Get Adobe Flash player

สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสุริยุปราคา (จบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว พวกผู้หญิงแต่งตัวคล้ายผู้ชายมาก ถ้าไม่ใช้เสื้อกระบอกก็ถนัดใช้ผ้าห่มคลุมพาดบ่า เป็นเครื่องคลุมร่างกายได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งผู้หญิงผู้ชายก็โกนศีรษะเหลือไว้แต่เบื้องบนเป็นกระเปาะประมาณยาวขนาด เท่ากันกับแปรงปัดผ้าธรรมดา ซึ่งดูก็แปลกอยู่ เขากล่าวกันว่าผู้ชายและผู้หญิงไว้ผมผิดกัน แต่ฝ่ายเราสังเกตไม่ออก เว้นแต่จะเป็นด้วยผู้ชายประจงในเรื่องโกนมากกว่า

                เด็ก เล็ก ๆ เอาผมไว้จนอายุได้ 10 ฤา 11 ขวบก็โกนเสีย ในการโกนผมมีพิธีใหญ่โต และถ้าเป็นเจ้าก็มีการสมโภชอย่างเอิกเกริก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงชี้ให้เซอร์แฮรี่ ออร์ด ดูเจ้าชายพระองค์หนึ่ง  ซึ่ง พระองค์มีรับสั่งจะได้โกนในปีหน้า และทรงเชิญให้หิสเอกษเลนศิมากรุงเทพฯเพื่อมาดูพระราชพิธี ซึ่งทรงรับรองกับหิสเอกษเลนศิว่าจะเป็นงานใหญ่น่าดูมาก”

                ถึง แม้ฝรั่งเศสจะส่งนักดูดาวและนักวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ไปเป็นจำนวนมาก แต่กงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯนั้นมิได้เดินทางไปด้วย คงจะเป็นเพราะความแง่งอนอิจฉาริษยาที่ฝ่ายไทยต้อนรับชาวอังกฤษเป็นอย่างดี ความจริงแล้วทางรัฐบาลไทยก็แสดงไมตรีเชื้อเชิญทั้งสองประเทศ ได้มอบเรือรบให้แก่สถานกงสุลฝรั่งเศส 2 ลำ แต่เขาก็ยังงอนไม่รับ

                เมื่อ ไปอยู่ด้วยกันที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทุกชาติก็พยายามแสดงไมตรีจิตอันดีต่อกัน กัปตันเรือรบฝรั่งเศสเชิญเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์เสด็จเที่ยวในเรือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ตามไปด้วย กัปตันฝรั่งเศสจัดการต้อนรับเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์อย่างเต็มที่มีทหารชักดาบยืน แถวยิงปืนใหญ่ 21 นัด แต่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นคือทหารประจุปืนใหญ่คนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ผิดอย่างไร ไม่ทราบ ปืนระเบิดแขนของเขาขาดเลือดไหลทะลักล้มตายลงต่อหน้าต่อตาในที่นั้น

                ถึงวันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 1 ค่ำ สุริยุปราคาจึงเกิดขึ้น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

                “รุ่ง ขึ้น ณ วันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 1 ค่ำเวลา 2 โมงเช้า เจ้าพนักงานเตรียมกล้องใหญ่น้อย เครื่องทรงทอดพระเนตรสุริยุปราคา เวลาเช้า 4 โมง 3 นาที เสด็จออกทรงกล้อง แต่ท้องฟ้าเป็นเมฆฝนคลุมไปในด้านตะวันออกไม่เห็นอะไรเลย ต่อเวลา 4 โมง 16 นาที เมฆจึงจางสว่างออกไป เห็นดวงอาทิตย์ไร ๆ แลดูพอรู้ว่าจับแล้วจึงประโคมเสด็จสรงมุรธาภิเษก ครั้นเวลา 5 โมง 20 นาที แสงแดดอ่อนลงมา ท้องฟ้าตรงดวงอาทิตย์สว่างไม่มีเมฆเลย ที่อื่นแลเห็นดาวใหญ่ด้านตะวันตก และดาวอื่น ๆ มากหลายดวง เวลา 5 โมง 36 นาที 20 วินาที จับสิ้นดวง เวลานั้นมืดเป็นเหมือนเวลากลางคืนเวลาพลบค่ำ คนที่นั่งใกล้ ๆ ก็แลดูไม่รู้จักหน้ากัน พระราชทานเงินแจกพระราชวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่น้อย ซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินออกไปทั่วกัน”

                สุริยุปราคา นี้เกิดขึ้นแบบหมดทั้งดวงตามที่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนายไว้ทุกประการ เป็นที่ตื่นเต้นตกใจของบรรดาข้าราชการโหรหลวงต่าง ๆ รวมทั้งชนต่างชาติทั้งหลายก็รู้สึกสรรเสริญในพระปรีชาสามารถของพระเจ้าแผ่น ดินไทยยิ่งนัก

                เล่า กันว่าเมื่อเงากินปิดขอบพระอาทิตย์หมดดวง พระยาโหราธิบดี (เถื่อน) ร้องว่า “พลุบ” เสียลั่นต่อหน้าพระที่นั่งด้วยความดีใจ ลืมไปว่าพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ตรงนั้น แต่เพราะทุกคนกำลังมีความร่าเริง จึงรอดตัวมิได้ถูกลงพระราชอาญาแต่อย่างใด

                เมื่อ สุริยุปราคาผ่านพ้นไป สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อทรงไต่ถามเหล่าโหรหลวงที่ดูสุริยุปราคาในกรุงเทพฯ ก็ได้ความว่ามองกันแบบหยาบ ๆ ฉุ่ย ๆ ไม่มีวิธีสังเกตคำนวณพิจารณาเหตุการณ์อย่างละเอียดเลย ทรงไม่พอพระทัยยิ่งนัก จึงมีกระแสรับสั่งเรื่องสุริยุปราคาเป็นการสั่งสอนผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ทั้งหลายในประเทศไทย กระแสรับสั่งนี้ค่อนข้างยาว จึงขอตัดเพียงบางตอนที่อ่านสนุกมาเล่าต่อ จะสังเกตได้ว่าทรงสอนวิธีตรวจเหตุการณ์อย่างละเอียดตอนหนึ่งมีใจความว่า

                “เมื่อ มีดวงอาทิตย์เหลือน้อย ดูในกล้องก็เห็นเป็นเส้นขอบโอบวงมืดอยู่ เพราะดูด้วยกล้องที่กำบังด้วยกระจกสี แต่ดูด้วยตาเปล่า วงขอบนั้นรัดกลมเข้ามาดูเหมือนดวงดาวแต่รัดเล็กเข้าไปทุกทีเหมือนตัว หิ่งห้อยแล้วจึงหายไป มีแต่สีขาวหลัวคล้ายเมฆขาวล้อมรอบวงดำอยู่

                ครั้งดวง พระอาทิตย์ลับหายไป นาฬิกาคนถืออยู่ คนถือดูก็ไม่เห็น มืดเหมือนกลางคืน ครั้นไปประมาณนาทีหนึ่ง ฤา ยังไรไม่แน่ เพราะไม่เห็นนาฬิกา ในกล้องแลเห็นเป็นกิ่งงางอน ๆ ช้อนไปข้างทิศตะวันออกของดวงดำที่ทับพระอาทิตย์อยู่ จมอยู่ในแสงขาวหลัว ๆ รอบดวงดำนั้น เมื่อส่องด้วยกล้องใหญ่คล้ายกิ่งลั่นทม ฤา การัง เขากวางปลายป้าน ๆ ไม่แหลม แต่ดูเห็นว่าเป็นของมีตัวแท้ จะเป็นรัศมีบันดาลนั้นหามิได้ ของก็ไม่ควรจะเห็นเพราะแสงขาวชักให้เห็นออกมา แม้กะแปะที่วางไว้ในถ้วยใหญ่คนที่อยู่ข้างหนึ่ง ขอบถ้วยยังไม่เห็นแล้วครั้นนำเทลงในถ้วยถึงกะแปะไม่ลอยขึ้นไม่กระเทือนไปคน ไม่ได้ชะเง้อขึ้นก็เห็นได้ด้วยกำลังเงาน้ำชัก

                ครั้น ล่วงไปอีกสัก 3 นาที จวนดวงพระอาทิตย์จะผุดออกข้างทิศพายัพ ก็เห็นเป็นเงาเช่นนั้นเคียงติดกัน เป็นคู่ออกข้างทิศพายัพอีก ของเดิมก็ไม่หายไป

                ครั้ง ล่วงมาสัก 5 นาทีเศษ เห็นเป็นฟันเลื่อนที่ดวงดำน้อย ๆ ข้างทิศประจิมค่อนหรดีในดวงดำนั้น ครั้งแล้วพระอาทิตย์ผุดออกมา มีรัศมีเป็นแสงสว่างเห็นนาฬิกาได้ ขณะนั้นนาฬิกาได้ 11 นาฬิกา กับ 43 นาที 7 วินาที ถูกต้องกับที่พยากรณ์ไว้ไม่พลาดเลย”

                หลัง จากนั้น ทรงติเตียนพวกโหรหลวงที่อยู่ในกรุงเทพฯ ว่าไม่มีความสามารถในการศึกษาอย่างละเอียด ไม่รู้จักใช้กล้องใช้นาฬิกา เพียงแต่ยกมือป้องหน้าผากดูกันตามสบาย ข้อความตอนนี้อ่านแล้วสนุกดี

                “แต่ ผู้อยู่รักษาพระนครรักษาพระราชวัง ใจสกปรกเหม่นเหม่นัก ไม่ละการ ใจไพร่ ถึงพูดด้วยก็ไม่พอใจฟัง ไม่เอาใจใส่ พอใจพูดถึงแต่เวลาจับว่าจับโมงนั้นบาทนี้ ถูกของโหรนายนี้นายโน้นเท่านั้น แล้วก็มัวแต่จะเอาเงินแจก ฤา จะเอกเขนกทำยศคนผู้ใหญ่ไต่สูง ไม่เอาใจใส่การละเอียด ถามใครก็ไม่ได้ความ

                อนึ่ง เมื่อแรกจับนั้นถึงพอใจพูดกันว่า จับบาทนั้นโรงนั้น ก็พูดโง่ ๆ เซอะ ๆ ด้วยเหตุ 2 ประการ

                ประการ หนึ่ง คือนาฬิกาก็ไม่ได้ตรวจตรา ตั้งวัดวาด้วยเครื่องมือ แล้วคำนวณสอบสวนให้ถูกต้องกับเวลาพระอาทิตย์เป็นแต่เห็นว่าสว่างแล้วก็ย่ำ รุ่ง นับถือว่าเป็นต้นวัน ไม่ได้เหยียบชั้นคำนวณก่อนเวลาจับนั้นไม่ชอบกลเลย เป็นแต่ไว้ให้หัวพันและไพร่หลวงชาวนาฬิกา สมมุติว่าเป็นผู้รู้แต่ชื่อ เป็นแต่ที่นับถือของพระสงฆ์แก่ ๆ ชาววัดมักพูดกัน พนักงานนาฬิกาหลวงนั้น เขาชื่อพันทิวาทิตย์ พันพินิตจันทรา เขาดูเวลาพระอาทิตย์พระจันทร์ทั้งกลางวันกลางคืน เขาผลัดกันตื่นอยู่ไม่หลับ นับเม็ดในขันนาฬิกาว่ากี่บาทต่อกี่บาทไม่คลาดเลย ใครจะสู้เขาได้

                นาฬิกา ในพระราชวังแน่กว่าที่ไหน ๆ หมด พระสงฆ์ผู้ใหญ่ ๆ มักพูดกันอย่างนี้ ถึงพวกโหรนี้แต่ละนาย ๆ บวชแก่วัดมาหลาย ๆปี ใจหยาบคายโล้เล้เฉินเช่ยอย่างนี้เหมือนกับชาววัด สำหรับจะมานั่งรับนั่งออก ชมยศคนที่อยากอวดยศ ทำปั้นปึ่งขึงโสไว้ตัวเป็นผู้ใหญ่ผู้เฒ่าเปล่า ๆ ไม่เอาใจใส่ในการเป็นวิสัยของความรู้วิทยาเป็นการละเอียดการประหลาด

                ควร เป็นที่สังเกตจดหมายเหตุไว้เป็นตัวอย่างสืบไปภายหน้าเพราะนาฬิกาตั้งไม่แน่ อย่างว่ามานี้อย่างหนึ่ง เป็นที่ให้ผิดจากจริงอีกอย่างหนึ่ง เพราะดูดวงอาทิตย์ด้วยการดูหยาบคายนัก คือตั้งขันน้ำลงดูบ้าง เอากระจกฉายดูบ้าง ป้องหน้าดูบ้างเอากระจกเงา ฤา แว่นตาลนควันไต้ควันเทียนดูบ้าง เครื่องมือหยาบคายสกปรกอย่างนี้ แรกจับแต่น้อยก็ไม่เห็น ได้มีพระบรมราชองค์การทรงดำรัส ยืนยันว่าแต่ครั้งหลัง ๆ มามีผู้ดูสุริยุปราคาด้วยแว่นสำหรับวัดแดด มีกระจกเขียวกระจกแดงต่าง ๆ กัน กล้องส่องมีกระจกเขียวกระจกแดงเหลืองต่าง ๆ บังตาบ้าง เห็นว่าจับแล้วบอกแก่โหร ฯ ก็เอามือป้องหน้าดู เถียงว่ายังไม่จับ ช้าอยู่หลายนาที ๆ จึงยอมให้ประโคมว่าจับ

                ตั้งแต่ นี้ไปการหยาบ ๆ ไพร่ ๆ สกปรกอย่างใจชาววัด คนมาแต่วัดเช่นนี้ ให้พวกโหรคิดเงือดงดเสีย จงเอาใจใส่การให้ละเอียดตามพนักงานของตัว อย่ารับเบี้ยหวัดเสียเปล่า”

                สุริยุปราคา ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2411 เป็นการประกาศพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในทางดารา ศาสตร์ แต่ก็เป็นสิ่งนำความวิปโยคมาสู่ชาวไทย เพราะเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับกรุงเทพฯได้เพียง 5 วันก็ทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 นั่นเอง