Get Adobe Flash player

เซอร์ทอมัส นอกซ์ กงสุลอังกฤษผู้ไม่รู้จักความกตัญญู (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

(ความเดิมตอนที่แล้ว) อีกเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นความลำเอียงไม่เป็นธรรม และการใช้อำนาจของเซอร์ทอมัส นอกซ์นี้ เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2418 เรือสำเภาอังกฤษชื่อ ราชนธี และเรือสำเภาไทยชื่อบางกอก ชนกันที่ปากน้ำขณะแล่นออกทะเลนำสินค้าไปขายที่สิงคโปร์ เมื่อสอบสวนได้ความว่า เรือไทยบางกอกแล่นนำหน้าอยู่ดี ๆ เรือราชนธีก็แซงขึ้นมา สมอของเรืออังกฤษซึ่งยื่นออกมาจากหัวเรือ แทงเรือไทยทะลุน้ำเข้าเอียงลำเอนเข้าชนเรืออังกฤษ ทั้งสองลำจึงจมลง สินค้าต่าง ๆ จมหายสู่ก้นทะเล นายทอมัส นอกซ์ กงสุลอังกฤษตัดสินความว่า เรือบางกอกของไทยเป็นฝ่ายผิด ทั้ง ๆ ที่เรือเราถูกชนก่อนและถูกสมอแทงจนทะลุ เมื่อเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศขอให้นายนอกซ์พิจารณษคดีนี้ใหม่พร้อมกับผู้ พิพากษาไทย นายทอมัส นอกซ์ก็ปฏิเสธ เราจึงนำเรื่องขึ้นสู่รัฐบาลอังกฤษ แต่ประเทศอังกฤษนั้นก็ฟังแต่กงสุลของเขาเอง ตัดสินว่าไทยเราเป็นฝ่ายผิดตามเดิม เราไม่มีอำนาจพอที่จะทำอะไรได้ นอกจากยอมให้ฝ่ายคนไทยจ่ายเงินค่าเสียหายไป

                อีก เรื่องหนึ่งที่แสดงความโอหังของนายทอมัส นอกซ์เกิดขึ้นในปีต่อมา มีพ่อค้าพม่าคนหนึ่ง ยื่นเรื่องฟ้องว่าเขาถูกโจรปล้นในเขตแดนเชียงใหม่ เสียเงินทองไปถึง 54,420 รูปีเมื่อฟ้องเรื่องนี้ต่อกงสุลอังกฤษ นายนอกซ์ก็เต้นแร้งเต้นกาบังคับขู่เข็ญให้รัฐบาลไทยใช้เงินต่อพ่อค้าคนนี้ ทันที เมื่อฝ่ายไทยไม่ยอมจ่าย นายนอกซ์ก็แสดงอำนาจต่าง ๆ นานา จนในที่สุดเมื่อสอบสวนข้อความจากพยานทั้งหลาย รวมทั้งโจรคนหนึ่งที่จับได้ ปรากฎว่ากลุ่มโจรนั้นมิใช่คนไทยแต่เป็นชาวกะเหรี่ยง ซึ่งไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงสยาม ถึงแม้เราจะแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายไทยไม่ผิดแล้ว นายนอกซ์ก็ยังต้องการสตางค์ชดใช้อยู่ดี ร้อนถึงรัฐบาลอังกฤษต้องส่งนายพันเอก สตรีต (Major Street) มาสืบข้อความ ฝ่ายเราจึงชนะได้

                ความ ประพฤติของเซอร์ทอมัส นอกซ์นี้ เปรียบเหมือนคนบ้าที่ทั้งบ้าเงินบ้าอำนาจ ปล่อยให้ความเป็นใหญ่โตที่ตนได้มานั้น ขึ้นหัวจนลืมตัว ลืมไปว่าตนมาได้ดีมีอำนาจวาสนา ก็เพราะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว น่าสมเพชเวทนาที่บุคคลผู้นี้ได้สร้างชีวิตขึ้นในประเทศไทย แต่งงานมีลูกกับคนไทยแต่กลับทำตัวเป็นผู้อกตัญญู ทะเลาะเบาะแว้งกับขุนนางผู้ใหญ่อยู่เสมอ และชอบใช้ถ้อยคำหยาบคาย ถึงกับเคยด่าเจ้าพระยาภาณุวงศ์เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศว่า “ไอ้อัปรีย์”

                ข้าราชการอังกฤษคนหนึ่งเขียนบันทึกเกี่ยวกับกงสุลผู้นี้ไว้ว่า

                “ไม่ ว่าจะอยู่ที่ใดในหมู่ชาวสยาม จะได้ยินคนด่าและดูถูกนายนอกซ์ กงสุลอังกฤษในกรุงสยามมีอำนาจมากเสียจนนับวันจะแผลงฤทธิ์ขึ้นทุกที และเมื่อใดถูกขัดใจ ก็เกิดโทษะร้ายกาจ”

                เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ อัครมหาเสนาบดีแห่งกรุงสยามเคยบอกแก่ขุนนางอังกฤษเออล์ ออฟ แกรนวิล (Earl of Granville) ว่า

                “การ สนทนาเจรจากับท่านกงสุลใหญ่อังกฤษนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียนขยะแขยง เพราะกริยามารยาทแปลกปลาดของบุรุษผู้นี้ ถ้าเขาไม่มีความเคารพต่อคำพูดของเรา เราก็ไม่มีทางที่เจรจากับเขาได้ ความโอหังของเขานั้น เกินกว่าที่รัฐบาลไทยจะทนได้”

                พระ บาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบันทึกความรู้สึกไว้ว่า เป็นเรื่องสมเพชเวทนาที่นายทอมัส นอกซ์นี้ เมื่อก่อนเป็นคนธรรมดารับใช้รัฐบาลสยาม ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากฝ่ายไทย กลับมาปฏิบัติตนในทำนองดูหมิ่นผู้มีพระคุณต่อเขาได้เช่นนี้

                ใน พ.ศ. 2422 ประเทศอังกฤษจึงรู้สึกตัวว่า กงสุลใหญ่ของเขานี้ ทำให้ประเทศอังกฤษเสียผลประโยชน์มากกว่าได้ จึงเรียกตัวเขากลับประเทศอังกฤษ และส่งนายพัลเกรว (Palgrave) มา เป็นกงสุลใหญ่ประจำกรุงสยามแทนนายทอมัส นอกซ์นั้น เมื่อต้องกลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ก็ทิ้งทั้งลูกและเมียไว้ในเมืองไทย คุณปราง ภรรยาไปอยู่กับลูกสาวคนที่สองคือแคโรไลน์และสามีของเธอที่เชียงใหม่ ส่วนแฟนนี่นั้นแต่งงานกับพระปรีชากลการ ขุนนางไทยซึ่งภายหลังถูกประหารชีวิต ขณะที่เป็นเจ้าเมืองปราจีนบุรี

                เมื่อนายทอมัส นอกซ์ ออกจากประเทศไทย พ้นตำแหน่งกงสุลผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว ก็ไปรับงานใหม่เป็น Master of Hounds Biarritz ซึ่งหมายความว่าเป็นหัวหน้าคนเลี้ยงหมา นั่นเอง เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมกับมนุษย์เช่นเขาเป็นที่สุด

                ใน พ.ศ. 2430 เซอร์ทอมัส นอกซ์ ตายคนเดียวในเมืองนอก เมื่ออายุได้ 63 ปี ห่างไกลจากคุณปราง แฟนนี่ และแคโรไลน์ และห่างไกลจากรุงสยามที่มีบุญคุณต่อชีวิตของเขา