Get Adobe Flash player

ขบถแขกมากาซา เมื่อฝรั่งรบแขกในกรุงไทย โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

“ถ้าจะว่าไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ในโลกนี้จะหามนุษย์ชาติใดที่กล้าหาญเท่ากับพวกแขกมากาซาได้หรือไม่ เพราะเมื่อพวกนี้ได้สูบฝิ่นเข้าไปแล้ว แลเมื่อถึงเวลา  ลามอก ซึ่งเป็นคำแขก แปลว่าต้องการอย่างสิ้นคิดแล้ว พวกแขกเหล่านี้ไม่มีกลัวอะไรจนอย่างเดียว ถึงพวกศัตรูข้าศึกจะมากมายสักเท่าไร หรือพวกของตนเองจะล้มตายไปแล้วสักเท่าใด ก็หาทำให้พวกนี้ย่อท้อไม่ ถึงจะถูกบาดเจ็บจนเลือดโทรมตัวก็ดี พวกนี้ก็ยังต่อสู้อยู่เสมอจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ แลพวกนี้เปนคนว่องไวกระโดดไปแทงคนได้แต่ไกล ๆ ถ้าได้ฆ่าคนสำเร็จแล้ว พวกนี้ก็ยอมตายด้วยสบายใจ แต่ขอให้ได้ฆ่าคนไว้เปนแล้วกัน หน้าตาพวกนี้น่ากลัวมาก บางทีถูกแทงในที่สำคัญจนล้มลงแล้ว ก็ยังอุตส่าห์ลุกขึ้นไปเที่ยวฆ่าคนอื่นอีกตามกำลังที่ยังมีอยู่ พวกแขกนี้ใช้กรชเป็นอาวุธ แลกรชนี้เป็นของรักของเขา จึงถึงกับสาบานตัวว่า จะไม่ยอมจากกับกรชเลยเป็นอันขาด แลยังใช้อาวุธอย่างอื่นเช่นหอกแลหอกซัด ซึ่งพวกนี้ซัดโยนอย่างแม่นแลแรงมาก แลยังมีอาวุธอีกชนิดหนึ่งคือรูปเหมือนเข็มเล็กซึ่งใช้เป่าด้วยไม้ซาง แต่ปลายเข็มนี้มักทาพิษอย่างร้ายกาจ ซึ่งเกือบจะหายาแก้ไม่ได้ เมื่อพวกนี้ยังเปนเด็กอยู่ก็ตีกันต่อยกันอย่างร้ายแรง ซึ่งเหลือจะเชื่อว่าเด็กอายุเพียงเท่านั้นจะใจร้ายได้ถึงเพียงนั้น คราวหนึ่งบ้านกำลังไฟไหม้ ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องอยู่ในบ้าน แต่ก็หามีผู้ใดไปช่วยไม่ แลคราวหนึ่งได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งตามแขกคนหนึ่งซึ่งกำลังจะหนีไป แขกคนนั้นก็ได้หันมาเอากรชแทงผู้หญิงตายคาที่ มีเสียงพูดกันว่า แขกพวกนี้มีอาคมจนปืนยิงไม่ถูก”

แต่เคราะห์ดีที่พระบุญญาบารมีของสมเด็จพระนารายณ์ยังคงแรงกล้าอยู่ เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนแขกจะโจมตีวัง ก็มีขุนนางแขกคนหนึ่ง เกิดกลับใจไม่เข้ากับพวกขบถ นำความไปแจ้งแก่เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ท่านเสนาบดีชาวกรีกนี้ จึงระดมแม่ทัพฝรั่งทั้งหลาย และเกณฑ์พลทหารไทยหลายพันคนเตรียมต่อสู้ปราบปรามเหล่าแขกมากาซาทันที พวกหัวหน้าขบถทั้งหลายก็ชักขยาด เพราะความลับแตก เรื่องก็แดงออกมาแล้วจึงมาเจรจาต่อรองกับฝ่ายเจ้าพระยาวิชเยนทร์ว่า พวกเขาที่เป็นตัวตั้งตัวตีทั้งหลายประมาณ 50 คน ยินดีลงเรือสำเภาออกไปเสียจากกรุงสยาม ถ้าเจ้าพระยาวิชเยนทร์รับรองว่าจะไม่ทำอันตรายต่อญาติพี่น้องและครอบครัวที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง เจ้าพระยาวิชเยนทร์ท่านก็ตกลง แต่เมื่อเหล่าหัวหน้าแขกมากาซาทั้งหลาย ลงเรือสำเภาล่องน้ำออกจากกรุงศรีอยุธยา เจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็ส่งม้าเร็วมาสั่งกับ Compte De Forbin นายทหารฝรั่งเศสที่บางกอก ซึ่งมียศเป็นออกพระศักดิ์สงครามว่าให้เอาโซ่ขึงใต้ลำแม่น้ำเจ้าพระยา อย่าให้สำเภาแขกหลุดรอดไปได้ และให้จับแขกเหล่านั้นฆ่าเสียให้หมด

“การที่คิดตกลงกันดังนี้นั้น ก็ได้เตรียมการไว้พร้อมทุกอย่างแล้ว ยังรอแต่จะหาเวลาที่เหมาะเท่านั้น ครั้งถึงวันกำหนดที่จะทำการจลาจลขึ้นนั้น ยังรอเวลาอยู่อีกสองหรือสามชั่วโมงเท่านั้น มีขุนนางคนหนึ่งซึ่งอยู่ในคณะแขก จะคิดละอายที่ตัวประทุษร้ายเช่นนี้ หรือจะกลัวว่าการจะไม่สำเร็จอย่างไรก็ไม่ทราบ ขุนนางคนนี้จึงได้นำความไปแจ้งต่อท่านผู้ว่าราชการเมือง ท่านผู้ว่าราชการเมืองรีบรวบรวมทหารไว้อย่างเร็วน่าประหลาดใจ แลได้ให้ทหารจุกช่องล้อมรอบพระราชวัง แลให้ทหารจุกช่องอยู่ตามแห่งสำคัญ ๆ ในเมืองด้วย ฝ่ายพระเจ้ากรุงสยามประทับอยู่ที่พระราชวังเมืองละโว้ พอได้ทรงทราบว่ามีผู้คิดประทุษร้ายต่อพระองค์เช่นนี้ ก็ได้ทรงระดมทหารมีจำนวนมาก มาจุกช่องล้อมวงพิทักษ์รักษาพระราชวังทั้งกลางวันกลางคืน ภายหลังสักสามสี่วัน มองซิเออร์คอนซตันซ์ก็กลับลงมาจากเมืองละโว้ ได้มีเสียงโจษกันว่า จะจับหัวหน้าของพวกแขก หัวหน้าจึงได้พูดอย่างองอาจว่า จะยอมตายดีกว่าที่จะให้เขาจับตัวได้ แลถ้าเจ้าพนักงานจะใช้กำลังมาจับ หัวหน้าแขกก็จะต่อสู้อย่างสามารถ มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงให้คนไปเรียกตัวมาหา แลรับรองว่าจะไม่ทำโทษอย่างใด เมื่อหัวหน้าแขกได้ฟังคำรับรองเช่นนี้ จึงได้ให้คนมัดมือของตัว แลให้เอาเชือกมัดคอตัวไว้  เดินไปหามองซิเออร์คอนซตันซ์ทั้งเชือกยังมัดมือแลคอไว้ มองซิเออร์คอนซตันซ์ได้รับรองอีกครั้งหนึ่ง ว่าจะไม่ทำโทษอย่างใด แต่จะต้องบอกความจริงให้จึงจะได้ เจ้าพนักงานจึงได้แก้เชือกมัดออก แล้วส่งขึ้นไปเมืองละโว้ การที่มองซิเออร์คอนซตันซืได้รับปากว่า จะไม่ทำโทษอย่างใดนั้นก็เป็นการจริงหาได้ลงโทษหัวหน้าแขกอย่างใดไม่ แลหัวหน้าแขกก็ได้ให้การสารภาพ”