Get Adobe Flash player

เมื่อฝรั่งเศส แผลงฤทธิ์ให้ไทยดู 2

Font Size:

การที่เป็นไปแล้วทั้งนี้ยังเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์ ที่เข้ากันผิดอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะในคำโทรเลขแต่ปารีสบอกความชัดว่าเสนาบดีต่างประเทศฝรั่งเศสแสดงถ้อยคำ ว่า ไม่ได้หมายจะทำภัยอันตรายอันใดต่อความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของกรุงสยามเพราะเหตุ ฉะนี้ อย่าให้ชนทั้งหลายวิตกตื่นไปว่าจะมีการรบพุ่งอันตรายอันใดในกรุงเทพฯนี้เลย และเรือรบที่เข้ามาใหม่ผสมกับลำเก่ารวมเป็นสามลำด้วยกันนี้ แม้ว่าจะคิดอันตรายอันใด ก็ไม่อาจจะทำได้จริงเป็นผลแก่ฝรั่งเศสได้ กำลังในเรือรบทั้งสามนี้มีเพียง 300 คน ไหนเลยจะสามารถขึ้นมารุกรานต่อตีในหมู่กลางประชุมทหารนี้ได้ แต่เหตุสำคัญที่ควรจะป้องกันแก้ไขบัดนี้มีอยู่ที่ชนทั้งหลายจะพากันวิตก ตื่นเต้นไปต่าง ๆ โดยความที่ไม่ได้ทราบการหนักเบา

                                จึง ได้ดำรัสเหนือเกล้าให้กรมนครบาลจัดการป้องกันระวังรักษาทรัพย์สมบัติและ พลเมือง ให้พ้นจากคนพาลเบียดเบียน อนึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินออกทอดพระเนตรตรวจพลทหารประจำกองในกรุงเทพฯทั่ว แล้ว เป็นที่ทรงยินดีต้องพระราชหฤทัยยิ่งนักว่าจะระงับเหตุการณ์ในบ้านเมืองให้ สงบเรียบร้อย และป้องกันรักษาอาณาประชาชนให้พ้นภยันตรายต่าง ๆ ได้ และในการครั้งนี้ก็ยังได้มีการโต้ตอบปรึกษาหารือกันด้วยคอเวอร์เมนต์ ฝรั่งเศส ทั้งที่กรุงเทพฯ และที่กรุงปารีส ดังปรากฎในหนังสือในเรื่องนี้ ซึ่งได้ตีพิมพ์ประกาศมาให้ทราบด้วย

                ขอ ให้ชนทั้งหลายวิเคราะห์เหตุผลตามกระแสพระราชดำริที่ได้แจ้งมาแล้วนี้อย่าได้ หวาดหวั่นวิตกเกินไปกว่าเหตุ จงรักษาความสงบเรียบร้อยตามปรกติของตนทั่วถึงกันเถิด”

                อะไร เป็นสาเหตุที่ทำให้เรือรบฝรั่งเศสสองลำปฏิบัติดำเนินการซึ่งขัดแย้งกับคำให้ การของนายปาวี อัครราชทูตนั้น เราไม่สามารถทราบได้แน่นอน ฝ่ายฝรั่งเศสเขาให้การแก้ตัวว่า ไม่สามารถส่งโทรเลขไปถึงเรือรบได้ทันท่วงที จึงไม่อาจหยุดยั้งเรือของเขามิให้เข้าเขตน้ำกรุงสยามได้ เสนาบดีว่าการต่างประเทศฝรั่งเศสแถลงในสถาผู้แทนราฏษรที่กรุงปารีสในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ว่า

                “ใน ระหว่างที่เราพยายามปรึกษาเจรจาเพื่อปรองดองกันนี้ก็บังเอิญมาเกิดเหตุร้าย ขึ้น เมื่อวันที่ 13 เดือนกรกฎาคม คืออังกฤษได้ให้เรือรบเข้าไปจอดอยู่ในกรุงเทพฯลำหนึ่งแล้ว ยังกำลังแล่นไปกลางทางอีกลำหนึ่ง และจะส่งไปเพิ่มเติมอีกลำหนึ่งรวมเป็นสามลำด้วยกัน เมื่อข้าพเจ้าทราบข่าวนี้ก็ได้มีคำสั่งโดยทางโทรเลขไปยังราชทูตของเราที่ กรุงเทพฯ ว่าฝ่ายเราก็จะต้องให้เรือรบเพิ่มเติมเข้ามาบ้าง ฝ่ายไทยไม่ยอม ข้าพเจ้าจึงได้มีคำสั่งไปว่า อย่าเพิ่งให้เรือรบของเราแล่นล่วงสันดอนไปจนกว่าจะได้รับคำสั่ง แต่โทรเลขไปไม่ทันเวลา ทางป้อมไทยและเรือรบไทยก็ยิงเรือแองคองสะตองต์และเรือคอมเมต ทหารเรือของเรากล้าหาญสามารถแล่นฝ่าตอร์ปีโดเข้าไป ข้ามสันดอนได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แล้วก็แล่นเข้าแม่น้ำเจ้าพระยา ไปทอดสมออยู่ในกรุงเทพฯ

                ถึง วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 จึงมีจดหมายจากอัครราชทูตฝรั่งเศสถึงเสนาบดีว่าการต่างประเทศไทย ขู่บังคับให้ไทยรับเสียค่าปรับไหมให้แก่ฝรั่งเศสในการที่ทำอันตรายแก่เรือรบ และพวกกะลาสีของฝรั่งเศสในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมทั้งแสดงอำนาจเรียกร้องอีก หลายข้อ

                ในข้อ 5 ของจดหมายฉบับนี้ เขียนว่า “5. เงินทำขวัญที่ไทยจะต้องเสียนั้น รวมสองล้านฟรังก์”

                ใน ข้อ 6 เขียนว่า “ให้ไทยเอาเงินสองล้านฟรังก์คิดเป็นราคาเหรียญนกมาวางมัดจำไว้ทันที เพื่อเป็นประกันเงินที่จะต้องทำขวัญ ถ้าไม่เอารายนี้มาวางประจำไว้ ก็ต้องให้ฝรั่งเศสมีอำนาจเก็บภาษีอากรสมพัตสรหรือเงินส่วยต่าง ๆ ในเมืองพระตะบอง และเมืองเสียมราฐ เป็นจำนำยึดไว้ก่อน

                รัฐบาล สยามต้องตอบภายใน 48 ชั่วโมง ถ้ายอมตามความ 6 ข้อนี้ก็ให้เขียนคำสัญญายอมลงในหนังสือซึ่งจะได้แลกเปลี่ยนกันในระหว่างพระ เจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทววงศ์โรปการและราชทูตฝรั่งเศส ถ้าไม่ตอบหรือไม่ยอมตามความ 6 ข้อนี้ จนพ้นกำหนดเวลาราชทูตฝรั่งเศสก็จะลาออกจากกรุงเทพฯลงเรือรบชื่อ ฟอเฟต กลับไปแล้วฝรั่งเศสจะประกาศให้กองทัพเรือยกมาปิดเมืองชายทะเลของกรุงสยามไว้ หมด

                อนึ่ง ในระหว่างเรือรบฝรั่งเศสจะออกจากกรุงเทพฯไปจนถึงสันดอนนั้น ไทยทำอันตรายแก่เรือรบฝรั่งเศส ก็ขอให้รัฐบาลสยามพึงทราบว่า ฝรั่งเศสจะทำตอบแทนบ้าง”

                เหตุการณ์นี้จบลงโดยฝ่ายไทยต้องยอมตามคำขาดของฝรั่งเศสปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว เสียเงินให้เป็นจำนวนถึง 2 ล้านฟรังก์

                เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนี้ ฝรั่งในประเทศอื่นต่างวิจารณ์กันไปตามคิดของเขา เสนาบดีว่าการต่างประเทศอังกฤษแถลงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า

                “ดู เหมือนรัฐบาลสยามเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝรั่งเศสจะต้องการอะไร การไปรบเขาโดยไม่บอกให้เขารู้ตัวตนมารบด้วยเหตุใดนั้นเป็นการร้ายกาจมาก เรื่องเช่นนี้มักเกิดขึ้นในระหว่างประเทศที่มีกำลังอานุภาพมาก และประเทศที่มีกำลังอานุภาพน้อย ซึ่งประเทศที่มีอานุภาพมากอยากจะทำการข่มเหงหรือจะเลิกข่มเหงเมื่อใดก็ทำได้ ตามชอบใจ หรือจะคิดหาเหตุต่าง ๆ กล่าวอ้างเป็นมูลศึกทำสงครามต่อไปก็ได้”

                หนังสือพิมพ์เยอรมันในสมัยนั้น กล่าวไว้ว่า

                “รัฐบาล ฝรั่งเศสที่อยู่ในอำนาจเวลานี้จะต้องหาชัยชนะในทางใดทางหนึ่งเพื่อแสดงว่า คณะรัฐบาลนี้ทำการได้ชัยชนะเป็นเกียรติยศแก่ประเทศฝรั่งเศสมาก ซึ่งเป็นเรื่องหาเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีในวันข้างหน้า เมื่อหาชัยชนะทางไหนไม่ได้ก็ต้องไปหากับประเทศสยาม ด้วยประสงค์จะเอาเรื่องที่ทำกับไทยได้ชัยชนะไปอวดแก่ราษฎรทั้งหลาย เพื่อให้เลือกตั้งพวกของเขาต่อไป”

                หนังสือพิมพ์อเมริกัน ชื่อ Philadelphia Record บันทึกไว้ว่า

                “ใน สหรัฐอเมริกานี้ มหาชนเห็นสอดคล้องต้องกันว่า ฝรั่งเศสเป็นพาลข่มเหงไทย ซึ่งมีกำลังอานุภาพน้อยกว่า การที่ฝรั่งเศสไปแย่งชิงเอาเขตแดนของกรุงสยามคราวนี้ เห็นจะพอคุ้มทุนกับที่ได้เสียเมืองอัลซัสกับลอเรนให้แก่เยอรมันไปเมื่อครั้ง แพ้สงครามกับเยอรมัน”

                หนังสือพิมพ์กฎหมายระหว่างประเทศซึ่งจำหน่ายในประเทศเบลเยี่ยมเขียนไว้ว่า

                “เมื่อ ยกเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาประมวลกันเข้าแล้ว ความรับผิดชอบทั้งหลายย่อมตกอยู่แก่ผู้ซึ่งบังอาจรุกรานเข้ามาในอาณาเขตซึ่ง กรุงสยามได้ปกครองรักษามาช้านาน รุกรานเอาด้วยพลการ โดยไม่สามารถจะชี้แจงได้ว่า ดินแดนเหล่านั้นควรจะเป็นของตนด้วยเหตุใด บังอาจช่วงชิงเอาในสมัยที่ยังมีสัญญาทางไมตรีกันอยู่ และในระหว่างที่ยังมีไมตรีกันอยู่นี้เอง ที่กองทัพเรือฝรั่งเศสได้กระทำการอุกอาจ”

                เรา จะเห็นได้จากบทความนี้ว่า ถึงแม้เราจะได้พยายามปรับตัวปรับปรุงประเทศให้แข็งแรงทันโลกสมัยใหม่ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มาถึงรัชกาลที่ 5 เราก็ยังล้าหลังศัตรู ต่อสู้เขาไม่ไหว คนไทยเราเองในสมัยนั้นไม่มีความรู้ความสามารถเท่าเทียมฝรั่ง แต่เราก็ไม่โง่อวดดี หลอกตัวเองว่า ฉันนี้วิเศษไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากใคร ตรงกันข้าม สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถและมีพระราชดำริให้ไทยเราเรียนรู้ทันฝรั่ง จึงทรงยอมให้มีชนชาติฝรั่งเป็นผู้บังคับบัญชาเรือรบ และป้อมปราการเพื่อที่จะสอนวิชาการรบให้แก่คนไทย ถ้าเราเป็นประเทศที่อ่อนแอ ก็จะต้องถูกประเทศที่แข็งแรงกว่าข่มเหงรังแกตามอำเภอใจ แต่ถ้าเราสามารถปรับปรุงประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ชาติอื่นก็จะแสดงความเคารพและเกรงใจ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักความจริงในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีประเทศใดหลีกเลี่ยงได้ เพราะเราอ่อนแอจึงถูกเขาข่มเหง ฝรั่งเศสส่งเรือรบบุกเข้ามาในเขตแดนของประเทศเรา เอาปืนยิงป้อมปราการและเรือรบของเราจนทหารไทยบาดเจ็บและตายมากมายหลายคน ฝ่ายฝรั่งเศสนั้นไม่มีใครบาดเจ็บได้รับอันตรายเลย ทั้งเรือรบของเขาก็มิได้เสียหาย ฝ่ายเรากลับต้องยอมชดใช้เงินเป็นจำนวนถึง 2 ล้านฟรังก์

                เรื่อง การแผลงฤทธิ์ของฝรั่งเศสนี้ จึงเป็นบทเรียนที่ดีในประวัติศาสตร์ ซึ่งคนไทยทุกคนควรจดจำไว้ และคำนึงอยู่เสมอว่าผู้ที่อ่อนแอนั้น มักจะไม่ได้รับความยุติธรรมแต่อย่างใด