Get Adobe Flash player

การประชวรครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นกษัตริย์สยามที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่ง รอบรู้ในหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ซ้ำยังได้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาต่างประเทศอีกมากหลาย นอกจากนั้นยังทรงชำนาญในตำราโหราศาสตร์ทั้งแบบไทยและฝรั่ง เมื่อถึง พ.ศ. 2411 จึงทรงคำนวณได้ว่า วันอังคารขึ้น 1 ค่ำเดือน 10 ปีมะโรงนั้น ทางโคจรของดวงอาทิตย์จะทำให้เห็นสุริยุปราคาหมดดวงได้ ที่ตำบลหว้ากอ จังหวังประจวบคีรีขันธ์ จึงทรงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง อัครราชวรเดช ออกจากกรุงเทพฯ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทรงประทับอยู่ที่พลับพลาซึ่งก่อสร้างไว้ชั่วคราวเป็นเวลาถึง 9 วัน เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯได้ 5 วันก็ทรงประชวรไข้จับ และสิ้นพระชนมายุภายในเวลาไม่กี่วันต่อมา

                เรื่องราวเกี่ยวกับการประชวรและสวรรคตของพระองค์นี้มีผู้เขียนเล่าไว้อย่างละเอียด เจ้านายที่ใกล้ชิดเป็นข้าหลวงผู้หนึ่งคือ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเขียนเล่าไว้ว่า เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเริ่มประชวรเป็นไข้นั้น ทรงสะบัดร้อนสะท้านหนาวเป็นคราว ๆ พระเสโท (เหงื่อ) ซึมทราบออกมากว่าที่เคยทรงพระประชวรไข้ในครั้งก่อน ๆ ได้เสวยพระโอสถ (ยา) เพื่อแก้ไขพระอาการก็ไม่ดีขึ้น จับสั่นไปทั้งพระกายาในเวลากลางคืน ทรงกระหายน้ำและเสวยพระกายาหารไม่ลง หลังจากนั้นพระอาการก็แปรไปทางอุจจาระธาติ พระบังคนตกเป็นพระโลหิตลิ่มเหลว ไปพระบังคนครั้งใดก็มีพระโลหิตเจืออยู่ทุก ๆ ครั้ง แพทย์หลวงพยายามถวายการรักษาเท่าใด พระอาการก็ทรุดลงทุกที ในที่สุดทรงทราบว่า การประชวรครั้งนี้เห็นจะเป็นที่สุดพระชนมายุสังขาร จึงทรงพยายามจัดการธุรกิจต่าง ๆ ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะสิ้นสวรรคต

                ขณะนั้น จางวางมหาดเล็กที่เฝ้ารักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด คือ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ท่านผู้นี้ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วง เพราะพระองค์ได้เลี้ยงดูมาแต่เด็กรักเหมือนลูก แต่เจ้าพระยาบุรุษราชพัลลภนี้ ในประวัติศาสตร์กล่าวว่ามักจะปฏิบัติตนไม่ค่อยดี ทำให้ขุนนางผู้ใหญ่รังเกียจไม่ชอบใจกันหลายท่าน สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงวิตกว่า สิ้นบุญวาสนาของพระองค์แล้ว พระยาบุรุษัตนราชพัลลพนี้อาจจะต้องลำบาก จึงรับสั่งว่า

                “ตัว เจ้ากับข้าก็ใช่เนื้อไข แต่ได้เลี้ยงดูมาแต่เล็กรักเหมือนลูกครั้งนี้เจ้ากับข้าจะแยกกันอยู่แยกกัน ไป ตัวเจ้าแต่ก่อนรักษาตัวไม่ดีให้เป็นที่รังเกียจผู้หลักผู้ใหญ่ ต่อไปภายหน้าไม่มีข้าแล้ว แต่ทำอย่างนี้จะรักษาตัวไปไม่ได้ ให้กลับใจรักษาตัวเสียใหม่ จะทำการสิ่งใดให้เอาเสียงผู้ใหญ่เป็นที่ตั้งจึงจะดี เจ้าอย่าถือตัวว่ามั่งมีศรีสุขข้าจะลำเลิกเจ้าเหมือนกับสมเด็จพระศรี สุริเยนทร์ลำเลิกข้ากับหาบ่นว่า ลูกเต้าได้ทรัพย์สินเงินทองก็เพราะบิดามารดาไม่ใช่หรือการต่อไปข้างหน้าไม่ มีตัวข้าแล้ว เจ้าอุตส่าห์รักษาตัวให้จงดี”

                เจ้า พระยาบุรุษรัตนราชพัลลพ ในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่าคบคิดกับพ่อค้าจีนต้มฝิ่นเถื่อนขาย เรื่องยังอยู่ในข่ายพิจารณา จึงกราบทูลออกตัวต่อองค์พระเจ้าแผ่นดินว่า

                “ถ้า ข้าพระพุทธเจ้าคบคิดกับเจ๊ก ต้มฝิ่นเถื่อนขายฝิ่นเถื่อนเป็นตั้วเหี่ยจริงดุจกล่าวแล้ว ให้พฤกษเทวดาอารักขเทวดา อากาศเทวดา พระเสื้อเมืองพระทรงเมือง และเทวดาที่รักษาพระมหาเศวตฉัตร จงบรรดาสังหารพลาญชีวิตข้าพระพุทธเจ้าให้ตายใน 3 วัน 7 วัน อย่าให้ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อไปอีกเลย”

                สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงรับสั่งว่า

                “ข้า รู้ดอกน่า เจ้าจะดีอย่างไรจะชั่วอย่างไร ข้าเลี้ยงเจ้ามาแต่เล็กแต่น้อย ข้าเห็นเป็นภัยแก่ตัวเจ้า ข้าช่วยรักษาภัยให้เจ้าดอกที่ข้าสอนเจ้าเมื่อตะกี้ไม่ใช่หรือ”

                แล้ว พระองค์จึงรับสั่งในเจ้าพระยาบุรุษรัตนราชพัลลพไปหาเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เพื่อฝากตัวขอพึ่งบารมีต่อไป หลังจากนั้นจึงพระราชทานสิ่งของสำคัญบางอย่างให้แก่พระราชวงศ์ที่ใกล้ชิด เช่นทรงให้ตลับทองคำลงยาใส่ทองคำบางตะพานหนัก 5 ตำลึง สำหรับลงยันต์ด้วยพระดินสอเพชรกับนาฬิกาใหญ่เที่ยงอย่างดีซุ้มหนึ่ง มีเข็มดูวันเดือนปีทุ่มโมงกับพระปทุมทำด้วยศิลาองค์หนึ่งแต่สมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอเจ้าฟ้ามหามาลา กรมขุนบำราชปรปักษ์ และพระราชทานนาฬิกาใหญ่มีแก้วเลี่ยมครอบ มีเข็มดูวันเดือนปีทุ่มโมงพร้อม มีปรอทดูร้อนดูหนาวให้แก่กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอที่ยังไม่มีวังนั้น พระราชทานเงินองค์ละ 30 ชั่งทุกพระองค์ จะได้สร้างวังได้ เงิน 30 ชั่งนี้คิดชั่งหนึ่งเท่ากับ 80 บาท 30 ชั่งก็เท่ากับ 2,400 บาท ในสมัยนั้นเงินเพียง 2,400 บาท ก็สามารถสร้างวังได้สบาย

                ต่อ มาวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำเวลาบ่าย 3 โมงเศษ จึงรับสั่งให้พระราชโกษา กรมพระภูษามาลาไปเฝ้า เพื่อสั่งเสียเรื่องการแต่งพระองค์ และพิธีต่าง ๆ หลังจากสิ้นสวรรคตแล้ว ทรงแสดงความประสงค์ว่า ไม่ปรารถนาจะใช้เครื่องประดับที่เป็นของแผ่นดินให้หมดเปลือง ต้องการเลือกแต่ชิ้นที่เป็นของพระองค์เอง และทรงกำชับให้แจกส่วนสำคัญของพระกายาต่อพระโอรสธิดาโดยทั่วถึง ทรงตรัสแก่พระราชโกษาว่า

                “... เมื่อ ข้าไม่มีตัวตนแล้ว เจ้าจะทำในสรีรร่างกายของข้า สิ่งใดไม่เป็นที่ชอบใจอยู่แต่ก่อน ขออย่าได้ทำ เป็นต้นว่า แหวนที่จะใส่ปากผี เอาเชือกผูกแหวนแขวนห้อยไว้ที่ปาก กลัวผีจะกลืนแหวนเข้าไป อย่างนี้จงอย่าได้ทำแก่ข้าเลย แต่อย่าให้เสียธรรมเนียม แหวนที่จะใส่ปากนั้น ให้เอาเชือกผูกแหวนที่เข็มกลัดคอเสื้อ เพชรที่ข้าได้ว่าขอไว้นานแล้ว เมื่อจะตายจะเอากลัดไปด้วย ราคาก็ไม่มากนัก เพียง 50 ชั่งเศษ (ประมาณ 4000 กว่าบาท) แล้วจะได้ทำพระฉลองพระองค์ด้วย เข็มขัดที่จะคาดนั้นอย่าให้เอาของแผ่นดิน ให้เอาของเดิมของข้า ที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ซื้อหลวงพิทักษ์มนตรีนั้น แหวนที่จะใส่นั้นได้จัดมอบไว้แล้ว ให้ไปถามพ่อกลางดูเถิด สังวาลเครื่องต้นเอาสายที่ข้าทำใหม่ อย่าให้เอาสายสำหรับแผ่นดิน ให้เอาของที่ข้าทำใหม่ การอื่นๆ นอกนั้นก็ให้ไปปรึกษาพ่อกลางดูเถิด แต่อย่าให้เกี่ยวข้องเป็นของแผ่นดิน ของแผ่นดินนั้นเจ้าแผ่นดินใหม่ท่านจะได้ใส่เลียบพระนคร เมื่อเอาโกศลงเปลื้องเครื่องให้ค้นดูในปาก ฟันมีก็ให้เอาไว้ให้หมด จะได้แจกลูกที่ยังไม่ได้ให้พอกัน ถ้าฟันไม่พอกัน ให้ถอดเอาเล็บมือ ถ้าเล็บมือไม่พอ ให้ถอดเอาเล็บตีน แบ่งปันกันไปกว่าจะพอ”

ใน เย็นวันนั้น จึงรับสั่งให้พระศรีสุนทรโวหาร (ฟัก) เปรียญเข้าเฝ้าที่ข้างพระบรรทม เพื่อจดพระราชนิพนธ์คำขอขมาและลาพระสงฆ์เป็นภาษาบาลีซึ่งแปลเป็นภาษาไทยไว้ ดังนี้

“ขอ เตือนสงฆ์จงรู้ เมื่อครั้งดีฉันเป็นภิกษุอยู่ ดีฉันได้กล่าววาจานี้เนือง ๆ ว่า เพราะดีฉันได้เกิดแล้วในวันมหาปวารณา เมื่อจะทำกาละถ้าในวันมหาปวารณาป่วยหนักลง ภิกษุสงฆ์สามเณรช่วยนำไปยังที่สงฆ์ประชุมธรรมมหาปวารณา ณ โรงอุโบสถประกอบไปด้วยกำลังเช่นนั้น ด้วยกำลังเช่นใดเล่า ดีฉันจะพึงปวารณากะสงฆ์ถ้วย กำหนด 3 คำได้แล้ว ทำกาละ ณ ที่เฉพาะหน้าสงฆ์ ความที่ดีฉันทำได้ดังนี้ จะเป็นกรรมดีเทียวหนอ ความทำได้ดังนี้ จะเป็นกรรมสมควรแก่ดีฉันเทียวหนอ วาจาเช่นนี้ ดีฉันได้กล่าวแล้วเนือง ๆ เมื่อครั้งเป็นภิกษุ บัดนี้ดีฉันเป็นคฤหัสถ์เสียแล้วจักทำอะไรได้ เพราะเหตุนั้นดีฉันจึงส่งเครื่องสักการะเหล่านี้ไปยังวิหาร บูชาสงฆ์ซึ่งทำปวารณากรรมกับทั้งพระธรรม ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้ทำให้เป็นประหนึ่งตน วันมหาปวารณาวันนี้เป็นวันพฤหัสบดีเช่นกับวันดีฉันเกิดเหมือนกัน อาพาธของดีฉันก็เจริญกล้า ดีฉันกลัวอยู่ว่าจะทำการกาลเสีย ณ เวลาวันนี้ ดีฉันขอลาพระสงฆ์อภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้อรหันต์สัมมาสัมพุทธ แม้ปรินิพพานแล้วนาน นมัสการพระธรรม นอบน้อมพระอริยสงฆ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ดีฉันได้ถึงพระรัตนตรัยไรเล่าว่าเป็นสรณที่พึ่ง โทษล่วงเกินได้เป็นไปล่วงดิฉันผู้พาลอย่างไร ผู้หลงอย่างไรทำอกุศลกรรมไว้แล้ว ณ อัตภาพนี้ พระสงฆ์จงรับโทษที่เป็นไปล่วงโดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงจริงของดีฉันผู้นั้น เพื่อสำรวมระวังต่อไป

บัด นี้ดีฉันได้ทำความอธิษฐาน การสำรวมในศีล 5 แล้วมนัสการความธรรมในใจเช่นนี้ ดีฉันได้ให้เกิดขึ้นศึกษาอยู่ ในขันธ์ทั้ง 5 อายตนภายใน 6 อายตนภายนอก 6 วิญญาณ 6 สัมผัส 6 เวทนาที่เป็นไปในหกทวาร 6 สิ่งใดที่สัตว์มาถือเอามั่นจะพึงเป็นของหาโทษมิได้ อนึ่งบุรุษมายึดมั่นสิ่งไรไว้จะเป็นผู้หาโทษมิได้สิ่งนั้นไม่มีเลยในโลก ดีฉันมาศึกษาการยึดมั่นอยู่ว่าสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายทั้งปวงใช่ตัวตน ย่อมเป็นไปตามปัจจัย สิ่งนั้นใช่ของเรา ส่วนนั้นไม่เป็นเรา ส่วนนั้นมิใช่ตัวตนของเรา ดังนี้ ความตายใด ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ความตายนั้นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะความตายนั้นเป็นธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วเถิด ดีฉันของลา ดีฉันไหว้ สิ่งใดดีแนได้ผิดพลั้ง สงฆ์จงอดสิ่งทั้งปวงนั้นแก่ดีฉันเถิด

เมื่อกายของดีฉันแม้กระสับกระส่ายอยู่ จิตของดีฉันจะไม่กระสับกระส่าย

ดีฉันมาทำความไปตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าศึกษาอยู่ด้วยประการดังนี้”

เหตุการณ์ขณะเสด็จสวรรคตนั้น เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงได้จดบันทึกไว้อย่างละเอียด มีใจความดังนี้

“ครั้น เวลา 2 ทุ่ม 6 บาท จึงรับสั่งเรียกพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภว่า พ่อเพ็งเอาโถมารองเบาให้พ่อที พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภจึงเชิญเอาโถพระบังคนขึ้นไปบนพระแท่น ถวายลงพระบังคนแล้วก็พลิกพระองค์ไปข้างทิศตะวันออก รับสั่งบอกว่าจะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วพลิกพระองค์หันพระพักตร์สู่เบื้องตะวันตก ก็รับสั่งบอกอีกว่า จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว แล้วก็ทรงภาวนาว่า อรหังสัมมา สัมพุทโธ ทรงอัดนิ่งไปแล้วผ่อนอัสสาส ปัสสาส เป็นคราวๆ ยาวแล้วผ่อนสั้นเข้าทีละน้อยๆ ทรงพระสุรเสียงมีสำเนียงดัง โธ โธ ทุกครั้ง สั้นเข้า โธ ก็เบาลงทุกที ตลอดไปจนยามหนึ่งก็ดังครอกเบาๆ พอระฆังยามหอภูวดลทัศไนย์ย่ำก่างๆ นกตุ๊ดก็ร้องขึ้นตุ๊ดหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคต”

สมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเริ่มพระประชวร หลังจากเสด็จประพาสจังหวัดประจวบคีรีขันท์ได้เป็นเวลา 2 อาทิตย์พอดี ในประวัติศาสตร์มักจะกล่าวกันว่า ทรงเป็นไข้ป่าพระอาการหนักจึงสิ้นพระชนม์ คำว่าไข้ป่านี้ เราเข้าใจกันในสมัยนี้ว่าเป็นโรคมาเลเรีย (Malaria) แต่ เมื่อเราพิจารณาข้อความ ที่เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง ข้าหลวงมหาดเล็กบันทึกไว้นี้ จะรู้สึกข้องใจ เพราะพระอาการต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุ ไม่ต้องตรงกับลักษณะของโรคมาเลเรียเลย ยกเว้นการมีไข้จับสั่นเท่านั้น จะสังเกตุได้ว่าพระอาการที่กล่าวถึงนั้น ไปทางด้านไข้ขึ้นสูงจนพระเสโท (เหงื่อ) ออกท่วมกายปวดเสียดที่ท้อง เพราะตอนหนึ่งในจดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า

“รับ สั่งกับหลวงราโชว่า หมอขา ข้ามีธุระจะทำการ หมอช่วยแก้ไขดับทุกขเวทนา ลมที่เสียดแทงให้ถอยลงสักหน่อย จะได้หรือไม่ได้ หลวงราโชรับสั่งว่า จะฉลองพระเดชพระคุณได้ด้วยเกล้า หลวงราโชก็แก้ไขถวายอยู่งาน พอพระอาการพระวาโยที่เสียดแทงขึ้นคลายลง”

นอกจากนั้น พระอาการแปรไปทางอุจจาระธาตุซึ่งออกปนกับเลือด จึงกล่าวได้ว่าพระบังคนตกเป็นพระโลหิตลิ้มเหลว ร่างกายเสียน้ำจนเกิด Dehydration ทำให้ทรงเชื่อมกระหายน้ำนัก อาการเหล่านี้มักจะไม่พบในบุคคลที่เป็นโรคไข้ป่าหรือมาเลเรีย แต่เกิดขึ้นกับผู้เป็นโรค Dysentery คือ ท้องร่วง อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อประทับอยู่ที่พลับพลาตรงตำบลหว้ากอ แขวงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นี้ พระกระยาหารที่เสวยหรือน้ำที่ตักมาถวาย จะไม่สะอาดเพียงพอ มีเชื้อโรคที่สมัยนี้เรียกว่า Shigella หรือ Salmonella ปะปน อยู่ได้ เราทราบดีว่า เชื้อบัคทีเรียทั้งสองนี้สามารถทำให้เกิดอาการไข้จับสั่น เหงื่อออก ปวดท้อง และอุจจาระเหลวปนกับเลือด และเมื่อร่างกายเสียน้ำจนเกิดการแห้งขึ้น ความดันโลหิตจะลดลง จนเข้าเขตช๊อคถึงแก่สิ้นชีวิตได้ สรุปแล้วเมื่อดูพระอาการต่าง ๆ พระองค์คงมิได้ประชวรและสิ้นพระชนม์เพราะโรคไข้ป่า น่าจะเป็นเพราะโรค Dysentery เป็นสาเหตุมากกว่า

พระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรเมื่อวันอาทิตย์เดือน 10 ขึ้น 13 ค่ำ เวลาทุ่มเศษ เมื่อถึงวันพฤหัสบดีเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ จึงสวรรคตในเวลายามหนึ่ง หลังจากดำรงอยู่ในราชสมบัติ 18 ปี