Get Adobe Flash player

ขบถแขกมากาซา เมื่อฝรั่งรบแขกในกรุงไทย โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               ความจริง มองซิเออร์ เดอ ฟอแบง มิได้ฆ่าแขกตายหมดตัวหัวหน้าของเขารอดชีวิตหลบหนีไปได้ ดั้นด้นเดินป่าแอบกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา ตรงมาที่หมู่บ้านแขกมากาซา ประกาศแก่พวกพ้องว่า เจ้าพระยาวิชเยนทร์เล่นไม่ซื่อ บอกจะปล่อยให้ออกจากพระราชอาณาจักร แล้วกลับพยายามประหัตประหารพวกเขาที่บางกอก ขอให้แขกมากาซาทั้งหลายเตรียมตัวให้ดีเพราะอีกไม่นานพวกฝรั่งก็จะยกทัพมาโจมตีอย่างแน่นอน

               เจ้าพระยาวิชเยนทร์ท่านจะต้องการฆ่าแขกมากาซาที่กรุงศรีอยุธยาให้หมดทั้งหมู่บ้านหรือไม่นั้น ก็ยากที่จะทราบ ผู้เขียนคิดว่า ท่านเพียงแต่ต้องการกำจัดนายหัวหน้าคนที่สองที่ดูดาวแล้วทำนายยุยงให้แขกอื่นขบถ กับพวกตัวหัวโจกทั้งหลายที่ลงสำเภาไปด้วยเท่านั้น แต่เมื่อนายรองหัวหน้ารอดตายกลับมาป่าวประกาศยุยงให้แขกเตรียมรบกับไทย สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางร้าย ไม่มีทางออกอื่น นอกจากจะรบกัน

               หนังสือบาทหลวงฝรั่งเศสเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

               แต่ตัวหัวหน้าของพวกแขกยังอยู่ เพราะฉะนั้นการวุ่นวายในพวกแขกยังหาสงบทีเดียวไม่ แลเจ้าพนักงานเกรงกันว่าพวกแขกจะทำการจลาจลต่อไปอีก เพราะฉะนั้นมองซิเออร์คอนซตันซ์กับมองซิเออร์ เดอ ลามาร์ จึงได้จัดให้ทหารไทยล้อมค่ายแขกไว้ มองซิเออร์คอช ชาติอังกฤษ ได้เอาลูกแตกขว้างเข้าไปในค่าย แต่พวกแขกได้กรูออกมาฆ่ามองซิเออร์คอชตาย มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงสั่งให้ทหารยิง แต่ขุนนางไทยคนหนึ่งหาได้นำทหารมารักษาหน้าที่แห่งหนึ่งให้มั่นไว้ตามคำสั่งไม่ พวกแขกมากาซาจึงได้ฆ่าขุนนางผู้นั้นกับบ่าวตายอีก 7 คน แล้วพวกแขกก็ได้หนีไปทางช่องนี้ซึ่งไม่มีทหารรักษา จึงข้ามแม่น้ำไปอาศัยอยู่กับแขกมลายูอีกพวกหนึ่ง มองซิเออร์คอนซตันซ์จึงได้ลงเรือพร้อมกับชาวอังกฤษและชาวฝรั่งเศสบางคน ซึ่งทำราชการของพระเจ้ากรุงสยาม เพื่อไปตรวจค่ายแขกมลายูพวกนี้ ในขณะนี้กัปตันผู้เปนหัวหน้า พวกฝรั่งเศสได้ยินเสียงปืน  ก็รีบลงเรือพร้อมกับชาวฝรั่งเศสที่อยู่บนบกบ้าง อยู่บนเรือใหญ่ชื่อเซนต์หลุยบ้างไปตามลำน้ำจนพบกับมองซิเออร์คอนซตันซ์ ครั้งเห็นมองซิเออร์คอนซตันซ์ขึ้นไปอยู่บนบกแล้ว พวกฝรั่งเศสจึงได้ขึ้นจากเรือไปสมทบกับมองซิเออร์คอนซตันซ์ เวลานั้นพวกแขกประมาณ 30 คนได้ยกพวกมาจะเข้าล้อมพวกมองซิเออร์คอนซตันซ์ บางพวกมาทางข้างหน้า บางพวกมาทางด้านข้าง ครั้งพวกฝรั่งเศสเห็นพวกแขกจะล้อมทุกด้านแล้ว จึงพยายามจะถอยกลับลงเรือ ยังมีฝรั่งเศสอยู่สองคนไม่ยอมถอย จึงต่อสู้แลฆ่าพวกแขกตายหลายคน พวกแขกจึงรุมเอาหอกแลกรชแทงฝรั่งเศสนั้นตายทั้งสองคน ฝรั่งเศสอีกสองคนคิดจะหนีลงเรือ แต่กลับจมน้ำตายเสีย หาทันขึ้นเรือได้ไม่ ในครั้งนั้นมีชาวอังกฤษตายสองคนเหมือนกัน ฝ่ายกัปตันหัวหน้าพวกฝรั่งเศสอยู่ในระหว่างที่ขนาบสองข้าง มีแขกคนหนึ่งเงื้อหอกจะแทงอยู่แล้ว เผอิญมองซิเออร์ เดอ โบมอง กัปตันเรือเซนต์หลุย ได้เอาปืนยิงแขกคนนี้ตาย แล้วได้ยื่นกรรเชียงส่งให้กัปตันหัวหน้าฝรั่งเศสจับท่านผู้นี้จึงได้รอดตายไป แล้วเจ้าพนักงานจึงได้นำทหารไทยมาเป็นอันมากให้ทหารล้อมไว้ แต่พวกแขกได้หนีเข้าไปอยู่ในวัดที่ใกล้เคียง ทหารไทยได้ตามเข้าไปจับ จนที่สุดก็จับตัวได้แล้วฆ่าเสียหมดสิ้น”

               อ่านจากจดหมายบาทหลวงฝรั่งเศสนี้แล้ว รู้สึกเหมือนกับว่า การปราบขบถแขกมากาซาที่กรุงศรีอยุธยานี้เป็นการรบแบบเล็ก ๆ มีนายทหารฝรั่งและพลทหารไทยต่อสู้กับแขกเพียงไม่กี่คน ความจริงแล้วเป็นการสู้รบที่ใหญ่จริง ใช้ทหารไทยหลายพันคน รบกับพวกแขกหลายร้อยทีเดียว รายละเอียดของการปราบแขกนี้ เราอ่านได้จากหนังสืออังกฤษเรื่อง Siamese White ของ Maurice Collis ซึ่งมีขายอยู่ตามร้านขายหนังสือฝรั่งทั่วกรุงเทพฯ

               นาย Maurice Collis เขียนไว้ว่า ทัพที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์จัดไว้ปราบขบถแขกมากาซานี้ มีทหารไทยถึง 7,000 คน และมีนายทหารฝรั่งควบคุมอยู่ถึง 60 คน เป็นทั้งชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลันดา ตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองเป็นผู้บัญชาการทัพ ยกพลลงเรือประมาณ 200 ลำ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงหมู่บ้านแขกมากาซาในเวลากลางคืน พอฟ้าสางก็เอาปืนใหญ่และธนูเพลิงระดมยิงจนเกิดไฟไหม้ลุกลามไม่สงสารไว้ชีวิตแม้แต่ผู้หญิง คนแก่เฒ่า หรือเด็กแขก พวกหนุ่มชายฉกรรจ์นั้นก็รวมกลุ่มกันต่อสู้ เวลาฝรั่งเอาเรือเทียบฝั่ง ก็ตรูกันเข้าโจมตีด้วยหอกและกริชคู่ชีพ พวกแม่ทัพฝรั่งนั้นต้องยกให้ว่าเขาเก่งกาจกล้าหาญจริง เขานำหน้าทหารไทยโจมตีต่อสู้ มิได้แอบบัญชาการอยู่เบื้องหลังเหมือนแม่ทัพไทยบางท่าน จึงมีผลให้ฝรั่งตายไปหลายคน นาย Maurice Collis เล่าว่า

               กัปตัน Coates นำทหารหลายคนขึ้นฝั่ง พวกแขกมากาซาเห็นเข้า ก็ยกพวกกันออกมาฆ่าฝรั่งคนหนึ่งชื่อนาย Alvey ตายเสียทันที ทหารของกัปตันโคทส์ต่อต้านแขกไม่ได้ก็ต้องล่าถอยกลับมาที่เรือ ตัวกัปตันฝรั่งนั้นท่านใส่เกราะชุดรบหนักนัก เลยว่ายน้ำลำบาก จมน้ำสำลักตายเสียก่อนจะขึ้นเรือได้

               ฝรั่งอีกคนหนึ่ง ชื่อกัปตัน Udall คุมพลรออยู่ในเรือปล่อยให้หมู่บ้านแขกเผาไหม้อยู่ประมาณสามชั่วโมง จึงนำทหารไทยขึ้นบนบก แต่มีแขกมากาซากลุ่มหนึ่งแกล้งแต่ตัวเป็นอาหารไทยพายเรือเข้ามาจนใกล้ กัปตันยูดัลไม่ทันรู้ตัวนึกว่าเป็นทหารในบังคับบัญชาก็มิได้ระวัง จึงถูกแขกกลุ่มนี้รุมแทงด้วยหอกจนถึงแต่ความตายไปอีกผู้หนึ่ง

               ตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์เองก็เกือบโดนแขกฆ่าตายเช่นกันเพราะเมื่อท่านเห็นกัปตันยูดัลถูกแทง ท่านก็ยกพลขึ้นฝั่งจะไปช่วยรบบ้าง ถึงแม้ฝรั่งจะมีปืน แขกมีแต่หอกและกริช เมื่อต่อสู้กันขึ้นประจันบานแล้ว ฝรั่งและไทยก็ถอยกรูด เสียใจที่เซ่อซ่ามาขึ้นบก รบพลางถอยหลังพลาง พอถึงตลิ่งน้ำ ไพร่ไทยคนสนิทก็จับตัวเจ้าพระยาวิชเยนทร์โยนลงแม่น้ำ เคราะห์ดีที่ท่านไม่ได้ใส่เกราะหนักเหมือนกัปตันโคทส์จึงว่ายน้ำมาถึงเรือได้ พวกแขกก็ว่ายน้ำคาบหอกตามมาฆ่า ทหารบนเรือต้องเอาปืนคอยยิง ถึงกระนั้นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็ไม่สามารถจะปีนขึ้นบนเรือได้ ต้องเกาะท้ายเรือแล้วร้องให้รีบพายหนีรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

               ในที่สุด หลังจากสู้กันตั้งแต่ย่ำรุ่งจนถึงบ่ายสามโมง ฝ่ายฝรั่งและไทยจึงได้ชัยชนะ ฆ่าแขกตายเสียสิ้น ที่บาดเจ็บก็จับตัวมาเป็นเชลย ตัวเจ้าชายแขกมากาซาก็ถูกฆ่าตาย แลมีลูกชายคนหนึ่งอายุเพียง 12 ปี ไทยเราจับได้และไว้ชีวิตเสีย เด็กคนนี้ถือหอกวิ่งมาจะแทงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ตัวท่านเองก็ยกหอกขึ้นเตรียมแทงสวนกลับมา เจ้าเด็กน้อยเกิดตกใจทิ้งหอกและหมอบกราบ เลยรอดชีวิตมาได้

               นาย Maurice Collis เขียนไว้ว่า ในการต่อสู้เพียงวันเดียวนี้ ทหารไทยตายไป 1,000 คน ฝรั่งเศสตายสี่ อังกฤษอีกสาม แขกที่บาดเจ็บนั้น เราเอามามัดขึงกางแขนกางขาไว้กับดิน แล้วปล่อยเสือหิวโหยออกมาหลายตัวให้กินแขกทั้งเป็น วิธีฆ่าแบบทารุณนี้ ไทยเราทำด้วยความชำนิชำนาญ คือ ค่อย ๆ ผ่อนโซ่ที่ล่ามเสือเหล่านี้ ให้มันเดินมาขบกินได้แค่มือและเท้าก่อน เพื่อแขกเชลยเหล่านี้ จะได้มองเห็นมือและเท้าของตนเองถูกกัดกินจนกุด หลังจากเสือทั้งหลายได้ลิ้มรสมือเท้าแขกเป็น Appetizer แล้ว จึงผ่อนสายโซ่ให้กินตับไตไส้พุงเป็น Entrée ต่อไป

               ระหว่างที่แขกถูกเสือกินอยู่นี้ พวกบาทหลวงฝรั่งเศสก็ถือไม้กางเขนวิ่งไปหาแขกคนโน้นทีคนนี้ที เรียกร้องให้เปลี่ยนศาสนายอมรับพระเยซูเสียก่อนตาย จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าของฝรั่ง แต่แขกเหล่านี้กลับหัวเราะเยาะ ไม่มีใครยอมรับฟังคำอ้อนวอนของพระฝรั่ง เพราะเขาต่างมั่นใจว่า จะได้ขึ้นสวรรค์แขกไปเฝ้าพระเจ้าอัลล่าห์อย่างแน่นอน

               หลังจากปราบขบถแขกสิ้นสุดลงแล้ว พวกฝรั่งเขาก็เอาศพเพื่อนที่ถูกแขกฆ่าตายไปฝังตามพิธีศาสนาคริสเตียนของเขาศพกัปตันยูดัลนั้น มีรอยถูกฟันและถูกแทงอยู่ทั่วตัว จึงนำไปฝังไว้ใกล้โรงงานของชาวฮอลันดา พอสองวันต่อมา เหล่ากะลาสีเรืออังกฤษนำดอกไม้ไปแสดงความเคารพต่อกัปตันเก่าของเขา เมื่อไปถึงหลุมฝังศพก็เห็นกัปตันยูดัลนั้น ถูกแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน มัดตัวตั้งตระหง่านอยู่กับต้นไม้ พวกกะลาสีเห็นศพนายเก่ายืนแก้ผ้าติดต้นไม้เช่นนั้นก็ตกใจแทบจะวิ่งหนีกันชุลมุน พอควบคุมสติได้ก็ช่วยกันตัดเชือกมัดตัวนั้นออกเสียเอากลับไปนอนในหลุมฝังศพตามเดิม แล้วยกหินใหญ่ ๆ ทับไว้เพื่อกันมิให้ใครมาขุดศพไปขึงต้นไม้เช่นนั้นอีก วันรุ่งขึ้นกะลาสีทั้งหลายกลับมาตรวจสถานการณ์ ก็เห็นศพนายยูดัลยืนยิ้มติดกับต้นไม้อยู่ตามเดิม คราวนี้ฝรั่งเลยเอาหินผูกกับแขนขากัปตัน แล้วถ่วงแม่น้ำเสียให้จมอยู่ในส่วนลึก ไม่มีใครดำไปเอาตัวขึ้นมาได้อีก

               คนอังกฤษเขาอธิบายว่า ที่นายกัปตันยูดัลโดนขุดขึ้นมาแก้ผ้าขึงกับต้นไม้นั้น เพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น พวกหมอผีไทยนิยมขุดเอาศพขึ้นมาเปลือยกายผูกไว้กับต้นไม้ แล้วทำพิธีทำนายอนาคตของบ้านเมือง โดยดูจากการบวมเน่าของศพ ทำนายชะตาบ้านเมืองโดยพิจารณาว่าส่วนไหนเน่าก่อนส่วนไหนเน่าหลังเช่นนี้ ยิ่งเป็นผีฝรั่งยิ่งขลัง นายยูดัลเลยโดนหมอผีสยามขุดขึ้นมาเสี่ยงทาย เรื่องนี้คนไทยเราอ่านแล้ว ก็ค่อนข้างจะรู้สึกละอายในความป่าเถื่อนของชนชาติเดียวกันเอง ฝรั่งเขาเขียนไว้ว่า

               “THIS STRANGE RESURRECTION LEFT ROOM FOR VARIOUS CONJECTURES, BUT THE MOST PROBABLE SEEMED TO BE THAT SOME SOCRERS TOOK IT UP AND PUT IT IN THAT POSTURE, WHILST THEY, BY THEIR SORCERIES OR INCANTATIONS, INTERROGATE IT ABOUT FUTURE EVENTS, AND RECEIVED ANSWERS THROUGH HUMAN ORGANS.  THE MATTER OF FACT, I HAVE HEARD OFTEN AFFIRMED BY SEVERAL WHO WERE THERE AT THE TIME AND SAW IT, WHICH MADE ME INQUIRE IF ANY PEOPLE IN SIAM USED TO INQUIRE ABOUT FUTURE EVENTS AFTER THAT MANNER, AND I WAS TOLD THAT THEY DID.”

               หลังจากเหตุการณ์นี้ พวกแขกในเมืองไทยทั้งขาวและดำก็หมดอำนาจ ความรุ่งเรืองในกรุงสยามของชนชาวเปอร์เซียและแขกมัวร์จากฮินดูสถานก็ถึงจุดจบ พ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ก็ไม่มีชาวแขกที่ได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตอีก จนกระทั่งมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ บุคคลในตระกูลบุนนาค ซึ่งสืบสายโดยตรงมาจากเจ้าแขกเปอร์เซีย คือ Sheik อะหมัด จึงจะมีอำนาจวาสนาดำรงตำแหน่งสำคัญในกรุงสยามอีก Sheik อะหมัดนี้ เข้ามารับราชการในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม มียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชมนตรี ถึงแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศผู้สืบสายจากท่านคนหนึ่งมียศเป็นพระยาจ่าแสนยากร ท่านผู้นี้เป็นบิดาของหม่อมบุนนาค ทนายคนสนิทของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในรัชสมัยของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายช่วง บุนนาค ผู้สืบสายโดยตรงมาจากหม่อมบุนนาคนี้ มีตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้า พระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ซึ่งคงจะเป็นแขกเปอร์เซียที่ได้ดำรงตำแหน่งหน้าที่สูงสุดในแผ่นดินสยาม

               ส่วนพวกแขกมากาซานั้น หม่อมหลวงมานิช ชุมสาย ท่านเขียนในหนังสือ สมเด็จพระนารายณ์กับโกษาปาน ว่า มีลูกหลานสืบสายมาเป็นแขกมักกะสัน ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้