Get Adobe Flash player

เรื่องพระยาตะนาวศรี โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีนักผจญภัยอังกฤษหลายคน ข้ามน้ำข้ามทะเลบุกบั่นมาถึงกรุงสยาม ฝรั่งเหล่านี้มักจะโดยสารเรือสำเภามาขึ้นบกที่เมืองมะริด หรือเมืองตะนาวศรี ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของเรา บางคนก็ทำมาหากินค้าขายอยู่แถวนั้น พวกที่กล้าเสี่ยงก็ดั้นด้นขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา

                ประวัติศาสตร์ไทยกล่าวไว้ว่า ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น มีคนอังกฤษมาสมัครรับราชการอยู่กว่า 50 คน หากนับภรรยาและลูกหลานที่ติดตามมาอยู่ด้วยจำนวนคนอังกฤษในเมืองไทยสมัยนั้น ก็มีอยู่หลายร้อยคน ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าพระยาวิชเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์ เคยเป็นกะลาสีเรือสำเภาอังกฤษมาก่อน เจ้าพระยาวิชเยนทร์ได้เกลี้ยกล่อมชักชวนนักเดินเรืออังกฤษให้ลาออกจากบริษัทอินเดียตะวันออกของประเทศอังกฤษ มารับราชการควบคุมการเดินสำเภาไทยให้แก่สมเด็จพระนารายณ์แทน โดยให้เงินเดือนดีและยอมอนุญาตให้เอาสินค้าส่วนตัวใส่ไปขายประเทศใกล้เคียงในเรือสำเภาหลวงด้วยนโยบายแบบนี้มีผลดีถึงกับผู้จัดการบริษัทอังกฤษสองคนชื่อ ริชาร์ด เบอนาบี (Richard Bernaby) และแซมูเอล ไวท์ (Samuel White) ลาออกจากบริษัทมารับราชการกับฝ่ายไทย สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งตั้งให้นายริชาร์ด เบอนาบี เป็นถึงเจ้าเมืองมะริดและตั้งนายแซมูเอล ไวท์ เป็นเจ้าท่า มีอำนาจหน้าที่ควบคุมท่าเรือในเมืองเดียวกัน

                เมื่อเมืองมะริดมีความสำคัญมากขึ้นทุกที ประเทศอังกฤษก็นึกอยากได้มาเป็นของตน จึงเริ่มต้นพาลกับไทย กล่าวหาว่าคนไทยนั้นโง่ และป่าเถื่อน ไม่มีสติปัญญาที่จะทำนุบำรุงการค้าขาย และเดินเรือที่เมืองมะริดให้เจริญได้เท่าที่ควร น่าจะให้ประเทศอังกฤษมาดำเนินงานเสียดีกว่า นอกจานั้นยังโทษฝ่ายเราว่า แย่งชิงผลประโยชน์ของประเทศอังกฤษ โดยเกลี้ยกล่อมล่อเอานักเดินเรืออังกฤษให้มารับราชการด้วยประเทศอังกฤษออกคำสั่งให้คนอังกฤษที่รับราชการอยู่ในกรุงสยามนั้นกลับเมืองอังกฤษให้หมด และเรือรบอังกฤษก็เที่ยวไล่ตามจับเรือกำปั่นไทยในท้องทะเล เยี่ยงอย่างโจรสลัด นอกจากนั้นอังกฤษยังส่งเรือสำเภารบมาที่เมืองมะริดถึงสามลำขนทหารมาพร้อม พอถึงเมืองมะริดก็อ่านประกาศรัฐบาลอังกฤษให้แก่ชนชาติของเขาฟัง บังคับให้ข้าราชการชาวอังกฤษซึ่งทำงานอยู่ที่เมืองมะริดในเวลานั้น มีจำนวนทั้งหมด 25 คน ออกจากงานทันที

                อังกฤษส่งหนังสือถึงพระยาตะนาวศรี ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการครองเมืองตะนาวศรีอยู่ใกล้เคียงกับเมืองมะริด สั่งให้เข้ามากราบทูลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในกรุงศรีอยุธยาว่า การกระทำของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีไทย มีผลให้ประเทศอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ต้องขาดทุนเสียผลประโยชน์การค้าไปเป็นเงินถึง 40,000 ปอนด์ ขอให้ชดใช้ทรัพย์จำนวนนี้ภายในเวลาสองเดือน หากกรุงสยามไม่ปฏิบัติตามคำร้องมานี้ประเทศอังกฤษจะแสดงอำนาจจัดการแก่ไทยตามสมควร

                ระหว่างที่คอยคำตอบจากสมเด็จพระนารายณ์นั้น ทหารอังกฤษก็ลงจากเรือสำเภา ตรงเข้ายึดป้อมปราการของไทยที่เมืองมะริดรื้อพังป้อมเสีย โดยฝ่ายไทยไม่มีกำลังหรือปัญญาจะต่อต้าน เพราะเจ้าเมืองมะริดนั้นเป็นคนอังกฤษ มิได้สั่งให้ทำการต่อสู้แต่อย่างใด เรือสำเภาของไทยหลายลำที่จอดอยู่ริมท่าเรือ ก็ถูกอังกฤษยึดไปหมด เพราะเจ้ากรมท่าท่านก็เป็นคนอังกฤษเช่นเดียวกัน

                พระยาตะนาวศรีได้รับใบบอกจากอังกฤษ ก็รีบส่งคนมากราบทูลเหตุการณ์ต่อองค์พระนารายณ์ แต่ความที่ท่านเป็นคนทำอะไรทำจริงแทนที่จะนั่ง ๆ นอน ๆ รอคำสั่งจากพระนารายณ์ ท่านกลับรีบจัดกองทัพ แล้วยกทัพจากเมืองตะนาวศรี เข้าปล้นเมืองมะริดที่พวกอังกฤษตั้งอยู่ทันที ในเวลากลางคืนวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2230 พวกอังกฤษไม่ได้เตรียมระวังตัวจึงถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก ไทยแย่งป้อมปราการคืนมาได้ และรุกไล่จนสามารถยึดเรือรบอังกฤษไว้ได้หนึ่งลำ กัปตันเวลกับพวกอังกฤษที่เหลือตาย ต้องลงเรือสำเภาอังกฤษที่เหลืออยู่สองลำกางใบแล่นหนีออกจากเมืองมะริด ทางประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่าการกระทำที่กล้าหาญของพระยาตะนาวศรีนี้ เป็นที่พอพระทัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมาก ถึงวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2230 สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงประกาศตัดไมตรีกับอังกฤษ ประเทศอังกฤษกับไทยก็ขาดสัมพันธไมตรีต่อกันเป็นเวลาหลายร้อยปี

                คนไทยเราศึกษาตำราประวัติศาสตร์ไทย ก็เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่กรุงสยามมีคนดีเช่นพระยาตะนาวศรี ผู้ไม่ยอมให้อังกฤษข่มเหงรังแก แทนที่จะกลัวอังกฤษสำแดงฤทธิ์เดช กลับแผลงฤทธิ์เสียเอง จนมีผลให้ฝรั่งมังค่าทั้งหลายต้องวิ่งหางจุกขาลงเรือหนีไปหมด

                แต่เมื่อเรามาตรวจค้นหนังสือที่คนอังกฤษและฝรั่งเศสเขาเขียนเล่าไว้เกี่ยวกับพระยาตะนาวศรีนี้ ก็ได้ข้อความที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง สมควรที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อความรู้ที่สมบูรณ์บาทหลวงฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ เดอ เบซ (De Beze) ซึ่งขณะนั้นดำรงชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เขียนเล่าไว้ว่า