Get Adobe Flash player

เมื่อฝรั่งเศส แผลงฤทธิ์ให้ไทยดู 1

Font Size:

ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัวมีข้าราชการฝรั่งจากหลายประเทศมาตั้งสถานทูตอยู่ในกรุงเทฯ ประเทศที่เป็นห่วงความปลอดภัยของคณะทูตและครอบครัวจะพยายามสร้างสถานทูตขึ้น ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และมีเรือรบลำใหญ่จอดอยู่ในแม่น้ำข้างหน้าสถานทูตนั่นเอง ถ้าเกิดมีการจราจลขึ้นในพระนคร จำเป็นต้องขนคณะทูตและครอบครัวหนีออกนอกประเทศ ก็สามารถอพยพกันลงเรือรบของตนแล่นตามลำน้ำเจ้าพระยาหนีออกปากอ่าวไปได้ ปลอดภัย

               

                ในรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถานทูตอังกฤษมีเรือรบชื่อ สวิฟท์ จอดอารักขาอยู่ และฝรั่งเศสก็มีเรือรบลำหนึ่งชื่อลูติน จอดทอดสมอคอยอยู่หน้าสถานทูตนั่นเอง

                ใน พ.ศ. 2436 ประเทศฝรั่งเศสตัดสินใจแสดงอำนาจให้ไทยเกรงกลัว จึงออกคำสั่งให้เรือรบอีกสองลำชื่อเรือคอมเมต และเรือแองคองสะตองต์แล่น เข้าสู่เขตน้ำของประเทศสยามเพื่อมาสมทบกับเรือลูตินรวมเป็นจำนวนถึงสามลำ มีทหารบนเรือรบหลายร้อยคนแผลงฤทธิ์ให้ไทยเราเกรงขาม นายปาวีอัครราชทูตฝรั่งเศสแจ้งมายังพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีต่างประเทศของไทย มีใจความว่า รัฐบาลของเขาได้ข่าวว่าประเทศอังกฤษคิดจะให้เรือรบหลายลำเข้ามาในประเทศสยาม เพื่อรักษาป้องกันชนชาวอังกฤษ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงตั้งใจจะทำเช่นเดียวกัน และได้สั่งให้เรือรบคอมเมต และเรือรบแองคองสะตองต์มาถึงสันดอนในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2436

                กรม หลวงเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศไทยจึงทรงมีหนังสือตอบไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมิได้รับคำแจ้งจากรัฐบาลอังกฤษเลยว่าจะส่งเรือรบเข้ามาที่กรุงเทพฯ อีก และขอให้นายปาวีอัครราชทูตฝรั่งเศสมีโทรเลขออกไปยังแม่ทัพเรือประเทศของตน ชี้แจงให้เห็นว่า การจะนำเรือรบเข้ามาเพิ่มเติมนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง

                เมื่อ ได้รับคำตอบเช่นนั้น นายปาวีก็ขอเข้าเฝ้าเสนาบดีของไทย และเมื่อได้รับคำยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่ต้องการให้ประเทศใดมีเรือรบอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยาเกินหนึ่งลำก็ทำ ท่าทีตกลงจะส่งโทรเลขไปถึงมองสิเออร์ เดเวลล์ เสนาบดีว่าการต่างประเทศฝรั่งเศส ให้ยับยั้งการส่งเรือรบเข้ามา

                ครั้งถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2436 เวลาเช้า เรือรบของไทยสี่ลำคือ เรือมงกุฎราชกุมาร เรือมุรธา เรือนฤเบนทร์ และเรือหาญหักศัตรู ออกไปจอดอยู่ที่สันดอนเพื่อคอยรับเจ้าอาชดุ๊กแห่งกรุงออสเตรีย คอยอยู่จนเวลา 5 โมงเย็น 15 นาที เกิดพายุฝนตกหนักและได้รับสัญญาณจากเรืออรรคเรศซึ่งทอดสมออยู่นอกสันดอน ว่ามีเรือรบฝรั่งสองลำกำลังแล่นตรงมา นายทหารบนเรือรบทั้งสี่ต่างรู้สึกแปลกใจเพราะได้ทราบว่า มองสิเออร์ปาวี อัครราชทูตฝรั่งเศส ได้ให้สัญญาไว้ว่าจะไม่มีเรือรบฝรั่งเศสแล่นเข้าเขตน้ำของประเทศสยาม ก็ไม่ทราบว่าจะปฏิบัติอย่างไรแน่ เมื่อเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำแล่นผ่านป้อมปราการพระจุลจอมเกล้า ทหารไทยในป้อมจึงยิงปืนใหญ่ไม่ใส่ลูกสามนัด เป็นการบอกสัญญาณให้เรือรบฝรั่งเศสสองลำนั้นแล่นกลับออกเสีย

                ป้อมพระจุลจอมเกล้าในสมัยนั้นมีผู้บังคับบัญชาสองคน คนหนึ่งเป็นไทย อีกหนึ่งเป็นฝรั่ง คือ พระยาชลยุทธโยธิน และกัปตันวอนฮอก เรือรบฝรั่งเศสได้ยินเสียงปืนจากป้อมปราการก็แล่นต่อไป ทหารบนป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงยิงปืนใส่ลูกกระสุนตรงไปที่เรือแองคองสะตองต์ อีกนัดหนึ่ง เรือแองคองสะตองต์ชะลอจักรแล่นช้าลง ทำท่าเหมือนจะหยุด แต่แท้จริงเป็นเพียงการชะลอคอยเรือรบคอมเมตให้มาทันกัน

                ครั้ง สองลำมาอยู่เคียงข้างกันแล้วทหารฝรั่งเศสก็ชักธงชาติขึ้นเสา และยิงปืนใหญ่จากเรือมาที่ป้องพระจุลจอมเกล้าทันที หลังจากนั้นเรือรบฝรั่งเศสทั้งสองลำก็เดินเครื่องจักรเต็มที่ แล่นเลยลูกทุ่นดำในร่องน้ำในเวลากลางคืนเดือนมืด บุกรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีเรือฝรั่งเศสเล็กลำที่สามชื่อ เย.บี.เซย์.นำร่องมาเบิกทางให้

                ฝ่าย ทหารไทยที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงยิงทั้งปืนใหญ่เล็กมาที่เรือรบฝรั่งเศสและ เรือนำร่อง เย.บี.เซย์ กระสุนปืนของไทยทะลุท้องเรือ เย.บี.เซย์ ทำให้เกิดน้ำเข้าอุดไม่ทัน แต่เรือทั้งสามก็ยังแล่นต่อไปโดยเร็ว พร้อมกับยิงปืนต่อสู้กับฝ่ายไทยบนป้อมปราการขณะแล่นผ่านเรือไทยลำหนึ่ง เรียกเรือตะเกียง (เรือประภาคาร) ทหารไทยรีบจุดตอร์ปีโดระเบิดขึ้น แต่เราจุดช้าเกินไปไม่ถูกเรือแองคองสะตองต์ หรือเรือคอมเมตเลย

                เรือ มงกุฎราชกุมารและเรือมุรธาเดินจักรเต็มที่แล่นติดตามมายิงโต้ตอบรับเรือรบ ฝรั่งเศสทั้งสองลำ กัปตันเรือมงกุฏราชกุมารเป็นฝรั่งชื่อ คอมมานเดอร์ คัลเบิก สั่งทหารให้ยิงปืนต่อสู้จากดาดฟ้าเรือ ส่วนเรือรบมุรธาก็เข้าเทียบ ยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน ตัวนายช่างบนเรือมุรธาเป็นฝรั่งชื่อ เอนยีเนียร์ สมาต ช่วยบัญชาการรบถึงกับตกจากเรือลงไปในแม่น้ำ แต่เคราะห์ดีว่ายกลับมาขึ้นเรือได้ จึงไม่จมน้ำตายในการรบครั้งนี้ กล่าวไว้ว่าปืนในเรือรบฝรั่งเศสยิงได้รวดเร็วกว่าปืนของไทย ลูกปืนฝรั่งเศสยิงมาถูกกราบเรือมงกุฎราชกุมาร ลูกแตก ระเบิดทหารตาย 3 คน บาดเจ็บหลายคน ส่วนเรือมุรธานั้น มีกัปตันเป็นฝรั่งชื่อ คริสมาส แล่นไล่ติดตามเรือแองคองสะตองต์เข้ามา เรือแองคองสะตองต์ก็คัดท้ายหันเข้าสู้เรือมุรธา ยิงโต้ตอบกัปตันคริสมาส จนกระสุนปืนฝรั่งเศสถูกเสาธงของเรือไทยหักไป กัปตันคริสมาสและเอนยีเนียร์เดินดูในเรือมุรธา บัญชาการรบแข็งขัน สั่งให้กะลาสีไทยส่วนมากหลบอยู่ใต้ท้องเรือ ตัวฝรั่งทั้งสองอยู่บนสะพานที่ดาดฟ้า ก็ไม่ถูกปืนเป็นอันตรายแต่อย่างใด

                ครั้งถึงเวลา 1 ทุ่ม เรือรบทั้งหมดแล่นผ่านป้อมปราการอีกอันหนึ่งเรียกว่า ป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งมีฝรั่งชื่อกัปตันคอทซี รักษาอยู่ กัปตันคอทชีเห็นว่าท้องฟ้ามืดมาก จะยิงปืนจากป้อมผีเสื้อสมุทรออกไปคงไม่ถูกเรือรบฝรั่งเศส จึงมิได้สั่งให้ยิง เลยถูกเรือรบยิงปืนมาบนป้อม ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 คน กัปตันสมิกกิโลผู้กำกับปืนใหญ่ที่ท่อทุ่นอยู่บนน้ำจึงได้พยายามยิงโต้ตอบ 2 นัด แต่ก็มิได้ถูกเรือฝรั่งเศสเลย

                พระยา ชลยุทธโยธินออกคำสั่งให้เรือรบไทยทั้งสี่ลำแล่นตามเรือรบฝรั่งเศสและให้ พยายามเร่งเรือเข้าชนจนเรือฝรั่งเศสล่มแตกให้ได้ และพระยาชลยุทธโยธินเองก็รีบขึ้นรถไฟเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อขอเรือมหาจักรีไปช่วยรบด้วย

                เรือ รบฝรั่งเศสทั้งสองซึ่งมีนายเรือพอเรเป็นผู้บังคับบัญชาก็แล่นต่อไปด้วยความ องอาจ เรือรบไทยสี่ลำ ปืนจากป้อมปราการอีกสองป้อมไม่สามารถทำอันตรายต่อเขาได้เลย จนกระทั่งถึงเวลารุ่งเช้าวันศุกร์ที่ 14 เดือนกรกฎาคม ฝรั่งเศสจึงนำเรือรบทั้งสองนี้เข้าจอดเทียบข้างเรือลูตินที่หน้าสถานทูต ฝรั่งเศสได้ ส่วนเรือนำร่องลำเล็ก เย.บี.เซย์นั้นไปจอดเกยฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะถูกปืนที่ท้องน้ำรั่วเข้าอุดไม่อยู่ กัปตันวอนฮอกผู้รักษาป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงให้ทหารไทยลงเรือกลไฟเล็กไปบอก ให้มองซิเออร์เดสเตรินออกมายอมแพ้เสียโดยดี นายเรือเย.บี.เซย์ผู้นี้จึงยอมให้ทหารจับส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ

                ใน การต่อสู้ครั้งนี้ ปรากฎว่าเรือรบและทหารฝรั่งเศสมิได้รับอันตรายแต่อย่างใด แต่ฝ่ายไทยนั้นรบสู้เขาไม่ได้ บาดเจ็บและถึงแก่ความตายเป็นจำนวนมาก เรือมงกุฎราชกุมารทหารเรือตาย 3 บาดเจ็บ 15 คน เรือมุรธาบาดเจ็บ 6 คน ตกน้ำหายไป 1 คน เรือนฤเบนทร์ตาย 1 บาดเจ็บ 4 เรือหาญหักศัตรู ตาย 1 บาดเจ็บ 3 คน ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้าตาย 2 บาดเจ็บ 5 ที่ป้อมผีเสื้อสมุทร ถูกกระสุนบาดเจ็บ 6 คน รวมความแล้วทหารฝ่ายเราตายถึง 7 คน บาดเจ็บอีกจำนวน 39 คน และตกน้ำหายสาบสูญไปอีก 1 คน

                วันรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีประกาศพระบรมราชโองการเรื่องเรือรบฝรั่งเศสสองลำเข้ามาลำแม่น้ำ มีใจความว่า

                “ใน การที่ฝรั่งเศสกับกรุงสยามทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องเขตแดนทางฝรั่งแม่น้ำโขง คราวนี้ แต่แรกฝรั่งเศสก็ได้ส่งเรือรบลำหนึ่งเข้ามารักษาคนในบังคับบัญชานานมาแล้ว บัดนี้อ้างเหตุว่า เรือรบฝ่ายประเทศอังกฤษจะเข้ามารักษาผลประโยชน์ของชาตินั้นอีก ฝ่ายฝรั่งเศสจึงขอเอาเรือรบเข้ามาอีกสองลำเพื่อจะรักษาผลประโยชน์บ้าง ราชทูตฝรั่งเศสที่กรุงเทพฯ ได้นำความบอกขออนุญาตให้เรือทั้งสองนี้ขึ้นมาแล้ว ฝ่ายเราเห็นว่าเวลานี้เป็นสมัยที่ยังไม่ควรจะมีเรือรบต่างประเทศเข้ามาจอดใน แม่น้ำอีกกว่าประเทศละลำหนึ่งขึ้นไป จึงได้ปรึกษาด้วยราชทูตฝรั่งเศส และมีโทรเลขไปยังคอเวอร์เมนต์ฝรั่งเศสที่กรุงปารีสแล้ว ก็ได้รับตอบทางโทรเลขรับรองตกลงว่าจะเลิกสั่งการที่จะส่ง

อ่านต่อฉบับหน้า