Get Adobe Flash player

เรื่องพระยาตะนาวศรี (ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                แต่เมื่อเรามาตรวจค้นหนังสือที่คนอังกฤษและฝรั่งเศสเขาเขียนเล่าไว้เกี่ยวกับพระยาตะนาวศรีนี้ ก็ได้ข้อความที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง สมควรที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อความรู้ที่สมบูรณ์บาทหลวงฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อ เดอ เบซ (De Beze) ซึ่งขณะนั้นดำรงชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เขียนเล่าไว้ว่า

                ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระหว่างที่โกษาปานราชทูตไทย เฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศสอยู่นั้น บริษัทอินเดียตะวันออกของประเทศอังกฤษประสบความยากลำบากในการค้าขายกับชาวไทยจนถึงกับต้องเลิกล้มกิจการในกรุงศรีอยุธยา และเอาทำการบริษัทให้คนอื่นเช่า เมื่ออังกฤษค้าขายขาดทุน ก็พยายามพาลกับไทย กล่าวหาว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงเป็นหนี้สินบริษัทอังกฤษ และเจ้าพระยาวิชเยนทร์เป็นคนไม่ดี เป็นฝรั่งเสียเปล่ากลับไปเข้าข้างชาวสยาม คนอังกฤษผู้หนึ่งชื่อ แซมูเอล พอทส์ (Samuel Pott) มีนิสัยต่ำช้าหยาบคาย ก่อเรื่องกวนพระทัยสมเด็จพระนารายณ์อยู่เสมอ

                บาทหลวงเดอเบซเขียนบันทึกไว้ว่า เจ้าพระยาวิชเยนทร์นั้นเป็นผู้แต่งตั้งให้นายริชาร์ด เบอนาบีเป็นเจ้าเมืองมะริดเอง และแต่งตั้งให้นายแซมูเอล ไวท์ เป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีอยู่ที่เมืองตะนาวศรี (ไม่ใช่เจ้ากรมท่าเรือที่เมืองมะริดตามที่ประวัติศาสตร์ไทยเล่าไว้) นายแซมูเอล ไวท์ นี้ บาทหลวงเดอ เบซ กล่าวว่าเป็นฝรั่งที่มีแต่ความโลภ กดขี่ข่มเหงชนชาวไทยที่อยู่ในเมืองตะนาวศรี ขู่เข็ญแย่งชิงทรัพย์สมบัติของคนไทยมาเป็นของตนจนตัวเองร่ำรวยมหาศาล ถึงแม้เจ้าพระยาวิชเยนทร์จะได้ทราบข่าวเกี่ยวกับความประพฤติของฝรั่งคนนี้ และได้ตักเตือนให้พยายามโลภ และโกงน้อยลงสักหน่อย นายแซมูเอล ไวท์ ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านอัครเสนาบดีกรุงสยาม เพราะปีศาจแห่งความโลภได้เข้าครอบครองวิญญาณเขาแล้ว นายแซมูเอล ไวท์นี้มีความฝันว่าวันหนึ่งเขาจะไปใช้ชีวิตอยู่ในยุโรป จึงพยายามขนทรัพย์สมบัติที่ขโมยมาได้จากคนไทย ไปสุมเก็บไว้ที่เมืองมาดราสในประเทศอินเดีย ผู้สำเร็จราชการเมืองมาดราสในสมัยนั้นคือนายอีไลฮู เยล (Elihu Yale) ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Yale ในสหรัฐอเมริกา นายเยลนี้เป็นเพื่อนกับนายไวท์ จึงให้ความสะดวกต่อนายไวท์ทุกประการ

                รวมความแล้ว นายไวท์ เจ้าหน้าที่เก็บภาษีเมืองตะนาวศรีคบคิดกับนายเบอนาบี ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงไว้พระทัยแต่งตั้งให้เป็นถึงเจ้าเมืองมะริด วางแผนการทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดินสยาม ไปติดต่อกับนายเยล เจ้าเมืองมาดราส ( Madras) ที่อินเดีย ให้ส่งเรือรบมายึดเมืองมะริด และตะนาวศรีซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญของไทย เมื่ออังกฤษส่งเรือสำเภาและทหารมาจริง ฝรั่งทั้งสองคนนี้ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

                บาทหลวงเดอ เบซ เล่าต่อไปว่า นายเบอนาบีทราบดีกว่าการกระทำของเขาและความคดโกงของนายไวท์นั้น ได้ก่อความเกลียดชังในหมู่คนไทยที่เมืองมะริด และเมืองตะนาวศรีมาก เขาจึงพยายามป้องกันตัวโดยสร้างบ้านที่อยู่นั้นให้มิดชิดแข็งแรงดุจป้อมปราการ มีกำแพงชั้นนอกติดปืนใหญ่ มีทหารชาวอังกฤษยึดมั่นอารักขาอยู่ ฝ่ายไทยไม่กล้ายกพวกเข้าโจมตี จึงทำอุบายจะแอบฆ่าฝรั่งทั้งหมดเวลาเขาออกจากบ้านและเดินมาพบกัปตันอังกฤษที่เรือสำเภา วันหนึ่งกลุ่มชาวไทยหลบซ่อนอยู่ คนไทยผู้หนึ่งคอยฝรั่งไปกินเหล้าไปจนเมาเต็มทีแล้วก็ยังไม่เห็นฝรั่งออกมาสักที จึงวิ่งเข้าโจมตีบ้านฝรั่งแต่ผู้เดียวเลยถูกทหารอังกฤษยิงเอา เมื่อเจ็บตัวก็ร้องลั่น ขอให้เพื่อนฝูงมาช่วย จึงเกิดการรบราฆ่าฟันกันใหญ่ ฝ่ายไทยก็ยกพลเข้าโจมตีทัพของเรานั้นประกอบด้วยคนเมาบ้างและคนไม่เมาบ้าง ฝ่ายทหารอังกฤษก็ต่อสู้เต็มที่ ยิงปืนถูกบ้างไม่ถูกบ้าง แต่คงจะยิงไม่เก่งนัก เพราะกระสุนปืนใหญ่ลูกหนึ่ง ยิงอย่างไรไม่ทราบเกิดไฟลุกขึ้นเผาลามมาถึงที่เก็บดินประสิวในบ้านนั้น เลยคลังกระสุนระเบิดขึ้นทั้งอัน มีผลให้คนไทยสามารถบุกเข้ามาในบ้านได้ พวกอังกฤษถูกฆ่าตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ที่เหลืออยู่ก็พยายามตีฝ่าวงล้อมกลับไปที่ท่าเรือ กัปตันเวลเดนและนายไวท์นั้นยังโชคดี กระโดดลงเรือเล็กกรรเชียงกลับมาที่สำเภาอังกฤษได้สำเร็จ แต่นายเบอนาบีเองถูกทิ้งไว้ในเมืองมะริดและถูกคนไทยฆ่าตาย คนอังกฤษที่ไม่ได้ลงเรือสำเภาหนีนั้น บาทหลวงเดอเบซบันทึกว่า ถูกคนไทยฆ่าตายอย่างไม่มีความปรานี ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือลูกเล็กเด็กแดง แม้กระทั่งฝรั่งชาติสเปญและปอร์ตุเกตที่พำนักอยู่ในเมืองมะริดก็ถูกฆ่าตายตามไปด้วย