Get Adobe Flash player

เปลี่ยนแผ่นดินเมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าสวรรคต โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว เมื่อทรงตระหนักว่าใกล้จะสิ้นพระชนม์แล้ว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ สมุหกลาโหมพร้อมกับเจ้าพระยาภูทราภัย สมุหนายกและพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท เข้าเฝ้าเพื่อรับสั่งราชการเป็นครั้งสุดท้าย เหตุการณ์ตอนนี้ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรงค์บันทึกไว้อย่างละเอียด มีใจความว่า

               “พระ เจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ท่านเจ้าพระยาภูทราภัย เข้าไปเฝ้า รับสั่งเรียกพระนามและชื่อเรียงกันไป แล้วรับสั่งให้เข้าไปเฝ้าใกล้พระแท่น ให้ยื่นมือเข้าไปถวายเอาพระหัตถ์มาทรงจับมือท่านทั้งสาม แล้วรับสั่งลาว่า

               วันนี้ พระจันทร์เต็มดวง เป็นวันเพ็ญอายุของฉันจะดับในวันนี้แล้ว ท่านทั้งหลายกับฉันได้ช่วยทำนุบำรุงประคับประคองกันมา บัดนี้กาลมาถึงฉันแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลาย ด้วยฉันออกอุทานวาจาไว้เมื่อบวชอยู่นั้นว่า วันใดเป็นวันเกิด อยากจะตายในวันนั้นวันเกิดเป็นวันเพ็ญ เดือน 11 วัน มหาปวารณา เมื่อป่วยไข้จะตายจะให้สิทธิ ณ วิหาริก อันเตวาสิกยกลงไป จะขอตายในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อเวลาที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณาก็บัดนี้เห็นจะไม่ได้พร้อมตาม ความปรารถนาไว้ เพราะเป็นคฤหัสถ์เสียแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลายไปจากภพนี้ในวันนี้แล้ว ฉันขอฝากลูกของฉันด้วย อย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งแก่ลูกของแนต่อไปด้วยเถิด ท่านก็พากันโศกเศร้าพากันร้องไห้ทั้งสาม จึงรับสั่งห้ามว่า

               อย่า ร้องไห้เลยจ๊ะ ความตายไม่เป็นของอัศจรรย์อะไรดอก ทรงว่าสัพเพสังขารา อนิจา สัพเพ ธัมมา อนัตตา ย่อมเหมือนกันทุกรูปทุกนาม แต่ผิดกันที่ตายก่อนตายหลัง แต่ก็ต้องตายเหมือนกันทั้งสิ้น ก็บัดนี้กาลมาถึงตัวฉันเข้าแล้ว ฉันจะได้อำลาท่าน ท่านเห็นว่าฉันจะพลัดพลาดจากไป มีความอาลัยรักใคร่ จึงได้ร้องไห้ด้วยความเสียดาย ก็บัดนี้ตัวฉันเป็นคนถึงเข้าก่อนแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะต้องถึงเหมือนกัน ผิดกันแต่ถึงก่อนถึงหลัง คงจะต้องไปทางเดียวอย่างนี้เหมือนกันทุกรูปทุกนาม

               แล้วรับสั่งว่าคุณศรีสุริยวงศ์จ๋า ไข้หนักพักใหญ่ คนอื่น ๆ เขาตาลอยค้าง แต่ตัวของฉันอาการเจ็บไข้ก็มาก ทำไมตาจึงติดเป็นเหตุด้วยอะไร

               ท่าน เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ที่สมุหพระกลาโหม ก็หาได้กราบบังคับทูลประการใดไม่ จึงรับสั่งเรียก แม่หนูโสมจ๋า ขอผ้าขาวชุบน้ำมาซับตาให้พ่อ ครั้งซับพระเนตรแล้ว จึงได้ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ท่านเจ้าพระยาภูทราภัย แล้วรับสั่งว่า

               ฉันจะขอพูดด้วยการแผ่นดิน ยังหาได้สมาทานศีล 5 ประการไม่ ฉันเป็นคนป่วยไข้ จะขอสมาทานศีล 5 ประการเสียก่อนแล้วจึงจะพูดด้วยการแผ่นดิน

               จึง ทรงตั้งนโมขึ้น 3 หน ทรงสมาทานศีล 5 ประการจบแล้วเลยตรัสภาษาอังกฤษต่อไปอีกยืดยาวหลายองค์ แล้วรับสั่งว่าสมาทานศีลแล้ว ทำไมจึงพูดภาษาอังกฤษต่อไปอีกเล่า เพื่อจะสำแดงให้ท่านทั้งหลายเห็นว่าสติยังดีอยู่ ไม่ใช่ภาษาของตัว ก็ยังทรงจำได้แม่นยำแล้ว สติสตังยังดีอยู่ จะพูดด้วยการแผ่นดิน ท่านทั้งหลายจะได้สำคัญว่า ไม่ฟั่นเฟือนเลอะเทอะ สติยังดีอยู่

               ตัว ท่านกับฉันได้ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินมา ได้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดมาจนสิ้นตัวฉัน ถ้าสิ้นตัวฉันแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันทำนุบำรุงการแผ่นดินต่อไปให้เรียบร้อย สมณพราหมณ์อาณาประชาราษฎรจะได้ที่พึ่งอยู่เย็นเป็นสุข แต่ต้องรับฎีการ้องทุกข์ของราษฎรให้เหมือนฉันที่เคยรับมาแต่ก่อน

               อนึ่ง ผู้ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไปภายหน้า ให้พร้อมกันเลือกหาเอาเถิด จะเป็นพี่ก็ตาม จะเป็นน้องก็ตาม จะเป็นลูกก็ตามจะเป็นหลานก็ตาม สุดแต่จะเห็นพร้อมกันท่านพระองค์ใดมีปรีชาญาณควรจะรักษาแผ่นดินได้ ก็ยกขึ้นเป็นเจ้า จะได้ทำนุบำรุงแผ่นดินและพระราชวงศานุวงศ์ และราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป อย่าหันเหียนตามพระกระแสพระเจ้าแผ่นดินก่อนเลย เอาแต่ความดีความเจริญเป็นที่ตั้ง”

               ใน วันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำเวลายามหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระสวรรคต หลังจากดำรงอยู่ในราชสมบัติเป็นเวลาถึง 18 พรรษา

               เจ้า พระยาศรีสุริยวงศ์จึงเข้ามาในพระมหาราชวังเมื่อได้ข่าวสวรรคต สั่งจัดการรักษาพระที่นั่งทั้งข้างหน้าข้างใน ในองค์รักษ์และกรมอาสา 8 เหล่า กรมทหารอย่างยุโรปตั้งกองจุกช่องล้อมวงเสร็จสิ้น จึงมีบัญชาให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รวมทั้งพระราชาคณะฐานานุกรม 25 องค์และพระบรมวงศานุวงศ์เข้าประชุมที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ตรงหน้าพระมหาเศวตฉัตร เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กล่าวขึ้นในท่ามกลางประชุมว่า

               “เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ยังมีพระชนม์อยู่ได้ทรงอนุญาตโปรดเกล้าว่า ผู้ที่จะดำรงรักษาแผ่นดินต่อไปให้พร้อมเพรียงปรึกษารือกัน สุดแต่จะเห็นพร้อมยอมกัน จะเป็นพระเจ้าน้องยาเธอหรือพระเจ้าลูกยาเธอ หรือพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งทรงพระสติปัญญาวัยวุฒิรอบรู้ สรรพสิ่งทั้งปวง ควรจะปกป้องสมณะพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรได้ ก็สมมุติยกพระองค์นั้นขึ้นเป็นเจ้าเถิด มิได้ทรงรังเกียจที่จะให้ราชสมบัติแก่พระเจ้าลูกยาเธอนั้นหามิได้ ตามแต่พระบรมวงศานุวงศ์และท่านเสนาบดี

               บัด นี้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว แผ่นดินว่างอยู่ท่านทั้งหลายทั้งปวงแต่บรรดาอยู่ในที่ประชุมนี้ จะเห็นว่าเจ้านายท่านพระองค์ใดจะเป็นเจ้าเป็นที่พึ่งแก่พระบรมวงศานุวงศ์และ เสนาบดีอาณาประชาราษฎร์ อาจดับยุคเข็ญได้ ก็ให้ว่าขึ้นในท่ามกลางประชุมนี้ อย่าได้หวั่นหวาดเกรงขาม”

               กรม หลวงเทเวศร์วัชรินทร ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ ที่มีอาวุโสและพระชนม์แก่กว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง จึงรับสั่งเสนอแก่ที่ประชุมว่า สมควรยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ ต่อไป เหตุการณ์ตอนนี้กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ มีใจความว่า

               “ขณะ นั้น พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร ซึ่งมีพระชนมายุยิ่งกว่าพระราชวงศานุวงศ์ทั้งปวง จึงเสด็จลุกลุกพระชงฆ์ หันพระพักตร์ไปทางข้างตะวันออกประสานพระหัตถ์ ตรัสขึ้นในท่ามกลางประชุมว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระเดชาพระคุณ ได้ทรงทำนุบำรุงเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ และมุขมนตรีผู้ใหญ่ผู้น้องทั้งปวงมาเป็นอันมาก พระคุณเหลือล้น ไม่มีสิ่งใดจะทดแทนให้ถึงพระคุณได้ ขอให้ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิจประชานาถ ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เหมือนหนึ่งได้ทดแทนพระคุณพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

               เมื่อ กรมหลวงเทเวศร์ตรัสดังนี้แล้วเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงถามที่ประชุม เรียงพระองค์เจ้านายและเรียงตัวข้าราชการผู้ใหญ่แต่ส่วนพระ ถามเฉพาะกรมหมื่นบวรรังสีพระองค์เดียว ถามตั้งแต่กรมหลวงวงศาฯ เป็นต้นมา ทุกพระองค์ทุกท่านประสานพระหัตถ์และประสานมือยกขึ้นรับว่า

               “สมควร”

               เมื่อเห็นชอบพร้อมกันแล้ว เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงอาราธนาพระสงฆ์สวดชยันโตและถวายอดิเรก

               ถึง เวลาเช้า เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์จึงเชิญเสด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์มาจากพระตำหนักสวน กุหลาบ ขณะนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กำลังอ่อนเพลียมาก เพราะทรงประชวรมากว่าเดือน ซ้ำยังทรงมีความเศร้า ไม่สามารถเดินได้ ต้องทรงพระเก้าอี้หามขึ้นไป เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระบรมศพสมเด็จพระบิดาจึงยกพระหัตถ์ขึ้นถวายบังคม แล้วก็สลบแน่นิ่งไป

               เมื่อ วันพุธเดือน 12 แรม 12 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชจึงทรง รับบรมราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองกรุงสยามต่อไป