Get Adobe Flash player

การเลือกวิธีดำเนินชีวิต โดย บางขุนศรี

Font Size:

คุณ Patrick Apichatskol แชร์ข้อความ ที่แปลและเรียบเรียงโดย ท่านผู้ที่ใช้นามว่า “ขจรศักดิ์” ลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว มีประเด็นที่สวยงาม น่าที่จะให้เพื่อนสมาชิกที่ไม่นิยมเฟซ หรือไลน์ แต่ยังเป็นนักอ่านที่เหนี่ยวแน่นกับสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นกระดาษ ได้อ่านกัน

ประเด็นที่เป็นพาดหัวและตัวโปรยบอกว่า

“จูถิง” นักวอลเลย์บอลหญิงมือหนึ่งของจีน มาดูเธอ “ละเลง” เงินร่วม 100 ล้านบาทให้หมดไปภายในเวลาครึ่งปี

ข่าวบอกว่า แฟนพันธุ์แท้ของวอลเลย์บอลชาวไทย คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ “จูถิง” นักวอลเลย์หญิงมือหนึ่งของจีน ผู้ซึ่งเคยทำให้ทีมวอลเลย์สาวไทยกำสรวลมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ปัจจุบันเธอมีอายุเพียง 23 ปี ด้วยส่วนสูงถึง 198 เซ็นติเมตร ประกอบกับความสามารถในเชิงตบที่หาตัวจับยาก เธอถูกยกย่องให้เป็นนักวอลเลย์บอลสาวทรงคุณค่าที่สุดระดับ 1 ใน 3 ของโลกเลยทีเดียว

ความสามารถในเชิงวอลเลย์บอล ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว ลองมาดูความสามารถด้านการหาและการใช้จ่ายเงินทองของสาวน้อยผู้นี้

เชื่อหรือไม่ เธอสามารถหาเงินได้ร่วม 20 ล้านหยวน หรือ 100 ล้านบาทไทยภายในเวลาหนึ่งปี และก็สามารถ “ละเลง” ให้มันหายวับไปกับตาชั่วระยะเวลาเพียง 6 เดือน

เธอได้เงินรางวัลจากรัฐบาลจีนในฐานะแชมป์โอลิมปิค 2016 เป็นเงิน 1 ล้านบาท

รายได้จากการออกสื่อและโฆษณาสินค้า 8 ล้านบาท

รายได้จากการเป็นนักวอลเลย์อาชีพที่ตุรกี 55 ล้านบาท

รายได้จากงานโฆษณาและงานออกสื่อหลังกลับสู่ประเทศจีน 40 ล้านบาท

รวมรายได้ในปี 2016 อันถือว่าเป็นปีทองของเธอ ก็ร่วม 100 ล้านบาท

จูถิง เป็นเด็กบ้านนอกจากมณฑลเหอหนาน น่าจะเป็นเด็กที่รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ แต่ไฉนเธอสามารถ “ละเลง” เงิน 100 ล้านให้หายเกือบหมดภายในระยะเวลาแค่ 6 เดือน

มาดูการใช้จ่ายเงินของจูถิง

เธอเป็นเด็กกตัญญู ยากจนมาแต่กำเนิด สิ่งแรกที่เธอทำก็คือ ซื้อบ้านให้พ่อแม่ในถิ่นบ้านเกิดเป็นเงิน 3 ล้านบาท

เพื่อความเจริญของหมู่บ้าน เธอบริจาคเงินสร้างถนนระยะทาง 20 กิโลเมตร เป็นเงิน 45 ล้านบาท

บริจาคเงินสร้างบ้านพักคนชรา เป็นเงิน 6 ล้านบาท

บริจาคเงินสร้างโรงเรียนสองแห่ง

แห่งแรกเป็นโรงเรียนประถมสำหรับเด็กยากจน

อีกแห่งเป็นโรงเรียนการกีฬาเน้นสอนวอลเลย์บอลโดยเฉพาะ เพื่อสร้างนักวอลเลย์รุ่นต่อไป

เงินที่ใช้จ่ายสำหรับสองโรงเรียนนี้รวมเป็นเงินร่วม 20 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่จะขอนำชื่อ “จูถิง” ไปใช้เป็นชื่อโรงเรียนหรือบ้านพักคนชรา เธอปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องไตร่ตรอง

“ใช้ชื่อฉันทำไม ใช้ชื่อของทางการก็แล้วกัน”

วิธีการ “ละเลง” เงินของจูถิง สร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่รับรู้ และถูกคารวะด้วยใจจริง

เงินที่จูถิงหาได้ด้วยความสามารถ อันมาจากหยาดเหงื่อและแรงงานของเธอ เธอไม่ได้นำไปซื้อคฤหาสน์หรูหราเพียงเพื่อไว้เสพสุขส่วนตัว ไม่ได้ซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อเสริมบารมี ไม่ได้ซื้อซุปเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มรัศมีให้ตนเอง แต่เธอเลือกที่จะมอบเงินให้แผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พ่อแม่พี่น้องร่วมธรณี เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ อยากถามว่าจะมีสักกี่คนที่ทำได้อย่างเธอ

ในสังคมที่บูชาเงินทองเป็นพระเจ้าอย่างทุกวันนี้ แม้จะมีมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยระดับประเทศอันมีเงินทองมากมายกว่าเธอเยอะ แต่ต้องยอมรับว่าเธอคือ "ผู้ที่ร่ำรวยที่สุด"......... แน่นอน เราคงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขของเงินทอง แต่เราเทียบกันที่ "น้ำใจ"

(ขอคารวะด้วยความจริงใจ “จูถิง” สุดยอดคนรวย “น้ำใจ”... “ขจรศักดิ์” แปลและเรียบเรียง)

..................

อีกเรื่องครับ เป็นเรื่องเก่าที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ที่เขียนโดย พิษณุ นิลกลัด กูรูท่านหนึ่งของวงการกีฬาไทย ชื่อเรื่อง “แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป”

เขาเล่าว่า ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนานถึง 30 ปี

ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติ

ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยา แบบคนไม่ครั่นคร้ามกับความตายว่า สวดสามวัน...แล้วเผาไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้... เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน... ก็เท่านั้นเอง

แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง คือ สวดสามวัน แล้ว เผา

งานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คนคือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวดมา

วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน

สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่ง เป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อน ใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่ง และคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตด้วยทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน

หลังฌาปนกิจ...พระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า... เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวด พระอภิธรรม แล้วหรือยัง

พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก... (คงอดเสียวๆ ว่าจะไม่ได้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ของวัด)

จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุ... ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน แม้กระทั่ง...วันตาย

ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็ก อยากเป็นนักประพันธ์แบบ “ไม้ เมืองเดิม” ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้

เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา

การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาส...ตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท  เขาปลอบใจผมว่า... “ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา ...คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์”

เขามีวิธีคิด “เท่ๆ” แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร (มาใส่ตัว)

คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข ช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตซึ่งทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยัง สามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้

6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไป เวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนานเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า

"คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม"

พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า... “ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก”

เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่ บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุย ไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์

4 เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนก แนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน

แต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม...

เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า “ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะ พอเสร็จงานหมอก็ได้กลับบ้าน” (แต่ผมยังอยู่โรงพยาบาลต่อ...)

หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง

1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือ ... “การกระพริบตา”

แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า “ถ้าได้ยินพ่อกระพริบตาสองที” เขากระพริบตาสองทีทุกครั้ง เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้  นี่กระมังที่เรียกว่า “ถูกขังในร่างของตนเอง”

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า “พ่อสู้นะ”  เขาไม่กระพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า “สู้”

เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า “คุณลุงแกสู้จริงๆ”

ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย

“แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป”

สอนให้เรารู้ว่า...

เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้ แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียง และดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไปว่า... “เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม”