Get Adobe Flash player

เซอร์ทอมัส นอกซ์ กงสุลอังกฤษผู้ไม่รู้จักความกตัญญู โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เซอร์ทอมัส นอกซ์ นี้ แต่ก่อนเป็นนายทหารอังกฤษรับราชการในประเทศอินเดีย มีหน้าที่ฝึกทหารแขกให้เรียนรู้ยุทธการวิชารบสมัยใหม่ จึงนับว่าเป็นครูทหารที่มีความสามารถ เมื่อได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก ก็เปลี่ยนใจเดินทางออกจากประเทศอินเดียว ด้นดั้นสัมบุกสัมบันมาถึงกรุงสยาม เสนอตนต่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รับอาสาฝึกทหารไทย สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงส่งนายทอมัส นอกซ์ ไปรับใช้สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับแต่งตั้งเป็นครูทหารวังหน้า

 

               ร้อย เอกทอมัส นอกซ์ ปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดี เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาก ถึงกับพระราชทานภรรยาคนไทยที่ ชื่อ คุณปราง นายทอมัส นอกซ์จึงมีเมียเป็นคนไทยได้ลูกสาว 2 คน คนแรกตั้งชื่อว่า แฟนนี่ คนที่ 2  แค โรไลน์ ลูกสาวคนแรกส่งไปเรียนหนังสือในประเทศอังกฤษ ส่วนน้องสาวนั้น มีหน้าตาลักษณะเหมือนคนไทย ผมดำ ตาคม เติบโตและมีชีวิตอยู่ในเมืองไทย

               ระหว่าง ที่รับราชการอยู่ภายใต้บารมีของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น นายทอมัส นอกซ์ ได้แสดงความความจงรักภักดีกตัญญูรู้คุณ มีความชอบทางราชการ ถือได้ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ริเริ่มการจัดตั้งกองทัพบกไทย แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต และนายนอกซ์ออกจากราชการไทย มารับตำแหน่งเป็นกงสุลของประเทศอังกฤษ ท่านผู้นี้เปลี่ยนลักษณะจากหน้ามือเป็นหลังมือ แสดงความโอหังหยาบคาย แผลงฤทธิ์เบ่งอำนาจให้ไทยดูอยู่เสมอ

               นาย นอกซ์นี้ มีความสนใจเมืองเชียงใหม่ซึ่งอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยป่าไม้สัก แคโรไลน์ ลูกสาวคนที่สองของเขา ก็ได้แต่งงานกับนายหลุย ลิโอโนเวนส์ ลูกชายของนางแอนนา ซึ่งเคยมาสอนภาษาอังกฤษในพระราชสำนักของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นายหลุย ลิโอโนเวนส์นี้ มีอาชีพค้าขายไม้สักอยู่ทางภาคเหนือด้วย นอกจากเขาแล้วยังมีคนอังกฤษอีกมากมายที่ค้าไม้สักโดยจ้างคนพม่าตัดไม้ในเขต แดนไทย และเสียเงินส่งส่วยให้แก่เจ้าเมืองเชียงใหม่ตามธรรมเนียม

               เชียงใหม่ สมัย นั้นห่างไกลจากกรุงเทพฯต้องเดินทาง 2 เดือนกว่าจะถึง แม้จะมีเจ้านครปกครอง แต่ในเทือกเขารอบมีเชียงใหม่โจรผู้ร้ายชุกชุม สมัยนั้นไม่มีกรมตำรวจได้ผู้ร้ายแผลงฤทธิ์ทีไรก็เกณฑ์ผู้คนออกติดตามไล่จับ ทีหนึ่ง เมื่อจับกันแล้วก็ว่าความกันเองโดยไม่ต้องมีผู้พิพากษา เวลามีข้อวิวาทถ้าไม่แน่ใจว่า ฝ่ายใดถูกฝ่ายใดผิด ขุนนางที่ว่าความจะสั่งให้ผู้วิวาททั้งสองดำน้ำ ใครขึ้นก่อนก็เป็นฝ่ายผิด ใครปอดดีกลั้นหายใจได้นานกว่าก็ชนะความ รวมความแล้ว สถานการณ์ในเขตเชียงใหม่เวลานั้นไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำให้พวกพ่อค้าอังกฤษซึ่งทำมาหากินอยู่แถบนั้น ต้องประสบความยากลำบาก เพราะสินค้ามักถูกโจรปล้นเอาไป และเวลามีเรื่องวิวาทแย่งที่ดินกับชนชาวไทย ก็มักจะไม่ได้รับการตัดสินอย่างยุติธรรม

               นาย ทอมัส นอกซ์ จึงถือโอกาสยึดเรื่องเชียงใหม่นี้โวยวายประท้วงต่อรัฐบาลไทย เก็บคำร้องเรียนต่าง ๆ ของพ่อค้าฝ่ายอังกฤษหลายเรื่อง นำขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียกร้องเงินทองเป็น ค่าตอบแทน ฝ่ายรัฐบาลไทยจึงมีคำสั่งให้เจ้าราชภาคินัยมาเฝ้าที่กรุงเทพฯ เพื่อพบกับนายนอกซ์ กงสุลอังกฤษ และพิจารณาตัดสินข้อคดีต่าง ๆ ที่นายนอกซ์ได้ยื่นไว้ ศาลที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาคำฟ้องต่าง ๆ นี้มีฝรั่ง 2 คน และคนไทย 2 คน ฝรั่งคนหนึ่งชื่อนายรีด (Read) เป็นพ่อค้าจากเมืองสิงคโปร์ อีกคนหนึ่งเป็นข้าราชการในสถานกงสุลอังกฤษชื่อ นายนิวแมน (Newman) ส่วน ข้าราชการไทย 2 คน ชื่ออะไรผู้เขียนไม่ทราบ ผู้พิพากษาทั้ง 4 ตัดสินว่า เจ้าราชภาคินัยเจ้าเมืองเชียงใหม่จะต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น แก่ พ่อค้าอังกฤษ 11 รายเป็นเงินถึง 466,015 รูปี

               การ พิจารณาข้อฟ้องต่าง ๆ นี้ ทำกันอย่างรีบเร่งถึงแม้เจ้าราชภาคินัยจะขอเวลาสืบสอบข้อฟ้องต่าง ๆ ไปทางนครเชียงใหม่ หรือนำตัวพยานและผู้รู้เห็นเหตุการณ์ลงมาจากเชียงใหม่ นายทอมัส นอกซ์ก็ไม่ยอม บังคับให้ผู้พิพากษาตัดสินความอย่างรีบเร่ง และลำเอียง เอาพยานปลอมมาโกหกเข้าข้างอังกฤษหลายคน เมื่อผู้พิพากษาตัดสินให้พ่อค้าอังกฤษต่าง ๆ ร่ำรวย นายนอกซ์ก็แสดงความพอใจมาก ผู้เขียนไม่ทราบว่าเขาได้กินสินบนส่วนแบ่งด้วยหรือเปล่า หลังจากนั้นนายทอมัส นอกซ์ ก็แสดงอำนาจขู่เข็ญให้ฝ่ายไทยจ่ายเงินทันที

               เงิน สี่แสนหกหมื่นกว่ารูปีนี้ เป็นเงินจำนวนมากมาย เจ้าราชภาคินัยกราบทูลต่อสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า เชียงใหม่ไม่มีเงินมากขนาดนี้จะมาจ่ายให้ นายนอกซ์ กงสุลอังกฤษก็เสนอว่า ควรจะบังคับให้พระญาติต่าง ๆ ของเจ้าภาคินัยร่วมกันออกเงินให้ได้ครบถ้วน หรือมิฉะนั้นรัฐบาลกรุงสยามจะต้องออกเงินเองในฐานะที่เชียงใหม่เป็นเมือง ขึ้นของไทย ในที่สุดสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงให้เงินเจ้าราชภาคินัยยืม 2 แสน 3 หมื่นรูปี เพื่อจ่ายแก่นายทอมัส นอกซ์เป็นงวดแรก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นให้ใช้ภายในเวลา 6 เดือน

               การ ที่รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้แก่ชาวอังกฤษที่ประสบภัยอันตราย ในกรุงสยามนั้น ทำให้พ่อค้าอังกฤษเหล่านี้มีฐานะวิเศษกว่าคนไทยเอง เพราะถ้าพ่อค้าไทยถูกโจรปล้นในภูเขาเมืองเชียงใหม่ ก็จะไม่มีใครเอาเงินทองไปชดใช้ทดแทน ที่เราจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะถูกประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นมหาอำนาจกดขี่ข่มเหง เขาตีอินเดียแตก รบพม่าพ่ายแพ้ไปแล้ว จะมาเอาไทยเป็นเมืองขึ้นเมื่อไหร่ก็คงทำไดไม่ยาก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องระวังตัว และยอมให้เขาแผลงฤทธิ์ใส่ในบางกรณี ความจริงนั้นเวลามีเหตุการณ์เกิดขึ้น ที่เป็นภัยอันตรายต่อคนอังกฤษ เราก็ได้พยายามที่สุดที่จะจับผู้ร้ายมาลงโทษ ครั้งหนึ่งในปี 2419 มีโจรกลุ่มหนึ่งปล้น และฆ่าชาวอังกฤษตายไป 3 คน ฝ่ายไทยจับผู้ร้ายได้ทั้งกลุ่ม อ้ายพริก อ้ายบอน และอ้ายจีนคอง ซึ่งเป็นผู้ฆ่าฝรั่ง 3 คน ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ก่อนที่จะคอขาดนั้น แต่ละคนโดนเฆี่ยนด้วยหวาย 90 ที ส่วนจีนด้วง จีนดี จีนไข่นั้นร่วมปล้นด้วยแต่มิได้เป็นผู้ฆ่าเอง จึงถูกเฆี่ยนคนละ 90 ที และถูกสักหน้าผากว่า “ผู้ร้ายปล้น” อ้ายเล็กขโมยของต่อจากอ้ายพริก และอ้ายบอด เลยโดนเฆี่ยน 30 ที แม้กระทั่งข้าราชการคือขุนนาค และหมื่นวรุณ ก็ถูกจับใส่คุกเพราะปล่อยให้จีนด้วงหลบหนีไปได้พักหนึ่ง

               อีก เรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นความลำเอียงไม่เป็นธรรม และการใช้อำนาจของเซอร์ทอมัส นอกซ์นี้ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2418 เรือสำเภาอังกฤษชื่อ ราชนธี และเรือสำเภาไทยชื่อบางกอก ชนกันที่ปากน้ำขณะแล่นออกทะเลนำสินค้าไปขายที่สิงคโปร์ เมื่อสอบสวนได้ความว่า เรือไทยบางกอกแล่นนำหน้าอยู่ดี ๆ เรือราชนธีก็แซงขึ้นมา สมอของเรืออังกฤษซึ่งยื่นออกมาจากหัวเรือ แทงเรือไทยทะลุน้ำเข้าเอียงลำเอนเข้าชนเรืออังกฤษ ทั้งสองลำจึงจมลง สินค้าต่าง ๆ จมหายสู่ก้นทะเล นายทอมัส นอกซ์ กงสุลอังกฤษตัดสินความว่า เรือบางกอกของไทยเป็นฝ่ายผิด ทั้ง ๆ ที่เรือเราถูกชนก่อนและถูกสมอแทงจนทะลุ เมื่อเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศขอให้นายนอกซ์พิจารณษคดีนี้ใหม่พร้อมกับผู้ พิพากษาไทย  นายทอมัส นอกซ์ก็ปฏิเสธ เราจึงนำเรื่องขึ้นสู่รัฐบาลอังกฤษ แต่ประเทศอังกฤษนั้นก็ฟังแต่กงสุลของเขาเอง ตัดสินว่าไทยเราเป็นฝ่ายผิดตามเดิม เราไม่มีอำนาจพอที่จะทำอะไรได้ นอกจากยอมให้ฝ่ายคนไทยจ่ายเงินค่าเสียหายไป