Get Adobe Flash player

สู้ในศาลด้วยหลักฐาน โดย บางขุนศรี

Font Size:

เห็นภาพจากโทรทัศน์ พล.อ.ประยุทธ์ เกรี้ยวใส่นักข่าวสายทำเนียบ แล้วอดห่วงนายกฯ ไม่ได้ คงเพราะทำงานหนักและเครียด คิดว่าตัวเองทำดีแต่ไม่ได้ดี พูดอะไรก็ไม่ฟัง พูดวันศุกร์ ออกทีวีทุกช่อง ชาวบ้านก็ถือโอกาสปิดทีวีประหยัดไฟฟ้า

ยิ่งรายการไทยแลนด์ 4.0 คนบ่นว่ารำคาญพิธีกร ที่ทำไมต้อง ยอวาทีจนเกินงาม ต้องปิดทีวีเหมือนกัน

ครั้นนายกฯ จะเลื่อนเวลาเลือกตั้งประชาชนก็เริ่มแสดงอารยขัดขืน

จะอยู่ให้นานทำงานที่ต้องการให้เสร็จ ผู้คนก็มาจี้ให้คืนความสุข อยู่มา 4 ปีจะ 5 ปีแล้วดื้อแพ่งไม่ยอมลงจากเวที คนก็ยิ่งต้านมากขึ้น

เพราะการอยู่ใต้อำนาจนานๆ เหมือนถูกฝืนใจ ต่อให้กินอิ่ม ก็ไม่มีความสุข

สงสารแต่นักข่าวสายทำเนียบ ท่านนายกฯ อาจไม่ทราบว่า คนที่เขียนรายละเอียดว่าวันนี้นายกไปไหนทำอะไร พูดอะไร ฯลฯ เอาคำที่นายกฯ ไปประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรู้ คือนักข่าว ถึงถามเยอะ แต่ไม่เคยทำร้าย

ส่วนคนที่ทำให้ท่านฉุนเฉียว อาจเป็นรีไรท์เตอร์ คนที่จับประเด็นมาพาดหัว คนทำตัวโปรย หรือเขียนบทความวิจารณ์รัฐบาล

เป็นยาขม ที่กินแล้วหายป่วยไข้ แต่รสชาติของยา ท่านอาจไม่ชอบ

สู้เขียนป้ายเชียร์ คนที่มาอิงแอบ ท่านเก่ง ท่านดี ฯลฯ ขอติดขบวนเพื่อชัยชนะไม่ได้ เพราะคนเหล่านี้พูดแต่คำหวาน ฟังแล้วปลื้ม แต่ไม่มีสรรพคุณทางยา

นายกฯ จึงเอาอารมณ์มาลงกับคนที่เขาทำงานให้นายกฯ

ความโมโหโทโสของผู้นำ ถูกแพร่ไปประเทศต่างๆ ไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาลเลย

เพราะการเป็นนายกฯ บางทีก็ต้องทนฟังเสียงติติงให้ได้ เพราะการวิจารณ์ก็เป็นภาพสะท้อนที่คนที่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แสดงความรู้สึกต่อผู้บริหารประเทศ

การบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องของความมั่นคง ใช้กองทัพเป็นฐานกำลัง ทำให้บ้านเมืองสงบ เรียกคนที่เห็นต่างมาปรับทัศนคติ

เข้าไปคอยสอดส่องติดตามความแคลื่อนไหวของนักเขียน นักคิด เอาคนไปเฝ้าหน้าบ้านบ้าง หรือทำให้รู้สึกว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย ถ้ายังไม่ยอมอยู่เฉยๆ

การบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มาเร่งทำงานเอาตอนปลายเทอม แล้วลุกขึ้นมาปราบนายทุนเงินกู้ เอาโฉนดคืนให้ชาวบ้าน ที่ทำแบบนี้นั้นดี แต่ต้องทำให้ต่อเนื่อง เพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่เพื่อหาเสียงเป็นครั้งคราว

การบริหารบ้านเมือง ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องแจกเงินคนจนด้วยวิธีแยบยล เพื่อให้ประชาชนที่เป็นผู้รับ เกิดความศรัทธาอย่างผิดๆ ทำเหมือนผู้สมัคร ส.ส.บางคนในทุกยุคทุกสมัย ที่แจกเงิน หรือรับปากจะให้โน่นให้นี่ แลกกับคะแนนเสียง

บางคนต่อว่า ค่อนขอดคนอื่น แต่ก็ทำเสียเอง

การใช้จ่ายเงินของชาติยิ่งต้องระวัง ใช้เงินได้ แต่ก็ต้องหามาเพิ่มด้วย การเอาเงินอนาคตมาใช้ ถ้าไม่รอบคอบก็จะกลายเป็นการสร้างความเดือดร้อนทั้งประเทศชาติ และตัวเอง

อย่างเช่นกรณี “นิติภูมิ นวรัตน์”

อดีตข้าราชการตำรวจ อดีตอาจารย์วิชาการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ เอแบคประธานหอการค้าไทย-ไนจีเรีย กรรมการปรับปรุงคุณภาพการบริการลูกค้า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฯลฯ คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” นสพ.ไทยรัฐ

พิธีกรรายการ “เปิดเลนส์ส่องโลก” สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ฯลฯ และนักการเมือง

เขาพูดถึงประเทศไทยในอนาคต

"ผมคิดว่าการเดินของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นไป จะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะคงค้างของไทยมีมากถึง 6.49 ล้านล้านบาท นอกจากนั้น เงินยังไหลออกนอกประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จากการไปลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ที่ออกไปตั้งร้านขายของในทุกจังหวัดทุกอำเภอ

คนท้องถิ่นทำงานหาเงินได้เท่าใด ก็เอามาซื้อของจากร้านขายของที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเหล่านี้ พวกนี้ได้เงินแล้วก็หอบเอาเงินที่ได้ไปลงทุนต่างประเทศ เช่นไปลงทุนที่รัสเซียรวมแล้ว 1,900 ล้านดอลลาร์ (6 หมื่นล้านบาท) ในเวียดนามเกือบ 2 แสนล้านบาท ในอินโดนีเซีย ,ในตุรกี ฯลฯ

เงินจากเกษตรกรยากจนที่ซื้อของในร้านพวกนี้ มันไม่หมุนกลับไปสร้างงาน หรือสร้างเงินในชนบท มันมีแต่ไหลออกไปสร้างงานในต่างประเทศ คนไทยชนบทจึงยากจนลงไปเรื่อยๆ พวกบริษัทใหญ่ๆทั้งหลายที่ได้เงินจากท้องถิ่นและประเทศ เอาเงินออกไปแล้วในช่วงที่มีทำรัฐประหาร มาจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ เอาเงินออกไปแล้วเกิน 3 ล้านล้านบาท

เงินที่เคยหมุนอยู่แต่ภายในประเทศ เงินที่เคยสร้างงานให้ผู้คนเป็นจำนวนนับล้านคน ไม่มีอีกต่อไปแล้วครับ คนจนจะยิ่งจนลงไปอีกเรื่อยๆ ต่อให้ทำมาหากินขยันขันแข็งสักเท่าใด ก็ไม่ทางรอด เนื่องเพราะคุณขยัน คุณเก่งในประเทศที่มีแต่ความว่างเปล่าในประเทศที่ไม่มีเงิน คนทั้งประเทศไม่ตายดอกครับ แต่มันเหมือนเป็นมะเร็งที่ต้องนอนทรมาน เจ็บปวดรวดร้าวอยู่ทุกคืนวัน

พอคนทั่วไปไม่มีเงิน พวกนี้ก็ต้องขายที่ดินและบ้านช่องห้องหอ พวกบริษัทนายทุนขนาดใหญ่ก็ไปกว้านซื้อเอาไว้ ตอนนี้ เฉพาะ 2 บริษัทใหญ่มีที่ดินรวมๆแล้ว 8.3 แสนไร่ พวกที่ถือครองจำนวนหลายหมื่นไร่ต่อตระกูลนั้นมีเป็นจำนวนมาก สมัยทำรัฐประหารปี พ.ศ.2557-2561 นี่ พวกนายทุนขุนศึกดูดเงินและความมั่งคั่งไปสะสมไว้เป็นจำนวนมาก จนเราอาจนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะรวยกันได้เร็วขนาดนี้

รุ่นน้องที่มียศคนหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะมีการทำรัฐประหาร ยังมาหาพรรคพวกของผมขอให้ช่วยเขียนขอทุนการศึกษาจากสถานศึกษาในต่างประเทศ อยากให้ลูกไปเรียนในต่างประเทศ แค่สองสามีรับราชการนั้นเงินไม่เพียงพอ

ภายหลังจากการทำรัฐประหารเพียงไม่นาน ตอนนี้มีแม้แต่คอนโดมิเนียมในนครเมลเบิร์น ที่ออสเตรเลีย ลูกๆ ไปเรียน ใช้ชีวิตอย่างโก้หรู เงินทอนสมัยนี้ในโครงการที่ไม่ใช่การก่อสร้างมันมากถึง 40% ทำให้คนที่อยู่ในตำแหน่งรวยกันไวมาก สร้างตัวเป็นเศรษฐีระดับร้อยล้านในช่วงรัฐประหารนี่เอง

วันนี้ มีการปฏิบัติการทางจิตวิทยา ทำให้คนลืมนึกเรื่องพวกนี้ไปเสียสนิท ด้วยการปั่นกระแสเพ้อฝัน ,ด้วยละคร ,ด้วยงานรื่นเริงบันเทิงใจประเภทต่างๆ ,ด้วยการให้แต่ละจังหวัดใช้งบประมาณในการจัดงานรำประเพณี ให้คนเพลิดเพลินไปในแต่ละวัน จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก

แทนที่จะให้คนคิดโครงการทำมาหากิน เตรียมคนทำมาค้าขายแข่งกับต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการผลิตให้คน ส่งออกคนไทยไปลงหลักปักฐานในต่างประเทศทั่วโลก เตรียมคนสำหรับยุค 5G ที่กำลังจะมาถึง สัมมนาเรื่องเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์ ฯลฯ กลับส่งเสริมให้คนลืมเรื่องความทุกข์ชั่วคราวด้วยละคร ,ด้วยพิธีกรรม ,ด้วยการจัดงานรื่นเริงต่างๆ ฯลฯ

คนรู้ทำอะไรก็เข้าใจง่าย แต่ถ้าคนไม่รู้ทำยังไงก็ไม่เข้าใจครับ ยังคงชมประยุทธ์ว่าดี เพราะแจกเงินประชารัฐให้กับคนยากจนมากถึง 300 บาท / เดือน โธ่!

เหตุการณ์คงเหมือนเช่นในอดีต สมัยนั้นพวกจอมพลต่างๆ มักพยายามจัดให้มีความรื่นรมย์รื่นเริงไปวันๆ เพื่อให้คนหลงลืมความวุ่นวายต่างๆ ที่เป็นผลพวงมาจากการทำรัฐประหารของพวกเขานั่นเองครับ