Get Adobe Flash player

เมื่อประเทศไทยแผลงฤทธิ์ให้ฝรั่งเศสดูบ้าง 1

Font Size:

เมื่อ 100 ปีมาแล้ว ถึงแม้กรุงสยามจะตื่นตัวปรับปรุงระบบการปกครอง และการทหารให้ก้าวหน้า ก็ยังต้องยอมรับว่าประเทศของเรานั้น อ่อนแอล้าหลังอยู่มาก เมื่อเปรียบกับเหล่าประเทศมหาอำนาจของยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือฮอลันดา เป็นต้น โดยเฉพาะทางด้านการศึก เรามีทหารประจำการเป็นจำนวนน้อย เพราะในสมัยโบราณไทยเราตั้งกองทหารไว้เพียงเพื่ออารักขาพระเจ้าแผ่นดินและ เจ้านายทั้งหลาย ถึงเวลาเกิดศึกสงครามมาประชิดเมือง จึงจะเกณฑ์ผู้คนเพิ่มเติม ส่วนประเทศต่าง ๆ ในตะวันตกนั้น เขาเลี้ยงทหารไว้ตลอดเวลา เป็นจำนวนหลายหมื่นหลายแสนคน สำหรับป้องกันประเทศชาติและใช้ในการรุกรานประเทศอื่น

                สภาพการณ์แบบนี้เป็นเหตุให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะอ่อนแอเมื่อฝรั่งเศสเริ่มต้นรุกรานเราภายในเวลา 44 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2406-2450  ประเทศฝรั่งเศสแย่งดินแดนของไทยถึง 5 ครั้ง แต่ละครั้งเราเหมือนเด็กอ่อนแอที่ถูกคนตัวโตกว่ารักแก ต้องยอมให้เขาแยกที่นั่นคว้าที่นี้ตามชอบใจจนเสียดินแดนไปครึ่งหนึ่งของ ประเทศ นับเป็นเนื้อที่ถึง 4 แสน 6 หมื่น 7 พัน 5 ร้อยตารางกิโลเมตร

                เริ่ม ต้นการสูญเสียนี้ในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 พระนโรดม พระเจ้าแผ่นดินเขมร ทรงทำสัญญายอมอยู่ใต้อำนาจฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเขาอ้างว่าพระนโรดมมาขอความอารักขาป้องกัน เพราะอยู่ใต้บารมีไทยด้วยความไม่ผาสุก เรื่องนี้เท็จจริงแค่ใดยากที่จะพิจารณา สามปีก่อนเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ยังมีจดหมายจากเจ้าเขมรสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศรธิบดี ถึงสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ มีใจความว่า

                “ข้า พระพุทธเจ้า กับสมเด็จฟ้าทะละหะ พร้อมกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยคิดเห็นว่าไปภายหน้ากลัวญวนจะเพลี่ยงพล้ำกับ ฝรั่งเศส ญวนจะยกเมืองเขมรว่าเป็นเมืองขึ้นกับญวน ให้เป็นของกำนัลฝรั่งเศส ฝรั่งเศสก็จะดีใจรับเอาว่า มาตีเมืองญวนกลับได้เป็นสองเมือง ฝรั่งเศสจะข่มขี่เอาเมืองญวนเมืองเขมรร่ำไป ข้าพระพุทธเจ้าคิดด้วยเกล้าฯ เห็นพร้อมกันว่า ถ้าญวนเสียแก่ฝรั่งเศสแล้ว ยกเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศสก็ดี ฝรั่งเห็นว่าตีเมืองญวนได้แล้ว จะรวบเอาเมืองเขมรว่าเป็นเมืองขึ้นของญวนก็ดีถ้าทำได้ดังนี้ ก็จะมีทางที่อันจะพูดจาโต้ตอบกับฝรั่งได้ถนัด ด้วยว่าเดิมแต่บิดาข้าพระพุทธเจ้ากับข้าพระพุทธเจ้า ขึ้นแก่กรุงเทพฯ ฝ่ายเดียว”

                ภายหลังทำสัญญาอยู่ภายใต้ความอารักขาของฝรั่งเศสแล้ว พระนโรดมมีลายพระหัตถ์ถึงสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ มีใจความว่า

                “ข้า พระพุทธเจ้ากับพระยาเขมร พร้อมกันเรียบเรียงเรื่องราวความอัดมิราลมาทำหนังสือสัญญากับเมืองเขมร ดูทีจะพูดจาแข็งแรงนัก ข้าพระพุทธเจ้าจะของดไว้ คอยบอกเข้ามากรุงเทพฯ ก็ไม่ยอม ถ้าจะขัดขืนไม่ทำสัญญา ก็เห็นจะเกิดเป็นความอริวิวาทกันขึ้น แล้วแต่ก่อนโปรดว่า ให้ฝรั่งเศสมาทำสัญญา ณ กรุงเทพฯ ครั้งนี้อัดมิราล เดอ เลอกรันดิเอ แม่ทัพฝรั่งเศสเมืองไซ่ง่อน บังคับให้ข้าพระพุทธเจ้าทำสัญญา ณ เมืองเขมร... ข้าพระพุทธเจ้าปรึกษากับพระยาปราจีนบุรีชื่อนก น้องเจ้าพระยายมราชครุธและพระยาเขมร พร้อมกันเห็นว่า ความข้อนี้สิ้นปัญญาแล้ว จึงต้องยอมทำหนังสือสัญญากับฝรั่งเศส แต่ใจข้าพระพุทธเจ้ามีความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีต่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ มาแต่เดิมอย่างไรก็คงอยู่อย่างเดิม คิดจะให้ได้คงอยู่เป็นข้าสำหรับพระบารมีต่อไปจนสิ้นชีวิตมิได้มีจิตผันแปร สิ่งใดเลย”

                จดหมาย ทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าครองเขมรถูกบังคับให้เซ็นสัญญาขอความอารักขาฝรั่งเศส มิได้ทำด้วยความจริงใจ ฝ่ายไทยนั้นไม่มีกำลังวังชาพอที่จะประท้วงคัดค้าน ต้องปล่อยเหตุการณ์ให้เลยตามเลย จนกระทั่งเวลาล่วงมาอีก 4 ปี ในพ.ศ. 2410 ฝรั่งเศสก็มาบังคับให้ไทยทำสัญญามอบเมืองเขมรให้ มีใจความว่า

                “เรา ยินยอมให้ฝรั่งเศสอารักขาประเทศเขมร จะไม่เรียกร้องส่วย อากร บรรณาการ จากเขมรอีกเลย สองประเทศค้าขายกันต่อไปได้ เรือของฝรั่งเศสมีอำนาจเดินสะดวกในแม่น้ำโขง แต่ถ้าเหตุการณ์ขัดข้องเกิดขึ้น ไทยต้องช่วยแก้ไข” รวมความว่า ฝรั่งเศสแย่งเขมรไปจากเราดื้อ ๆ ไม่พอยังมาขอให้เราซ่อมเรือให้มันเสียอีก

                ถึง พ.ศ. 2429 ในรัชกาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ฝรั่งเศสมาขออนุญาตตั้งนายปาวีเป็นกงสุลฝรั่งเศสที่นครหลวงพระบาง ในปีเดียวกันนั้นเอง พวกจีนฮ่อยกกำลังเข้าปล้นแคว้นสิบสองจุไทย ตีมาถึงหลวงพระบาง ฝ่ายไทยส่งทหารไปต่อสู้กับจีนฮ่อเป็นสามารถ อารักขาป้องกันกงสุลฝรั่งเศส ช่วยให้นายปาวีรอดชีวิตมาได้ ระหว่างที่เรารบกับจีนฮ่อนี้ ทางฝรั่งเศสมิได้ส่งทหารมาช่วยเราเลย เมื่อไทยปราบจีนฮ่อราบคาบแล้ว นายปาวีจึงนำทหารฝรั่งเศสเป็นจำนวนมากมายึดแคว้นสิบสองจุไทย โดยอ้างว่าเพื่อมาปราบจีนฮ่อทั้ง ๆ ที่ไม่มีโจรจีนฮ่อมาปล้นแม้แต่คนเดียว ไทยจะเจรจาอย่างไร ฝรั่งเศสก็หน้าด้านไม่ยอมถอนทัพ

                ฝ่าย ไทยไม่กล้ารบกับฝรั่งเศส ก็ต้องปล่อยให้เหตุการณ์เลยตามเลยอีกครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสครอบครองสิบสองจุไทยอยู่ได้ 5 ปี ก็ทำสัญญาบังคับให้ไทยสละสิทธ์ในดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมด ส่วนนายปาวีเองนั้น เพราะความดีความชอบในการโกงดินแดนจากประเทศไทยที่ช่วยชีวิตเขา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2430

                เหตุการณ์ เงียบอยู่อีก 6 ปี ถึง พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสส่งกองทัพจากนครพนมเปญลงเรือแล่นมาตามลำน้ำโขง เข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาเขตแดนไทย อ้างว่าฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงแต่ก่อนเป็นของญวนและเขมร ขณะนี้ประเทศญวนและเขมรเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสแล้ว ดินแดนเหล่านี้จะเป็นของไทยต่อไปไม่ได้

                เพื่อ แสดงอำนาจเพิ่มเติม ฝรั่งเศสส่งเรือรบ 2 ลำแล่นเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาฝ่ายเรายิงต่อสู้ด้วยปืนจากป้อมปราการและส่ง เรือรบของเราเองสะกัดกั้น

                ปรากฎว่า ฝ่ายเราแพ้เขาอีก ฝรั่งเศสมีเรือรบเพียง 2 ลำ ชื่อเรือคอมเมต และเรือแองคองสตองต์ ต่อสู้กับเรือรบไทย 4 ลำ คือ เรือมงกุฎราชกุมาร เรือมุรธา เรือนฤเบนทร์ และเรือหาญหักศัตรู

                เรือ มงกุฎราชกุมารถูกยิงเสียหาย ทหารไทยทั้งเรือรบ และป้อมปราการตาย 7 คน บาดเจ็บ 39 คน ตกน้ำหายไปอีก 1 คน ทหารฝรั่งเศสไม่มีใครบาดเจ็บหรือตายเลย

                เรือ คอมเมตและเรือแองคองสตองต์ แล่นเข้ามาสมทบกับเรือรบฝรั่งเศสอีกลำหนึ่งชื่อ เรือลูตีน ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส แล้วนายปาวีก็ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทยมีใจความว่า

                ให้ ไทยยอมรับว่า ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตลอดถึงเกาะต่าง ๆ ในลำน้ำเป็นของฝรั่งเศสทั้งสิ้น นอกจากนั้นยังบังคับให้ไทยทำขวัญทหารเรือฝรั่งเศสเป็นเงินทั้งหมดรวมแล้ว 4 ล้านบาท ฝรั่งเศสส่งกองทัพไปยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน และรับรองกับไทยว่า จะคืนเมืองจันทบุรีให้เมื่อไทยปฏิบัติครบถ้วนตามคำขาดของฝรั่งเศส

                เมื่อ ไทยเรายอมปฏิบัตตามคำเรียกร้องทุกประการ ฝรั่งเศสก็ถอนทหารออกจาเมืองจันทบุรีจริงตามที่ได้สัญญาไว้ แล้วจึงยกกองทัพไปยึดเมืองตราดแทน บอกกับฝ่ายไทยว่า ถ้าต้องการให้ฝรั่งเศสออกจากเมืองตราด เราจะต้องยอมเสียเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสอีกด้วย เราก็ต้องยอมตามอีกครั้งหนึ่ง ทำสัญญาให้วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ยกเมืองทั้งสามนี้ให้แก่ฝรั่งเศส ฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสจึงถอนออกจากเมืองตราดด้วยเมตตาความกรุณา

                รวมความแล้วเราเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศส 5 ครั้งด้วยกัน เขาเอาไปเฉย ๆ ไม่ต้องเสียชีวิตทหารหรือกระสุนปืนมารบพุ่งกับคนอ่อนแอ

-          ครั้งแรกเสียเขมรเป็นที่ดินถึง 124,000 ตารางกิโลเมตร

-          ครั้งที่สองเสียแคว้นสิบสองจุไทยอีก 87,000 ตารางกิโลเมตร

-          ครั้งที่สาม เสียแผ่นดินใหญ่ด้านซ้ายของแม่น้ำโขงถึง 143,000 กิโลเมตร

-          ครั้งที่สี่เราเสียฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นเนื้อที่ 62,500 ตารางกิโลเมตร

-          และในครั้งสุดท้ายต้องให้เมืองพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณอีกเป็นเนื้อที่ 51,000 กิโลเมตร

รวม แล้วประเทศสยามเริ่มแรกมีเนื้อที่ทั้งหมด 980,947 ตารางกิโลเมตร ถูกฝรั่งเศสแย่งเอาไปเฉย ๆ 467,500 ตารางกิโลเมตร จึงเหลืออยู่เพียง 513,447 ตารางกิโลเมตร

                เหตุการณ์สงบเงียบมาอีก 30 ปี ถึง พ.ศ. 2481 ประเทศไทยเราแข็งแรงขึ้นมากมีนายกรัฐมนตรีคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่วนคณะรัฐมนตรีนั้น 1 ใน 3 รวมทั้งตัวท่านจอมพลเองด้วย เป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส

                ใน ปีนั้น หลวงวิจิตรวาทการเดินทางไปพบกับนาย เบรวิเยร์ ข้าหลวงฝรั่งเศสผู้ครองเมืองญวนและเขมร อธิบายต่อนายเบรวิเยร์ว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศฝรั่งเศสและไทยจะเริ่มแก้ไขความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น ผู้มีอำนาจปกครองประเทศไทยในเวลานั้น ก็เป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศสหลายคน ปัญหาต่าง ๆ ในอดีตฝรั่งเศสควรแสดงไมตรีจิต โดยคืนดินแดนที่ยึดไว้ให้แก่เราบ้าง เราไม่ขอให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนทั้งหมดเพียงแต่แนะว่า ควรเริ่มต้นโดยยกแคว้นสิบสองจุไทยและนครหลวงพระบางคืนให้แก่เรา ซึ่งรวมแล้วเป็นเนื้อที่เพียง 1 ใน 4 ของเขตแดนที่ฝรั่งเศสโกงเอาไป

                ประเทศฝรั่งเศสขณะนั้นกำลังอ่อนแอ แพ้สงครามเยอรมันขาดกำลังวังชาที่จะรบสู้กับประเทศไทย จึงตอบว่าจะรับพิจารณาเรื่องคืนดินแดนนี้  และในเวลาเดียวกันต้องทำสัญญาว่า ประเทศไทยและฝรั่งเศสจะไม่รุกรานต่อกัน