงแต่อย่างใด แต่อาจจะปรากฏทางข่าวสารไม่เท่าเดิม แต่จะไม่มีการออกทีวีหรือสื่อหนังสือพิมพ์

และว่า ไปสุรินทร์พบชาวบ้านกำลังเดือดร้อนมาก กับพื้นที่แห้งแล้งแม่น้ำมูลแห้งขอด อยากให้รัฐบาลปล่อยน้ำจากเขื่อนไปช่วยเหลือ

ไปชัยภูมิ รับปัญหาของชาวไร่อ้อย เพราะราคาตก จากตันละ 1,400 บาท แต่มาวันนี้ซื้อแค่ตันละ 300 บาท ฯลฯ

ลืมไปว่าการบอกเช่นนั้น เท่ากับบอกว่า รัฐบาล คสช.แท้จริงก็ดูแลไม่ทั่วถึง

เขาบอกว่า คสช.ห้ามชุมนุมเกิน 5 คนสามมิตรก็จะชุมนุมทีละ 4 คนก็ได้ คงไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนอดีต ส.ส.บางคนบอกว่าสามมิตรเดินสายดูดอดีต ส.ส.เป็นการทำการเมืองแบบน้ำเน่า เขาก็แก้ตัวว่า การเมืองน้ำเน่าก็คือกระแนะกระแหน แล้วก็สาดโคลน และก็ด่ากัน แต่สามมิตรตั้งมา 4 เดือนไม่เคยด่าใคร ไม่พาดพิงถึงใคร วันนี้เราได้ทำประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นยิ่งเดินประชาชนยิ่งได้ประโยชน์

ส่วนแกนนำสามมิตร ที่ว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรนั้น เขากล่าวว่า มีเซอร์ไพรส์แน่นอน แต่บอกไม่ได้ ถ้าบอกก็จะไม่เซอร์ไพรส์

ส่วนข่าวที่ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะถล่มทลาย เลขาคนเดิมบอกว่า จริงตอนปี 2554 แต่ปีนี้ 2561 หรือ 2562 เพื่อไทยอาจจะแพ้ถล่มทลายก็ได้

ไม่รู้ใครฟังจะรู้สึกอย่างไร แต่เรามองว่า นี่เป็นการหลงตัวเองที่น่าจะต้องได้รับการสอนบทเรียนกันบ้างไม่มากก็น้อย

มามองฟากประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงค่อนข้างจะมั่นคง แต่ความไม่ชัดเจนทางการเมืองของผู้นำพรรค ในการเลือกหรือไม่เลือกที่จะอิงทหาร เป็นความอึดอัดของแนวร่วมประชาธิปัตย์ ที่รู้สึกตลอดมาว่า การแทงกั๊ก ไม่ใช่วิถีของคนกล้า

ถึงแม้อดีต ส.ส.ส่วนหนึ่งอาจย้ายไปพรรคอื่น ทำให้อาจจะได้ผู้แทนน้อยลง

แต่แนวร่วมก็ยังเห็นว่า แพ้ไม่เป็นไร เป็นฝ่ายค้านก็ไม่เป็นไร ขอให้ไม่ทิ้งหลักการ เพราะการเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้

แต่ก็ไม่ใช่ค้านตะพึด โหวตแพ้แต่ก็ยังเอาเก้าอี้ทุ่ม มันไม่ใช

เราเชื่อว่าแนวร่วมประชาธิปัตย์ เขาอยากเห็นนโยบาย อย่างเช่นพลังงานสะอาด ฯลฯ ไปถึงไหนแล้ว ควรมุ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลัก ให้เรื่องวาทะศิลป์ เป็นเรื่องรองได้ไหม

ส่วนแนวร่วม แม้เขาจะไม่เห็นด้วยในบางเส้นทางที่พวกท่านเลือกเดิน แต่ก็ยังคงเหนียวแน่นจากด้านดีที่สะสมไว้ เพียงอย่าให้ด้านเสียเกิดขึ้นบ่อยเกินไปจนเกิดความเสื่อม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะน่าเสียดาย

มองที่พรรคกำนันสุเทพ สถานการณ์บ่งบอกว่า ที่เขาหนุน คสช.ถึงวันนี้ คนที่คุณหนุนเขาๆ มองแค่คุณเป็นหมาก หมดประโยชน์ก็จบ ไม่ต่างจาก “พุทธอิสสระ” ที่รอวันจะถูกลดราคาลงไปจนแบกะดิน ถ้าไม่ปรับ ไม่ตื่นเอง ก็จะไม่มีใครช่วยได้ หย่าหวังคะแนนจาก กปปส. เพราะพออกมาวกเขาต่อต้านประชานิยม ต้านผลประโยชน์เชิงนโยบาย มีความชัดเจนในการต่อต้านจำนำข้าว

มารวมตัวเฉพาะกาล เพื่อเป้าหมายของเขา เมื่อเสร็จภาระ ก็ต่างคนต่างกลับบ้าน

มาที่สามมิตร เรามองว่า ต่อให้ได้ ส.ส.เต็มสภาฯ อย่างที่เขาโม้ และได้อิงอำนาจ ได้นายกฯ คนที่เขาต้องการ แต่นายกฯ ที่ไม่มี ม.44 ก็ใช่ว่าทางข้างหน้าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ กลุ่มสามมิตร ออกหาเสียงรับปากว่าจะช่วยโน่นช่วยนี่ แต่จะทำงานไม่ได้ นั้นเพราะหลายคนในทีมเป็นมวยวัดไม่มีฝีมือ เข้าไปบริหารประเทศก็จะได้บทเรียนราคาแพง เชื่อหรือไม่แล้วจะรู้เอง

ยิ่งถ้าเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน

บ้านเมืองเรา มันต้องสนุกแน่ๆ.