Get Adobe Flash player

เปลี่ยนแผ่นดินเมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าสวรรคต โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ในพ.ศ. 2411 สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณว่าจะเกิดสุริยุปราคาในประเทศสยามเป็นวันอังคารขึ้น 1 ค่ำเดือน 10 และถิ่นที่เดียวซึ่งจะเห็นสุริยุปราคาหมดดวงได้คือ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

                จึง ทรงเดินทางโดยสารเรือพระที่นั่งอัครราชวรเดชไปจนถึงจังหวัดนี้ ประทับอยู่ที่พลับพลาซึ่งสร้างไว้ชั่วคราว มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตามเสด็จเป็นจำนวนมาก รวมทั้งกงสุลอังกฤษ และนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศสด้วย เซอร์แฮรี่ ออร์ด เจ้าเมืองสิงคโปร์ก็ขึ้นมาเฝ้าพระองค์ สุริยุปราคาก็ปรากฎขึ้นตามที่ได้ทรงคำนวณไว้ทุกประการ

                สมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระโสมนัสเป็นอย่างมาก ประทับอยู่ที่ตำบลหว้ากอเป็นเวลา 9 วัน จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ขึ้น 4 ค่ำ แต่ต่อมาอีกเพียง 5 วัน ถึงวันพุธเดือน 10 ขึ้น 9 ค่ำ ก็มีอาการประชวรไข้จับ หมอหลวงพยายามถวายโอสถกี่ขนานก็ไม่หายพระอาการทรุดลงทุกที จนตระหนักว่าการประชวรครั้งนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายเป็นที่สิ้นสุดของพระชน มายุสังขารอย่างแน่นอน

                เจ้า ฟ้าจุฬาลงกรณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ ขณะนั้นมีพระชนม์เพียง 16 พรรษา เสด็จเข้าพยาบาลพระบิดาอยู่เคียงข้าง แต่เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวลูบพระพักตร์ของพระโอรสรู้สึกร้อนผิด ปกติ จึงทราบว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ประชวรหนักอยู่ด้วย รับสั่งให้เสด็จกลับไปรักษาพระกายที่ตำหนักสวนกุหลายเสีย ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าไข้

                เจ้า ฟ้าจุฬาลงกรณ์ประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนกุหลาบ พระโรคก็ยิ่งกำเริบมากขึ้น ประชวรหนักอยู่หลายวัน เมื่อพระอาการค่อยคลายลง ก็ยังเกิดพระยอดมีพิษที่พระศอ อาการกลับทรุดหนักลงไปอีก ข้าราชการผู้ใหญ่ต่างไม่แน่ใจว่าเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ผู้เป็นรัชทายาทจะรอด ชีวิตได้หรือไม่

                เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหมจึงประชุมข้าราชการทั้งปวง กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรพระอาการหนักนัก เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ประชวรอยู่เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประมาท ประเทศบ้านเมืองอาจจะตกอยู่ในภัยอันตราย เพราะเมื่อทั้งองค์พระเจ้าแผ่นดิน และพระโอรสพระองค์ใหญ่ประชวรหนักกันทั้งคู่ อาจมีผู้ใดคิดแย่งชิงอำนาจได้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงจัดตั้งกองทหาร จุกช่องล้อมวงศ์รักษาพระบรมมหาราชวังอย่างเข้มแข็ง และส่งทหารอีกกองหนึ่งไปล้อมรักษาพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ประทับอยู่

                พระมหากษัตริย์นั้น เวลาจะเสด็จสวรรคต มักมีความห่วงใย 2 ประการ เรื่องแรก คือความสงบปลอดภัยของบ้านเมือง เพราะ พระเจ้าแผ่นดินเป็นทั้งมันสมองและหัวใจของประเทศชาติ เมื่ออ่อนพลังลงความวิปริตโกลาหลอาจจะเกิดขึ้นได้ สิ่งที่สอง ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทุกองค์ทรงวิตกก่อนเสด็จสวรรคต คือพระโอรสธิดาและราชวงศ์ทั้งหลาย เพราะสิ้นบุญวาสนาของพระองค์เองแล้ว อาจมีผู้อื่นมาแย่งชิงอำนาจฆ่าล้างลูกหลานหมดทั้งโคตร เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อกษัตริย์องค์ใหม่

                สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่าข้าราชการที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศเวลานั้นคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้ว่าที่สมุหกลาโหม พระองค์จึงส่งพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ มหาดเล็กซึ่งเฝ้ารักษาพยาบาลอยู่ ไปบอกแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ว่า

                “ข้า ให้เรียนคุณศรีสุริยวงศ์ ข้าเป็นคนลูกมากรากดก แล้วลูกก็ยังเล็กเด็กอยู่ไหน ๆ คุณศรีสุริยวงศ์ก็ได้อุปถัมภ์บำรุงข้ามา ถ้าข้าไม่มีตัวแล้ว ขอให้คุณศรีสุริยวงศ์อุปถัมภ์บำรุงลูกข้าเหมือนอย่างตัวข้า ขออย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางด้วยการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ”

                เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์จึงกราบทูลท่านได้สั่งให้ทหารล้อมวง ตั้งกองรักษาพระบรมมหาราชวัง และพระตำหนักสวนกุหลาบเรียบร้อยแล้ว โดยมีพระยาฤทธิไกรและพนักงานกรมพระตำรวจนอกซ้ายขวารวมทั้งทหารอย่างยุโรป ประจำหน้าที่ทุกแห่งไป

                เมื่อ สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็ดูพระกิริยาและพระอาการกระปรี้ กระเปร่าแข็งแรงขึ้น รับสั่งต่อพระราชธิดาพระองค์เจ้าโสมาวดี ซึ่งเฝ้าพยาบาลอยู่ว่า

                “แม่หนูโสมจ๋า ขอน้ำให้พ่อกินที”

                เมื่อ เสวยน้ำแล้ว ทรงนิ่งตรึกตรองสักครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงรับสั่งต่อว่าที่ใช้ให้พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภไปเรียนแก่เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์นั้น มิใช่จะไปขอฝากฝังให้ลูกเต้าได้ราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงดำรัสให้เจ้าหญิงโสมาวดีแจ้งแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ใหม่ว่า การจะเลือกพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่นั้น ขอให้เอาความมั่นคงของประเทศเป็นจุดสำคัญ พระองค์เองมิได้ตั้งพระทัยให้โอรสองค์ใหญ่มีสิทธิเป็นรัชทายาทแต่ผู้เดียว กษัตริย์องค์ต่อไปจะเป็นพระน้องยาเธอหรือพระหลานเธอก็ได้ เพราะเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ก็ยังทรงพระเยาว์นัก จะบังคับบัญชาราชการเมืองได้หรือ ขอให้คิดปรึกษาประชุมกันให้ดี พระองค์มีความปรารถนาอย่างเดียวคือต้องการให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขต่อไป เท่านั้น

                เมื่อ พระองค์เจ้าหญิงโสมาวดีปฏิบัติตามรับสั่งเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงวิตกว่า ข้าราชการผู้ใหญ่จะยังไม่เข้าใจความคิดเห็นของพระองค์ดี จึงให้พระศรีสุนทรโวหารเขียนกระแสรับสั่งของพระองค์เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ผู้ ซึ่งจะครองราชสมบัติต่อไปนั้นขอให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากัน แล้วแต่จะเห็นว่าเจ้านายองค์ใดจะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอก็ดี พระเจ้าลูกยาเธอก็ดี พระเจ้าหลานเธอก็ดี เมื่อเห็นพร้อมกันว่า องค์โตจะปกครองแผ่นดินได้ ก็ให้ถวายราชสมบัติแต่พระองค์นั้น ข้อความดังกล่าวนี้ รับสั่งให้อ่านต่อหน้าที่ประชุมเสนาบดี

                เมื่อ ไม่ได้เห็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กลับมาเฝ้าเป็นเวลาหลายวันพระเจ้าอยู่หัวก็ทรง วิตกอีกว่า พระโอรสองค์ใหญ่จะสิ้นพระชนม์หรือไม่ จึงตรัสถามพระองค์เจ้าหญิงโสมาวดีว่า พ่อใหญ่นั้นสิ้นพระชนม์เสียแล้วหรือยังมีพระชนม์อยู่ ขอให้กราบทูลแต่โดยสัตย์จริง ถ้าสิ้นพระชนม์เสียแล้วจะได้หมดห่วง พระองค์เจ้าหญิงโสมาวดีจึงกราบทูลว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์นั้นได้ประชวรหนักจริง แต่ตอนนี้พระอาการค่อยคลายขึ้นแล้ว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงสั่งให้เจ้าพนักงาน นำพระหีบซึ่งทำด้วยงากรอบทองคำประดับเพชรทับทิมมรกต ราคา 200 ชั่ง ใส่เงินอีก 1000 ชั่ง นำไปพระราชทานแก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม

                ของ ขวัญที่ประทานนี้มีคุณค่า 1200 ชั่ง คิดเป็นเงิน 1 ชั่ง เท่ากับ 80 บาท ก็คำนวณได้ว่า มีคุณค่าถึง 9 หมื่น 6 พันบาท ซึ่งเทียบกับเงินสมัยนี้ ซึ่งมีค่ากว่าสมัยก่อนอย่างน้อยร้อยเท่า คงเหมือนของพระราชทานที่มีราคาร่วมหลายสิบล้านบาท

                วัน รุ่งขึ้นจึงให้เจ้าพนักงานนำพระธำมรงค์และพระประคำเครื่องไปมอบให้แก่เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์ พระประคำเครื่องนี้เป็นสมบัติมาแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถือกันมากว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งผู้ครองแผ่นดินเท่านั้นจะเก็บไว้ได้ การมอบพระประคำเครื่องให้แก่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์นี้ เป็นการให้เกียรติแก่ท่านข้าราชการผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินเวลานั้น และเป็นการแสดงการเชื่อพระทัยในความจงรักภักดีของขุนนางผู้ยิ่งใหญ่นี้เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์รับพระธำรงค์และพระประคำไว้แล้ว จึงนำไปถวายแก่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ณ พระตำหนักสวนกุหลาบทันที

                ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เราจะต้องยกย่องสรรเสริญตระกูลบุนนาค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ มีหลายระยะในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ที่ท่านขุนนางผู้ใหญ่นี้ มีอำนาจเป็นที่เกรงกลัวของเจ้านายอื่น ๆ มีกำลังทหารและอาวุธอยู่ในความควบคุมใหญ่หลวง แต่บุคคลในตระกูลนี้ ได้ถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินไทยมาโดยตลอด คอยให้ความคุ้มครองเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ไม่เคยที่จะคิดแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตนเอง

                เมื่อ ทรงตระหนักว่าใกล้จะสิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหมพร้อมกับเจ้าพระยาภูทราภัย สมุหนายกและพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เข้าเฝ้าเพื่อรับสั่งราชการเป็นครั้งสุดท้าย เหตุการณ์ตอนนี้ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงค์บันทึกไว้อย่างละเอียด มีใจความว่า

                “พระ เจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ท่านเจ้าพระยาภูทราภัย เข้าไปเฝ้า รับสั่งเรียกพระนามและชื่อเรียงกันไป แล้วรับสั่งให้เข้าไปเฝ้าใกล้พระแท่น ให้ยื่นมือเข้าไปถวายเอาพระหัตถ์มาทรงจับมือท่านทั้งสาม แล้วรับสั่งลาว่า

                วันนี้ พระจันทร์เต็มดวง เป็นวันเพ็ญอายุของฉันจะดับในวันนี้แล้ว ท่านทั้งหลายกับฉันได้ช่วยทำนุบำรุงประคับประคองกันมา บัดนี้กาลมาถึงฉันแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลาย ด้วยฉันออกอุทานวาจาไว้เมื่อบวชอยู่นั้นว่า วันใดเป็นวันเกิด อยากจะตายในวันนั้นวันเกิดเป็นวันเพ็ญ เดือน 11 วัน มหาปวารณา เมื่อป่วยไข้จะตายจะให้สิทธิ ณ วิหาริก อันเตวาสิกยกลงไป จะขอตายในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อเวลาที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณาก็บัดนี้เห็นจะไม่ได้พร้อมตาม ความปรารถนาไว้ เพราะเป็นคฤหัสถ์เสียแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลายไปจากภพนี้ในวันนี้แล้ว ฉันขอฝากลูกของฉันด้วย อย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งแก่ลูกของแนต่อไปด้วยเถิด ท่านก็พากันโศกเศร้าพากันร้องไห้ทั้งสาม จึงรับสั่งห้ามว่า

                อย่า ร้องไห้เลยจ๊ะ ความตายไม่เป็นของอัศจรรย์อะไรดอก ทรงว่าสัพเพสังขารา อนิจา สัพเพ ธัมมา อนัตตา ย่อมเหมือนกันทุกรูปทุกนาม แต่ผิดกันที่ตายก่อนตายหลัง แต่ก็ต้องตายเหมือนกันทั้งสิ้น ก็บัดนี้กาลมาถึงตัวฉันเข้าแล้ว ฉันจะได้อำลาท่าน ท่านเห็นว่าฉันจะพลัดพลาดจากไป มีความอาลัยรักใคร่ จึงได้ร้องไห้ด้วยความเสียดาย ก็บัดนี้ตัวฉันเป็นคนถึงเข้าก่อนแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะต้องถึงเหมือนกัน ผิดกันแต่ถึงก่อนถึงหลัง คงจะต้องไปทางเดียวอย่างนี้เหมือนกันทุกรูปทุกนาม