Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเดินทางกลับ

ความเดิมตอนที่แล้ว

                คณะทูตก็ตอบไม่ได้อยู่ดี จึงกราบทูลแบบกว้าง ๆ ว่า ของขวัญที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งไปกับราชทูตนั้น พระเจ้าสุลัยมานได้ทรงรับไว้ทุกชิ้น และเมื่อพระเจ้าสุลัยมานทรงส่งตัวนายมูฮามัด ฮูเซน เบก ก็มิได้ทราบถึงขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งกรุงสยาม สิ่งของที่นำมาถวายจึงเป็นเพียงตัวอย่างสำหรับสมเด็จพระนารายณ์จะทอดพระเนตรชม เมื่อพระเจ้าสุลัยมานได้ทรงทราบว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทรงโปรดของกำนัลชิ้นใด พระองค์จะเลือกสิ่งของส่งมาวถายให้สมพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดินไทย

                สมเด็จพระนารายณ์ตรัสต่อไปว่าพระองค์มีความประสงค์ที่จะส่งช้างหลายเชือกไปถวายพระเจ้าสุลัยมาน พระองค์จะทรงเลือกช้างป่าที่คล้องได้วันนี้หลายเชือกให้คนเลี้ยงดูให้อ้วนท้วนสมบูรณ์แล้วจะส่งช้างเหล่านี้ขึ้นสำเภาไปกรุงเปอร์เซียพร้อมกับคณะทูต

                หลังจากการคล้องช้างสิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนก็กลับไปที่พระราชวังในเมืองลพบุรี วันรุ่งขึ้นก็ออกไปดูการคล้องช้างอีกทำเช่นนี้ติดต่อกันอยู่หลายวัน ตอนเย็นจะมีการกินเลี้ยงสนุกสนาน ระหว่างที่อยู่ในกรุงลพบุรีนี้ สมเด็จพระนารายณ์ได้ประทานเสื้อผ้าให้แก่คณะทูตอีกด้วย คราวนี้อาคันตุกะเปอร์เซียทั้งหลายต่างชมและจดไว้ว่าเป็นชุดเสื้อผ้าที่สวยงามสมกับเป็นของกำนัลจากพระมหากษัตริย์

                ถึงเช้าวันหนึ่ง สมเด็จพระนารายณ์ทรงสั่งให้คณะทูตมาเฝ้าในท้องพระโรง บันทึกแขกเล่าต่อไปว่า

                “เมื่อพวกเราเข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่บนบัลลังก์ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายมาก่อนแล้ว พระองค์ถามเราว่า ท่านทั้งหลายได้บรรลุถึงความสำเร็จในการเดินทางมาเยี่ยมเรานี้หรือไม่ พวกเราก็ตอบว่าเราไม่มีความห่วงกังวลอะไรเลยในกรุงสยามนี้ นอกเหนือจากต้องการรับใช้พระองค์เจ้ากรุงสยามเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงทรงถามว่าพวกเราพร้อมที่จะเดินทางกลับหรือยัง เราก็กราบทูลตอบว่า เราพร้อมที่จะเดินทางกลับไปประเทศอิหร่าน ทันทีที่ได้รับพระบรมราชานุญาต

                ทันใดนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสอะไรเป็นภาษาไทย และขุนนางสองท่าน ซึ่งหมอบอยู่นั้น ก็ลุกขึ้นและตรงมาที่พระราชบัลลังก์ยกพานทองขึ้นรับพระราชสาส์นมาส่งให้แก่นายอิบราฮิม เบก หลังจากนั้นพระเจ้ากรุงสยามจึงตรัสว่า

                “ขอให้พระเจ้าปกป้องรักษาพระเจ้าแผ่นดินของท่านและบันดาลให้พระองค์ทรงเจริญยิ่งขึ้น ขอให้มีพระชนมายุยืนนานถึงหนึ่งพันปี ซึ่งจะทำให้ตัวเรานี้มีโสมนัสยิ่ง ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะให้พระเจ้าแผ่นดินของท่าน ทรงตระหนักในความปรารถนาดีของเราในความจริงใจของเรา และในความหวังของเราว่า หากพระเจ้าจะโปรดแล้ว มิตรทั้งหลายของพระองค์จะเจริญรุ่งเรือง และศัตรูทั้งหลายจะพ่ายพินาศ ขอให้พระเจ้ากรุงเปอร์เซียไม่ทรงลืมเราในอนาคต”

                หลังจากนั้น พระเจ้ากรุงสยามก็หยุดปราศรัยและปิดประตูพระราชบัลลังก์

                เหล่าเสนาบดีแขกและข้าราชการไทยทั้งหลายนำพวกเราออกจากท้องพระโรงมายังที่ตึกเก็บพระราชสาส์นซึ่งมีพานทองรองรับพระลายลักษณ์อักษรจากสมเด็จพระนารายณ์ถึงพระเจ้าสุลัยมาน ในคืนนั้นก็มีการเลี้ยงใหญ่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นคณะทูตต่างก็กลับไปนอน

                ก่อนจะออกเดินทางกลับ แขกเขาเล่าไว้นิดหน่อยว่า เมื่อคณะทูตอิหร่านซึ่งนำโดยนายมูฮามัด ฮูเซน เบก ขึ้นสำเภามากรุงสยามนั้น ได้นำม้าอาหรับ ซึ่งเป็นม้าพันธุ์ดี ตัวใหญ่สวยงามมาหลายตัวและเมื่อมาถึงเมืองตะนาวศรีแล้ว ก็ได้ใช้ม้าเหล่านี้ขี่เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา และใช้พาหนะเวลาไปเที่ยวเมืองลพบุรี หรือออกคล้องช้างล่าเสือ

                เมื่อถึงเวลาต้องกลับกรุงเปอร์เซีย คณะทูตตกลงกันว่าไม่ควรเอาม้าอาหรับเหล่านี้กลับ เพราะจะยากลำบากเกินไปจึงบอกขายม้าเหล่านี้แก่คนไทย ความจริงแล้วผู้เขียนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่ถวายแก่พระนารายณ์เสีย จะเป็นการเหมาะสมกว่า เพราะคณะทูตทุกคนนั้น ก็ได้รับการต้อนรับ ดูแลเลี้ยงเป็นอย่างดีวิเศษตลอดเวลาหลายเดือนที่พำนักอยู่ในกรุงสยาม ไม่น่าจะขี้เหนียวขี้หนืดคิดเล็กคิดน้อยขายม้าให้แก่ไทยเพื่อเงินไม่กี่บาทกี่ตำลึง แต่เพราะนิสัยตระหนี่เห็นแก่เงินทอง จึงไม่ยอมถวายม้าเหล่านี้เป็นของกำนัลแก่ไทย ถึงแม้ว่าจะได้ของกำนัลจากไทยไปแล้วมากมายก็ตาม ฝ่ายไทยจึงรับซื้อม้าอาหรับนี้ไว้ทั้งหมดด้วยราคาที่เหมาะสม แต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกค่อนแคะว่า คนไทยนั้นรู้ดีว่าม้าเหล่านี้มีค่ามาก แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้และให้ราคาม้าแต่ละตัวต่ำเกินไป

                คณะทูตบันทึกไว้ว่า คนไทยนั้น ไม่รู้จักวิธีฝึกม้าให้มีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร ม้าไทยนั้นก็ตัวเล็กอยู่แล้ว หากได้ผสมกับม้าอาหรับ ก็น่าจะทำให้พันธุ์ม้าในเมืองไทยใหญ่ขึ้นคนไทยนั้นนิยมตัดเส้นขนบนคอม้าให้สั้นและตัดหางเสียจนกุดเพราะถือกันว่าขนและหางของม้าที่ยาวนี้ จะนำโชคร้ายมาให้แก่คนขี่

                นอกจากนั้นแล้วเรายังชอบฝึกให้ม้าหดตัวก้มหัวอยู่ระหว่างขาหน้าทั้งสองแทบตลอดเวลา โดยถือว่าท่านี้เป็นการแสดงความเคารพต่อคนขี่ ด้วยเหตุนี้ ม้าจึงไม่มีโอกาสผยองชูคอและไม่สามารถกระโดดหรือวิ่งควบได้ดีเท่าที่ควร

                เวลาฝึกม้านั้น ทหารม้าไทยจะเอาเชือกพันคอม้า แล้วดึงมาเหนี่ยวกับขาหน้าทั้งสอง สอนให้เดินและวิ่งอยู่ในลักษณะที่น่าสมเพชนี้เป็นเวลาหลายเดือน แม้เวลายืนอยู่เฉย ๆ ในคอกก็ต้องถูกกดหัวเช่นนี้ ไม่มีการฝึกหัดให้ม้ารู้จักวิ่งระยะไกลและไม่มีการสอนแบบทางการให้หัดกระโดดข้ามต้นไม้หรือคูน้ำ

                สิ่งที่คณะทูตแขกเขาติเตียนเรานี้ คิดแล้วก็ถูก และบ่งชี้ถึงลักษณะชีวิตของคนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีการกดขี่เป็นจ้าวเป็นไพร่เป็นนายเป็นบ่าวกันเป็นทอด ๆ และการกดนั้น ก็ทำกันลงมาจนถึงระดับสัตว์ จนมีผลให้ทั้งมนุษย์และสัตว์ไม่สามารถประสบความเจริญก้าวหน้าได้มากเท่าที่ควร

                ในพระราชวังนั้น วันๆ หนึ่งก็มีแต่การหมอบคลาน กราบไหว้ ประชาชนชาวไทยส่วนมากมีลักษณะเปรียบเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ได้รับอนุญาตให้ชูหัวหยิ่งผยอง บางทีไม่ตายคนเดียวญาติพี่น้องถึงเจ็ดชั่วโคตรซึ่งไม่มีความผิดไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยก็ถูกเข่นฆ่าให้ตายตามไปด้วย

                ในบ้านของขุนนางข้าราชการก็มีบ่าวไพร่และทาสไว้กดขี่เช่นเดียวกัน เป็นธรรมเนียมในกรุงศรีอยุธยาว่าเมื่อข้าราชการผู้ใดทำผิดถูกพระเจ้าแผ่นดินสั่งเฆี่ยนเมื่อท่านผู้นั้นกลับมาบ้าน ท่านก็จะสั่งเฆี่ยนบ่าวไพร่ของท่านต่อไป ซึ่งเป็นทั้งการล้างอายและแสดงอำนาจ โดยกล่าวหาอีกทอดหนึ่งว่า กูผิดก็เพราะมึงทั้งหลายกระทำผิด รับใช้กูไม่ดี

                การกดขี่เป็นต่อ ๆ กันนี้ จะล่วงเลยมาถึงแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานเช่นม้า ที่หมอบคลานแบบนายไม่เป็นจึงถูกกดคอไว้เสมอ จนไม่มีสติปัญญาหรือความสามารถที่จะชูคอกระโดดวิ่งควบดังม้ารบที่เก่งกล้าในประเทศอื่น รวมความแล้วในความคิดของผู้เขียน หากเรามิได้กดหัวกดขี่กันมากมายนักในสมัยโบราณ เราคงจะเก่งและประสบความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่านี้อีกหลายเท่า

                ในที่สุดวันสำคัญมาถึง คือวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2230 คณะทูตจึงดำเนินไปยังตึกเก็บพระราชสาส์น นายอิบราฮิม เบก ทำหน้าที่นำราชสาส์นลงจากพานทองใส่ในหีบพิเศษปิดลงตราแน่นหนาแล้วแห่พระสาส์นนี้มาถึงท่าเรือ ลงเรือเล็กมาขึ้นสำเภาอีกต่อหนึ่ง

                คณะทูตบันทึกไว้ว่า แรกคิดว่าบนเรือนั้น จะมีช้างส่งเป็นของกำนัลแก่พระเจ้าสุลัยมานอยู่หลายเชือก แต่ปรากฎว่าเมื่อตรวจดูในเรือสำเภา ก็ไม่เห็นมีช้างแม้แต่ตัวเดียว จึงไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายไทยมิได้มอบช้างมาให้ ทั้ง ๆ ที่องค์พระนารายณ์เองได้ทรงตรัสรับรองไว้แล้ว แต่ไม่มีเวลาได้สอบถามเพราะข้าราชการไทยที่ตามมาส่ง ได้ลงเรือเล็กแจวกลับไปแล้วเรือสำเภาจึงกางใบออกจากกรุงศรีอยุธยาสู่ท้องทะเลไป